ตลอดเวลาการเดิน ผอ.พรชัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเปียงซ้อ ซึ่งฉันคุ้นเคยเรียกกันว่า ผอ.โจ ได้โทรศัพท์มาติดตามถามไถ่ด้วยความห่วงใยตลอดเวลาว่าพวกเราเดินทางถึงไหนเป็นอย่างไร ท่านบอกเสมอว่า “คณะครูและนักเรียนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดจ่อ” เนื่องจากเราเลื่อนนัดกันมาเป็นครั้งที่ ๓ เพราะโรงเรียนมีภารกิจหลายอย่าง
ตอนที่พวกเรายังอยู่ที่วัดโป่งคำ อำเภอสันติสุขนั้น ผอ.โจได้พูดว่า “อีก ๔ ชั่วโมงจึงจะถึงเปียงซ้อ” ฉันคิดว่า ผอ.โจพูดหยอกล้อ และไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เวลานานถึงอย่างนั้นในระยะทางเพียง ๕๐ กว่ากิโลเมตร สาเหตุเนื่องจากรถไม่สามารถวิ่งเร็วได้เพราะไม่ใช่ทางตรงนั่นเอง
เมื่อออกจากการชมบ่อเกลือที่อำเภอบ่อเกลือแล้ว พวกเราก็มุ่งตรง (ขึ้นเขา) ไปที่โรงเรียนบ้านเปียงซ้อ ระหว่างทางพบรถ ๖ ล้อคันหนึ่งซึ่งเป็นรถสำหรับบรรทุกแล่นอยู่ด้านหน้า โดยมีนักเรียนนั่งอยู่เต็มกระบะ คาดว่าคงกลับจากการไปแข่งขันหรือร่วมกิจกรรมอะไรสักอย่าง ทำให้นึกถึงเด็กในเมืองที่มีรถดีโดยสารที่เลือกได้ มีแอร์เย็น ๆ อีกต่างหาก
สำหรับระยะทางนั้นสุดที่จะบรรยายถึงความหักงอ โค้งเคียวอ้อมเขาลูกนี้ไปยังลูกนั้น บางแห่งก็มองเห็นเส้นทางเป็นชั้น ๆ มีอยู่แห่งหนึ่งพระคุณเจ้าสมคิดบอกว่า “เขาพับผ้า” มีลักษณะเหมือนผ้าพับแล้วคลี่ออก ฉันลองนับในใจตามที่รถแล่นวกไปวกมามีถึง ๑๒ พับ
เวลานั้นพลบค่ำแล้ว เริ่มมองเห็นแสงไฟอยู่กลางหุบเขาเป็นหย่อม ๆ บรรยากาศข้างทางมองไม่ถนัดแล้ว รถแล่นไปได้ระยะหนึ่งคนขับรถเริ่มลังเลว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา หยุดทบทวนนิดหนึ่งเนื่องจากมืดแล้วจึงเลี้ยวซ้ายเดินทางต่อไปถึงจุดสำคัญโรงเรียนบ้านขุนน้ำน่าน สังเกตว่าสามารถใช้เกียร์ต่ำ ๑ และ ๒ เท่านั้น
จากโรงเรียนบ้านขุนน้ำน่านไปถึงโรงเรียนบ้านเปียงซ้ออีก ๑๔ กิโลเมตรซึ่งเป็นทางขึ้นลูกรังและลาดชัน ต้องใช้เกียร์ ๑ เท่านั้นในการเหยียบขึ้นตลอดทางจนถึงโรงเรียนบ้านเปียงซ้อ และมีความมั่นใจเพราะเห็นแสงไฟสว่างไสว ประกอบกับนักศึกษาโรงเรียนเทคนิคน่านกำลังจัดกิจกรรมค่ายอาสาอยู่ด้วยกลุ่มหนึ่ง
รถแล่นเข้าไปในโรงเรียนบ้านเปียงซ้อในเวลา ๑๙.๐๐ น. พอดี ผอ.โจออกมาต้อนรับ และเป็นครั้งแรกที่ฉันและคณะได้พบตัวจริงของท่าน ในความเป็นจริงฉันได้รู้จัก ผอ.โจจากเว็ปไซท์ครูไทยมานานแล้ว ในนาม win-win และเคยติดต่อผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ยังไม่เคยเจอตัวจริง
เมื่อลงจากรถพวกเราแต่ละคนแทบยืนไม่ติดเนื่องจากอากาศหนาวเย็นมาก ฉันถึงกับตัวสั่น หลังจากนำสิ่งของลงจากรถแล้ว พระคุณเจ้าสมคิดที่เดินทางมาส่งและคนขับรถได้สนทนากับ ผอ.โจอยู่ประมาณ ๓๐ นาทีจึงเดินทางกลับวัดโป่งคำ
แม้ว่าจะมองเห็นโรงเรียนบ้านเปียงซ้อในสภาพกลางคืน รวมทั้งการแนะนำตัว ทำความเข้าใจกับการมาจัดค่ายจิตอาสาฯ ครั้งนี้ให้คณะครูได้เข้าใจวัตถุประสงค์ของการไร้กรอบ ทำด้วยใจอยากจะทำและทำด้วยความรัก ผอ.โจเตรียมหมวกไอ้โม่งไว้รอแจกพวกเราด้วย ความรู้สึกจากการสัมผัสเพียงไม่กี่นาที ทำให้บอกตัวเองอยู่ในใจได้ว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้เลือกมารับใช้เด็กและครูที่นี่ ” และทุกคนในคณะพูดเหมือนกันว่า “หากไม่ได้มาคงจะเสียใจมาก” เพราะที่นี่มีความรักที่รอพวกเราอยู่
ฉันเดินไปที่พักท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและนึกถึงบทประพันธ์ของมล.ปิ่น มาลากุล "ถิ่นไทยในป่ากว้างห่างไกล แสงวัฒนธรรมใด ส่องบ้าง เห็นเทียนอยู่รำไร เล่มหนึ่ง ครูนั่นแหละอาจสร้าง เสกให้ชัชวาลย์" ครูหลาย ๆท่านและหลาย ๆ โรงเรียนคงได้นอนพักผ่อนอยู่กับครอบครัว อยู่กับคนรัก หรืออาจบันเทิงเริงรมย์อย่างมีความสุขหรืออย่างไร้ขีดจำกัด แต่ครูที่โรงเรียนเปียงซ้อต้องอยู่พักนอนอยู่ที่โรงเรียน ท่ามกลางอากาศหนาวอย่างทารุณ ซึ่งไม่อาจไปกลับได้เพราะระยะทาง แต่ทุกท่านกลับมีใบหน้าอาบยิ้มและต้อนรับพวกเราอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แถมประชุมกันในกลางคืนได้อีกด้วย
นอกจากนี้พวกเราได้อธิบายความเป็นมาและการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดค่ายจิตอาสา "ค่ายรวมพลคนต่างวัย ค่ายไร้กรอบ แต่ไม่ไร้ใจ GotoKnow จัดให้ผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุน" รวมทั้งการได้รับสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี และความสำคัญ วัตถุประสงค์ของ GotoKnow ให้คณะครูได้ทราบ
พวกเราได้ไปนอนที่ห้องอนุบาล ก่อนนอนได้ช่วยกันนับและจัดของที่ระลึก เป็นการเตรียมรางวัลสำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับอย่างทั่วถึงกัน เขียนตารางกิจกรรมและออกแบบกิจกรรมสำหรับวันแรก สังเกตความรู้สึกของแต่ละคนเดาได้ว่าเหมือนกันคือ "มีความสุขและมีกำลังใจที่จะดี" เพราะไม่มีใครบ่นไม่ว่าทางลำบากหรือหนาวสุดหนาว
นอนกันคนละฝั่ง ฉันมีผ้าห่มแบบอุ่นสุด ๆ ที่ได้เตรียมไปจากบ้าน คุณครูได้นำผ้าห่มนวมผืนใหม่มาให้พวกเราอีกประมาณ ๒๐ ผืน ฉันยังคิดอยู่ว่าแค่ผืนสอง ผืนก็อุ่นพอแล้ว ฉันจึงเลือกผ้าห่มนวมมาซ้อนทับของตัวเองอีก ๑ ผืนเท่านั้น ถุงนอนที่เตรียมไปก็ไม่ใช้เนื่องจากเห็นมีผ้าเยอะแล้ว ที่ไหนได้พอตื่นขึ้นมารู้สึกหนาวมากแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลย วันเวลาผ่านไป ๑ คืนที่เปียงซ้อ ปรากฏว่าทุกคนทำตัวเป็นคน “ซกมก” ทั้งชุด
สวัสดีค่ะพี่คิม
สวัสดียายคิมครับ ผมมีเรื่องดีใจครับ....
- ดีใจกับยายที่ได้จัดลำดับในโกทูโนครับ สุดยอดมากครับ
- ดีใจที่ได้พบสิ่งใหม่ คนใหม่ และพบรักที่เปียงซ้อในค่ำคืน
- ดีใจที่ได้พบ ได้คุย และอยู่ด้วยกันกับคนในโกทูโน
- ดีใจที่ยายคิมมีโอกาสทำดีมากมายครับ
- ดีใจที่ผมได้พบยาย และรู้จักกันครับ
มีกิจกรรมมากมาย รักษาสุขภาพด้วยนครับ
พบรักแบบนี้ใครๆก็อยากพบ....เพราะเต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพและความเข้าใจกัน
มุ่งทำในสิ่งเดียวกัน ผลสำเร็จออกมาจึงประทับใจกันถ้วนหน้านะคะ..
ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคในการทำความดีอีกต่อไปใช่ไหมเอ่ย??
ตั้งชื่อได้เท่น่าติดตามมากเคยครับคุณยายคิมครับบบบบ
น่าชื่นใจมากๆนะครับ
ฮ่าฮา ซุกตัวในถุงนอนเอาผ้าห่มสองผืนคลุมกาย ตื่นมาทำไมมันหนาวจับจิต....ที่แท้ผ้าห่มไม่รักดี หนีไปแยกอยู่ผืนละทิศ
สวัสดีค่ะคุณยาย
สวัสดีค่ะทิมดาบ
สวัสดีค่ะน้องkrugui Chutima
สวัสดีค่ะอาจารย์โสภณ เปียสนิท
สวัสดีค่ะท่านเบดูอิน
สวัสดีค่ะเกลอวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะน้องkrupong
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะKRUJOY (ครูจ่อย)
รู้สึกนับถือ อาจารย์คิม อย่างยิ่ง
ทั้งขอบพระคุณที่ให้ความรู้....ค่ะ.
สวัสดีค่ะคุณแจ๋ว
แม้อากาศจะหนาวเหน็บ แต่ความอุ่นจากอุ่นไอรัก ขับไล่หนาวใจออกไปหมดสิ้น
ขอส่งกำลังใจให้ผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านค่ะ
สวัสดีค่ะพี่คิม
ชื่นชมมากค่ะที่พี่คิมและคณะนำความรักไปถึงเปียงซ้อ ระยะทางแสนไกลและลำบาก พี่คิมเขียนเล่าเรื่องได้ดีอย่างมาก จนอยากทราบว่า น่าจะทำเป็นพ็อคเก็ตบุ๊คนะคะ คงเป็นนักเขียนมืออาชีพได้ไม่ยาก และต้องมีแฟนหนังสือตรึมเลย
บรรยากาศที่เปียงซ้อพี่คิมเขียนบรรยาย นึกเห็นภาพว่าหนาวขนาดไหนจนทุกคนทำตัว ซกมก..อิอิ น่ารักดี
เขียนได้สนุกค่ะ
ขอรัก...รักเปียงซ้อด้วยคน