GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ละครโรงใหญ่

สิ่งเหล่านั้นหรือข่าวเหล่านั้น ถูกสื่อและผู้เชี่ยวชาญปรุงแต่งให้อยู่ในรูปของ “ความรู้”, เราจะหยุดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรเพราะนั่นคือวงจรธุรกิจ วงจรที่ถูกทำให้เรื่องถูกกลายเป็นเรื่องผิด เรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูกได้,เราหยุดไม่ได้หรอกครับ แต่เราสามารถ “สร้างภูมิคุ้มกัน” สิ่งเหล่านั้นได้ ,ถ้ารู้เรื่องชีวิต ปัญหาชีวิตก็ไม่มี , ถ้าเรามี “สังขาร” ดี “สังขาร”สามารถควบคุมตัวอื่นได้ด้วยครับ, การกระทำทั้งหมดเกิดจากความคิด ถ้าคิดดีก็เปิดประตูความชั่ว คิดแต่สิ่งดี เราก็จะไม่มีทางไปทำความชั่วได้ครับ

ทุกท่านเคยสังเกตไหมครับว่า เวลาที่เราเข้าไปดูหนังในโรงภาพยนตร์

  ทำไมเราถึง หัวเราะ พร้อมกัน ร้องไห้ พร้อมกัน รู้สึก โกรธ หรือ เกลียด หรือ รัก หรือ ชอบ สิ่งใด ๆ เหล่านั้น พร้อม ๆ กัน

  วันนี้ละครหรือภาพยนต์ที่กำลังฉายผ่านอายาตนะทั้ง และส่งผลถึงอายาตนะที่ 6 ของเรานั้น

เขากำลังฉาย เรื่องอะไรให้เราดู

และเมื่อฉายมาแล้ว ส่งผลอย่างไรบ้างกับ ชีวิต ของพวกเรา  

ย้อนกลับไปเมื่อสองถึงสามเดือนก่อน คนไทยทุก ๆ ท่านคงจะยังจำเหตุการณ์ในช่วงพระราชพิธีเฉลิมฉลองครองราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่สื่อต่าง ๆ ร่วมไม้ร่วมมือกันนำเสนอข่าวพระราชพิธีร่วมกันจนออกมาเป็นโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทุก ๆ ช่องร่วมมือกันนำเสนอแต่ข่าวที่เป็นศิริมงคล หยุดนำเสนอข่าวที่ไม่ดี พรรคการเมือง หยุดพักการให้ข่าวชั่วคราว นักวิชาการหยุดออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทุก ๆ คนคงจะยังจำเหตุการณ์เหล่านี้ได้

ทุก ๆ ท่าน จำความรู้สึก เหล่านั้นได้หรือไม่

ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุข ความปิติ ความชุ่มฉ่ำใจ ในช่วงที่เครื่องรับในหัวใจและหัวสมองของเรา รับและพบเจอแต่สิ่งที่ดี ๆ สิ่งที่เป็นศิริมงคล แต่ถ้าลองย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น และลองคิดถึงทุกวันนี้

ความรู้สึกนั้น หายไปไหน    

ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น และวันนี้เกิดอะไรขึ้น

เมื่อเราเปิดหน้าจอโทรทัศน์ขึ้นมา ก็เจอแต่ข่าวฆ่ากัน ยิงกัน เลือดท่วมจอ ข่าวรถยนต์ชนกัน ข่าวฉกชิงวิ่งราว ข่าวผู้เสียชีวิต ข่าวฆ่าข่มขืน ข่าวพระสงฆ์องคเจ้าทำผิดต่าง ๆ นา ๆ  เปิดดูละครก็เจอนางอิจฉา ตบตี ดูรักสามเศร้า การหึงหวง

เปิดดูหนังสือพิมพ์ทั่ว ๆ ไป หน้าแรกถ้าวันไหนไม่มีรูปศพคนตายก็ถือว่าผิดปกติ

สิ่งเหล่านี้ถูกฉายให้เราดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เว้นแต่ละวัน ในอดีต คงจะจำกันได้ว่า มีคำพูดเล่น ๆ ที่เคยพูดต่อ ๆ กันมาว่า

แม่บ้านชอบดูละคร ส่วนพ่อบ้านชอบดูแต่ข่าว ตื่นมาก็อ่านหนังสือพิมพ์ คำพูดเหล่านี้สะท้อนอะไรบ้าง

แต่ในทุกวันนี้มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยเหตุผลที่เมื่อก่อน การฟังข่าวและการอ่านข่าวนั้นค่อนข้างจะย่อยยากสักนิดนึง ทำให้ข่าวโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ผู้ชายจะเป็นผู้รับซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ปรากฏการณ์ การเล่าข่าว และ สรยุทธ์ Effect”

ทำไมคนทุกเพศทุกวัย ทุกอาชีพ ได้รับฟังข่าวได้อย่างไม่มีสิ่งใดปิดกั้นอีก ข่าวที่อยู่ในหนังสือพิมพ์หัวสีทุก ๆ ฉบับ จะถูกพิธีกรชื่อดังทุก ๆ ช่อง นำมาอ่านและเล่าข่าวอย่างมีอรรถรส นักพูดก็ดี ดาราก็ดี นักการเมืองก็ดี นักกฎหมายก็ดี ทุกคนนำข่าวมาเล่า เช้ากลางวันเย็น ก่อนนอน บางครั้งเข้าไปถึงช่วงตอนนอน ตลอด 24 ชั่วโมง จนการเล่าข่าว จะกลายข่าวสะดวกซื้อหรือ 7/11 ไปโดยปริยาย

แหล่งที่ขายข่าวไม่มีเวลาปิด จากการรับสื่อต่าง ๆ เหล่านั้น ข่าวร้าย ๆ ข่าวฉาว ๆ ยิ่งร้ายมาก ฉาวมาก ยิ่งขายดี Rating สูง โฆษณาดี กำไรงาม

ทำให้เราแทบจะมองทุกอย่างเป็นด้านลบไปหมด  

แต่สิ่งเหล่านั้นทำไมถึงนำเสนอได้อยู่ในทุกเมื่อเชื่อวันล่ะครับ ทำไมไม่มีผู้ออกมาคัดค้าน ออกมาเดินขบวนกัน นักวิชาการทำไมไม่ออกมาโต้แย้ง ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาสำหรับผู้ชม เหตุผลถึงที่สิ่งเหล่านั้นสามารถดำรงตนอยู่ได้ก็เพราะ สิ่งเหล่านั้นหรือข่าวเหล่านั้น ถูกสื่อและผู้เชี่ยวชาญปรุงแต่งให้อยู่ในรูปของ ความรู้


ความรู้เรื่องนั้น ความรู้เรื่องนี้ วันนี้คุณดูข่าวนี้หรือยัง เมื่อวานดูข่าวนั้นหรือยัง ถ้าไม่ดู ตกข่าว นะ

ฟุตบอลโลกเป็นอย่างไร ตกลงซีดานทำไมถึงเอาหัวไปโหม่งนักเตะอิตาลี

วันนี้คนนั้นตายรู้แล้วหรือยัง

เมื่อวานเจ้าอาวาสวัดไหน พาใครไปทำอะไรบ้าง

วันนี้รถนักเรียนถูกชนไหม

ภาคใต้วันนี้ตำรวจทหาร ตายกันกี่คน

ถ้าไม่รู้ ตกข่าว

และทำไมเราต้องรู้ด้วยล่ะครับ

นั่นน่ะสิครับ ถ้าไม่รู้แล้วจะเกิดอะไรบ้างกับเราไหม ถ้าเราเป็นคน ตกข่าว

แล้วเราจะหยุดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะนั่นคือวงจรธุรกิจ วงจรที่ถูกทำให้เรื่องถูกกลายเป็นเรื่องผิด เรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูกได้  (Type III Error) เพียงแค่สร้างวรรณกรรมต่าง ๆ ทฤษฎี องค์ความรู้ต่าง ๆ ขึ้นมารองรับ สิ่งที่ผิดก็กลายเป็นถูกได้ครับ

เราหยุดไม่ได้หรอกครับ แต่เราสามารถ สร้างภูมิคุ้มกัน สิ่งเหล่านั้นได้  

เพราะว่าความรู้ที่ชีวิตเราต้องรู้มีอยู่ 3 กลุ่ม ครับ

ก็คือ

1. ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้

2. ความรู้ที่ควรรู้

3.  ความรู้ที่รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้  

ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้คือเรื่องอะไร คือเรื่องชีวิต ถ้ารู้เรื่องชีวิต ปัญหาชีวิตก็ไม่มี ปัญหาทุกวันนี้มันเป็นอยู่เพราะความรู้เรื่องชีวิตมีไม่พอ

ดังเช่นที่ท่านพุทธธาตภิขุ ได้กล่าวไว้ว่า

" คนที่ไม่มีความรู้เรื่องชีวิต ชีวิตจะกัดเจ้าของคือทำร้ายตัวเอง"

ความรู้ที่ควรรู้ คือเรื่องอาชีพเรื่องานที่เราต้องทำที่เราจะต้องไปบริการรับใช้คนอื่น 

ส่วน ความรู้ที่รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ คือ ความรู้เรื่องสัพเพเหระ หนัง ละคร ฟุตบอล ใครฆ่ากัน ใครเป็นแฟนกับใคร ใครควงกันไปไหน

ทุกวันนี้ เรารับความรู้ประเภทใดมากที่สุดครับ?

น่าจะเป็นความรู้ประเภทที่ 3 ที่รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ใช่หรือเปล่าครับ

แถมเป็นความรู้ประเภทที่ 3 แบบลบ ๆ หรือแบบไม่ดี ๆ อีกครับ   เมื่อเรารับความรู้ไม่ดี ๆ เหล่านี้ไว้ เราจะนำความรู้เหล่านี้จะเอาไปไว้ที่ สัญญา ซึ่งเปรียบเสมือน Data Base ในตัวเรา

และสิ่งที่ร้ายที่สุดก็อะไรล่ะครับ ตัวร้ายที่สุดและดีที่สุดก็คือ สังขาร นั่นคือ ความคิด สังขาร แปลว่า การปรุงแต่ง มีทั้งดี ไม่ดี บวกและลบ มันเป็นไปได้หลายทาง

แล้วเราจะคิดดีหรือไม่ดีล่ะครับ ถ้าเรามีการรับแต่ข่าวไม่ดี ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เปิดรับกันตลอด

Data Base ของเราก็จะเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดี ๆ เต็มไปหมดเลยครับ.

รับมาปุ๊บ คิดปั๊บ ทำปุ๊บ

ทั้งหมดเป็นระบบอัตโนมัติ เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที ความคิด แวบแรก การกระทำที่เกิดจากความคิด แวบแรก บางครั้งทำไมโดยแทบมิได้  ยั้งคิด

พอข้อมูลเข้ามามันก็ทำงานของมันเอง (เวทนากับสัญญา) แต่ถ้าเรามี สังขาร ดี สังขาร สามารถควบคุมตัวอื่นได้ด้วยครับ

สังขาร เป็นกุศลจิต การกระทำทั้งหมดเกิดจากความคิด ถ้าคิดดีก็เปิดประตูความชั่ว คิดแต่สิ่งดี เราก็จะไม่มีทางไปทำความชั่วได้ครับ

ดังนั้นเราต้องร่วมฝึก ฝึกการรับและไม่รับ รับในสิ่งที่ดี ไม่รับในสิ่งที่จะส่งผลร้ายต่อเรา เปรียบเสมือนการปิดประตูไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาสู่ความคิดของเราครับ ถ้าท่านใดมีวิธีการฝึก หรือลองปฏิบัติมาแล้ว ช่วยกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเติมเต็มซึ่งกันและกันนะครับ พวกเราจะได้นำ ปริยัติ ไป ปฏิบัติ เพื่อให้ได้ ปฏิเวธ คือการได้รับผลจริงกันมากขึ้น ๆ ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 42440
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ

ความเห็น (6)

มาอ่าน...แต่ยังไม่ได้ ต่อยอดครับ

ขอเวลา ย่อย... 

ยินดีมาก ๆ ครับ คุณจตุพร

ต่อยอดมาก ๆ นะครับ จะได้เสริมเติมเต็มซึ่งกันและกันครับ

     GotoKnow นี่แหละครับ จะเป็นช่องทางหนึ่งของการสื่อสารความรู้อีกทางหนึ่งและคิดว่าทรงพลัง เราเป็นทั้งผู้สื่อข่าว และเป็นผู้เสพข่าว ใครจะใช้เครื่องมืออะไรมาช้อนเอาไป ตักเอาไป หรือจะร่อนก่อนเอาไป ก็แล้วแต่ได้ทั้งนั้น "อิสระไร้รูปแบบ" ครับ

ขอบคุณมาก ๆ ครับ คุณชายขอบ เห็นด้วยกับคุณชายชอบมาก ๆ เลยครับ

และถ้า Gotoknow ของเราเผยแพร่ออกไปมาก ๆ ก็จะช่วยให้สังคมของรับเปิดรับสิ่งดี ๆ ที่จะไปเสริมสร้างพลังดี ๆ ของสังคมได้อย่างยิ่งเลยครับ

ได้อ่านที่คุณปภังกรเขียนนึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เลยครับ

ท่านแสดงธรรมโดยหยิบใบไม้มากำหนึ่งแล้วบอกเหล่าพระสงฆ์ในตอนนั้นว่า

ความรู้มีมากมายเหมือนใบไม้ในป่าแต่สิ่งที่เราควรรู้จริงๆ มีเพียงแค่ประมาณกำมือเท่านั้น

ผมขอคิดต่อด้วยคนนะครับ

ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้  คือเรื่องชีวิต

นอกจากชีวิตตนเอง ต้องรวมไปถึงชีวิตครอบครัว ญาติมิตร สังคม สิ่งแวดล้อมด้วยเพราะคนเราไม่อาจดำรงชีพได้ด้วยตัวเองคนเดียว

ใบไม้ที่เหลือคงเป็นความรู้ประเภทที่ 2 และ 3 ครับ

ความรู้ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี วิชาการต่างๆ สิ่งบันเทิง

 

ขอบพระคุณอย่างยิ่งเลยครับคุณ จันทร์เมามาย

ได้อ่านเรื่องใบไม้ในกำมือของคุณจันทร์เมามายแล้วเยี่ยมจริง ๆ เลยครับ

โดยเฉพาะความรู้เรื่องชีวิตของสรรพสิ่งรอบข้าง ครอบครัว ญาติมิตร สังคมและสิ่งแวดล้อม เติมเต็มและต่อยอดความคิดได้อย่างอัศจรรย์มาก ๆ เลยครับ