การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม หรือการวิจัยแบบ PAR เป็นวิธีหนึ่งของปฏิบัติการสังคมเพื่อบรรลุจุดหมายดังที่พึงประสงค์ต่างๆ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่ก่อเกิดให้สัมผัสได้จากภายนอกนั้น เป็นผลสืบเนื่องของวิถีปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปก่อนแล้วของวิธีคิดและวิถีปฏิบัติบนการวิจัยแบบ PAR ดังนั้น การวิจัยแบบ PAR จึงมิใช่เป็นเพียงเทคนิควิชาการและรูปแบบกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างตายตัว
วิถีทรรศนะกับการออกกระบวนการเพื่อสะท้อนไปสู่การริเริ่มดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการสังคมในการวิจัยแบบ PAR จะส่งผลต่อสาระสำคัญทั้งหมดของระเบียบวิธี เทคนิคปฏิบัติ ตลอดจนการระดมพลังการปฏิบัติต่างๆของชุมชนที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมาก อีกทั้งมีความเป็นศิลปะและสื่อสะท้อนภูมิปัญญาปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย
ดังที่กล่าวถึงหลายครั้งในตอนต้นๆที่ผ่านมาบ้างแล้วว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการสังคมอย่างมีส่วนร่วมในการวิจัยแบบ PAR เป็นการปฏิบัติการเพื่อสร้างความเป็นจริงทางสังคมและสร้างความรู้สะสมเป็นภูมิปัญญาปฏิบัติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ซึ่งปรากฏการณ์ความเป็นจริงของชุมชนนั้น ก็จะประกอบด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติกับปรากฏการณ์ทางสังคม ปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้นอิสระจากกำหนดความเป็นไปของมนุษย์ ไม่มีคน ไม่มีชุมชน ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ก่อเกิด ดำรงอยู่ พัฒนา เปลี่ยนแปลง และล่มสลายไปอย่างที่มีที่เป็นอยู่อย่างนั้น เช่น ฝนตก กลางวัน กลางคืน ส่วนปรากฏการณ์ทางสังคมนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีคนและระบบต่างๆของสังคมมนุษย์เข้าไปเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น ความเป็นจริงที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมและธรรมชาติของปรากฏการณ์สังคมและสิ่งแวดล้อมจะถูกให้ความหมายและระบุให้ดำเนินไปอย่างไรนั้น จึงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวิถีปฏิบัติและการจัดการต่างๆในระบบสังคมของชุมชน
ในบทนี้จึงจะแสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญของการพัฒนาวิถีทรรศนะ การออกแบบกิจกรรม การจัดกระบวนการ และการระบุวิถีปฏิบัติต่อสรรพสิ่ง ที่จะส่งผลต่อโอกาสการสร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงและริเริ่มสิ่งต่างๆอย่างมีความหมายต่อพื้นฐานศักยภาพและความเป็นตัวของตัวเองของชุมชน

ภาพที่ ๑ การวิจัยและความรู้สะท้อนระบบวิธีคิดของชุมชน วิถีทรรศนะ การวิจัย และวิถีปฏิบัติต่อความจริง เป็นการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์และสรรพสิ่งว่าจะมุ่งไปในมรรควิถีที่พึงประสงค์แบบใด ซึ่งระเบียบวิธีและเทคนิควิธีการที่ดำเนินการในลำดับต่อไปก็จะมีความหมายต่อองค์ประกอบต่างๆอย่างแตกต่างกัน
การสะท้อนระบบวิธีคิด สำนึกทางสังคม และทรรศนะต่อสรรพสิ่ง
สู่การออกแบบกระบวนการอย่างบูรณาการในการวิจัยแบบ PAR
ปรากฏการณ์ทางสังคม รวมทั้งความเป็นจริงในบริบทต่างๆทางสังคมของชุมชน ที่นอกเหนือจากความเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้น จะมีความหมายไปตามพัฒนาการทางความรู้และระบบวิธีคิด ตลอดจนความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชีวิตและความสำนึกเกี่ยวข้องผูกพัน การเข้าใจกับแง่มุมดังกล่าวนี้ จะทำให้เราเห็นวิธีทำงานทางความคิด การออกแบบการวิจัย และการเลือกสรรเทคนิคปฏิบัติ ที่มีความเป็นศิลปะและความริเริ่มสร้างสรรค์อย่างสอดคล้องกับบริบทของการทำงาน เพื่อเข้าสู่ความเข้าใจได้อย่างง่ายๆต่อไป จึงจะขออุปมาปรากฏการณ์และความเป็นจริงของสรรพสิ่งของชุมชนดังกล่าวเปรียบเสมือนดังแก้วน้ำในภาพข้างบน
แก้วน้ำ น้ำ ความว่าง คน เหล่านี้ จัดว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่การวิจัยและปฏิบัติการสร้างความเป็นจริงทางสังคมผ่านการวิจัยแบบ PAR เป็นวิถีปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆด้วยวิธีการทางความรู้ ดังนั้น พัฒนาการทางความรู้และภูมิปัญญาปฏิบัติ จึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งมนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาวิธีจัดความสัมพันธ์กับความจริงที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวได้ด้วยท่าทีและวิถีปฏิบัติที่แตกต่างหลากหลายในบริบทแวดล้อมต่างๆได้อยู่เสมอ
เปรียบได้ดังการเดินเข้าสู่ชุมชนหรือการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อเผชิญปรากฏการณ์ต่างๆในชุมชนของตนเอง ซึ่งการวิจัยและปฏิบัติการสังคมด้วยการวิจัยแบบ PAR จะถูกนำมาใช้เพื่อระบุความเป็นจริงของชุมชน รวมทั้งชี้นำวิถีปฏิบัติต่างๆให้ดำเนินไปอย่างไรนั้น มุมมองและความแยบคายต่อการเข้าสู่การเรียนรู้ความเป็นจริงต่างๆจะมีบทบาทต่อการระบุความจำเป็นและให้ความหมายต่อสถานการณ์เดียวกันแตกต่างกันออกไป นำไปสู่การเห็นโอกาสหรือการเห็นปัญหา รวมทั้งสามารถริเริ่มการวิจัยปฏิบัติการเชิงสังคมในวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป

ภาพที่ ๒ การวิจัยแบบ PAR คือความสามารถริเริ่มสร้างสรรค์ วิธีคิดแบบดั้งเดิม จะมุ่งให้มนุษย์เอาชนะธรรมชาติ ถือการบรรลุประโยชน์และความรู้เฉพาะหน้าเป็นเกณฑ์ ทรรศนะต่อความจริงไม่หลากหลายและรวมศูนย์ แยกส่วนและมีความเป็นวัตถุนิยมมากกว่ามิติจิตใจ ส่วนวิธีคิดเบื้องหลังการวิจัยแบบ PAR จะมุ่งการเรียนรู้เพื่อจัดความสมดุลกับสรรพสิ่งโดยการพัฒนาศักยภาพด้านในของมนุษย์ เข้าถึงคุณค่าและอรรถประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมายทุกคน ยอมรับความหลากหลายของการสะท้อนความจริงสู่บริบทในวิถีชีวิตและการปฏิบัติ
ในที่นี้จะแสดงให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบกระบวนการวิจัยแบบ PAR ที่สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบและจัดการความเปลี่ยนแปลงออกมานับแต่การทำงานความคิด การออกบบระเบียบวิธี กระทั่งการพัฒนาวิธีทำงานด้วยกันในวิถีปฏิบัติใหม่ๆของชุมชนที่จัดการโดยการวิจัยแบบ PAR ๓ แนวทางด้วยกัน ดังนี้
- การออกแบบระเบียบวิธีและสร้างสรรค์วิถีปฏิบัติออกมาจากการมองด้วยวิถีทรรศนะแบบดั้งเดิมและเชิงลบ
- การออกแบบระเบียบวิธีและสร้างสรรค์วิถีปฏิบัติออกมาจากการมองด้วยวิถีทรรศนะเชิงบวกและให้โอกาสการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นแก่ชุมชน
- การดำเนินการด้วยวิถีทรรศนะผสมผสาน

ภาพที่ ๓ มุ่งเข้าถึงด้วยทรรศนะเชิงลบและเน้นให้การวิจัยเป็นเครื่องมือระบุปัญหา ช่วยการตัดสินใจอย่างมีความรู้แต่เริ่มต้นจากการแสวงหาปัญหา : Problem Oriented and Negative Approach
๑ การออกแบบระเบียบวิธีและสร้างสรรค์วิถีปฏิบัติออกมาจากการมองด้วยวิถีทรรศนะแบบดั้งเดิมและเชิงลบ อุปมาได้ดังการเผชิญสภาวการณ์สังคมของชุมชน ตลอดจนเผชิญปรากฏการณ์และความเป็นจริงต่างๆ เหมือนกับการมองไปยังแก้วน้ำตรงส่วนที่พร่องน้ำลงไป ทำให้เห็นแก้วน้ำและการขาดน้ำไปครึ่งแก้ว เปรียบได้ดังวิถีปฏิบัติที่มุ่งไปสู่การใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือและวิธีการค้นหาปัญหา ระบุความต้องการ เพื่อให้กลไกและระบบปฏิบัติการที่เป็นตัวแทนความเป็นส่วนรวมต่างๆของสังคม นำไปเป็นฐานการตัดสินใจและจัดการทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆให้สอดคล้องกับความจำเป็น
ด้วยวิถีทรรศนะดังกล่าว คนและชุมชนจึงอยู่ในฐานะเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา เป็นตัวแทนและเสียงสะท้อนปัญหาและความต้องการ ซึ่งความหมายหนึ่งก็คือ นอกจากเป็นความว่างเปล่าที่รอการเติมเต็มเหมือนกับไม่มีสิ่งใดอยู่ในตนเองแล้ว ก็นับว่าเป็นตัวปัญหาที่การวิจัยจะต้องเชื่อมโยงความต้องการต่างๆมาให้อีกด้วย
ความรู้ที่สร้างขึ้นนอกจากจะมองข้ามบางด้านของชุมชน ผ่านไปเห็นปัญหาเพื่อวิเคราะห์ให้เห็นความหลากหลายและการกระจุกตัวของปัญหาและความจำเป็น ซึ่งโดยมากแล้วก็มักจะนำไปสู่คำตอบที่ว่าภาครัฐและองค์กรตัวแทนที่รับผิดชอบความเป็นส่วนรวมนั้น ไม่สามารถสนองตอบต่อปัญหาและความจำเป็นต่างๆได้อย่างทั่วถึง เพราะขาดคน ขาดงบประมาณ ขาดทรัพยากร ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ขาดการสนับสนุนของระดับนโยบาย และขาดปัจจัยต่างๆอีกสารพัด
กระนั้นก็ตาม การทำงานเพียงระดับเทคนิคและการดำเนินตามรูปแบบที่ตายตัว ก็จะยิ่งนำไปสู่การตั้งคำถามการวิจัยร่วมกันแบบอยู่กับที่บนทรรศนะแบบดั้งเดิมอีกว่า ปัญหาและความต้องการของชุมชนคืออะไร จากนั้น ก็จะนำไปสู่การค้นหาปัญหาและกลับไปสู่วงจรแบบไม่มีคำตอบให้อีกเหมือนเดิมจนเหมือนกับไม่มีทางออก ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดต่อความจำเป็นใหม่ๆของสังคมมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ อีกทั้งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่การวิจัยในแนวดังกล่าวจะนำไปสู่การระบุปัญหาให้เกิดการต่อสู้และขัดแย้งกัน หันเหออกจากปัญหาอันแท้จริงมากกว่าเดิมอีกด้วย
วิธีดังกล่าวมองข้ามการพิจารณาไปบางประการว่า นอกจากค้นหาประเด็นริเริ่มและตั้งคำถามเพื่อใช้การวิจัยค้นหาปัญหาในวิถีทรรศนะดังกล่าวแล้ว ก่อนทำไปตามเทคนิคและวิธีการแบบดั้งเดิมดังกล่าว เราจะสามารถตั้งคำถามเสียใหม่ก่อนก็ได้ว่า นอกจากเริ่มต้นจากปัญหาและใช้การวิจัยเพียงรวบรวมปัญหาแล้ว เราจะสามารถเห็นชุมชนในมุมมองที่ต่างไปจากเดิมได้อย่างไรหรือไม่ การวิจัยปฏิบัติการสร้างความเป็นจริงของชุมชน จะสามารถนำมาใช้เพื่อจัดการความเปลี่ยนแปลงของชุมชนให้บรรลุสู่ภาวะอันพึงประสงค์ตามความต้องการของตนเองได้มากยิ่งๆขึ้นในวิถีทางที่แตกต่างไปกว่าเดิมอีกได้อย่างไร ดังจะแสดงให้เห็นในภาพถัดไป

ภาพที่ ๔ มุ่งทรรศนะเชิงบวกและเน้นการเข้าถึงศักยภาพของปัจเจกและชุมชน : Potential Oriented and Positive Approach
๒ การออกแบบระเบียบวิธีและสร้างสรรค์วิถีปฏิบัติออกมาจากการมองด้วยวิถีทรรศนะเชิงบวกและให้โอกาสการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นแก่ชุมชน อุปมาได้ดังการมองไปยังแก้วน้ำตรงส่วนที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว เปรียบได้ดังวิถีทรรศนะและกระบวนทัศน์ทางสังคมที่เปลี่ยนไปจากแบบดั้งเดิมสู่การกระจายโอกาสและกระจายความมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนต่อความเป็นส่วนรวม ด้วยวิธีคิดและวิธีมองที่เปลี่ยนจุดยืนไปด้วยของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องต่างๆดังกล่าวนี้ ก็จะเป็นได้อีกเช่นกันว่า สาระสำคัญ ตลอดจนความหมายและบทบาทของการวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคมต่างๆที่เกิดขึ้นตามมาต่างมีวิถีปฏิบัติที่แตกต่างออกไปเกือบสิ้นเชิง โดยด้านที่เป็นโอกาสและศักยภาพของชุมชนที่อยู่ในตัวคนและอยู่ในระบบต่างๆของสังคมก็จะปรากฏขึ้นมาแทนด้านที่เป็นปัญหาและความว่างเปล่า การวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคมก็จะมีความหมายต่อการทำให้ชุมชนตั้งคำถามต่อด้านที่ชุมชนมีอยู่ว่าจะวิเคราะห์ให้เห็นโอกาส ศักยภาพ ทุนมนุษย์และทุนทางสังคมต่างๆว่าชุมชนมีอยู่อย่างไร อยู่ในผู้คนและแแหล่งต่างๆในชุมชนอย่างไร ซึ่งก็จะนำไปสู่การวางแผนเพื่อระดมพลังปฏิบัติการ การวิจัย กิจกรรม และการออกแบบกระบวนการปฏิบัติต่างๆ ก็จะกลายเป็นเวทีและสถานการณ์ของปฏิบัติการเคลื่อนไหวพลังชุมชน ให้ความเป็นธรรมชาติทั้งหลายในระบบต่างๆของชุมชนจัดการตนเอง จึงนับว่ากระบวนการวิจัยเป็นองค์กรจัดการตนเองที่ยืดหยุ่นและเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการความเปลี่ยนของชุมชนด้วยเครื่องมือและวิธีการทางความรู้

ภาพที่ ๕ ชีวิตเป็นการเรียนรู้ ภายใต้วิธีคิดของการวิจัยแบบ PAR เราต้องสามารถเชื่อมโยงให้เห็นได้ว่า กระบวนการวิจัยและวิถีปฏิบัติด้วยความรู้กับวิถีชุมชนและวิถีชีวิตเป็นองค์ประกอบเดียวกันของกระบวนการชีวิตและการแก้ปัญหาที่จำเป็นด้วยวิถีแห่งปัญญาปฏิบัติ
๓ การดำเนินการด้วยวิถีทรรศนะผสมผสาน เป็นการดำเนินการเพื่อระดมพลังสังคม ให้ผสมผสานความริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคมในระดับความจำเป็นที่แตกต่างกัน
การวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคมแบบดั้งเดิมซึ่งจะสามารถเคลื่อนไหวภาคสาธารณะโดยรวม รวมทั้งพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนกำกับกรอบสังคมแบบทั่วไปได้เป็นอย่างดีนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินไปและพัฒนาให้มีบทบาทเพียงพอต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคตต่างๆให้มากยิ่งๆขึ้น แต่ก็ต้องตระหนักว่าการวิจัยดังกล่าวจะมีข้อจำกัดในการครอบคลุมความแตกต่างหลากหลายของปัจเจกและชุมชนซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้อยู่เสมอในวิถีชีวิตและต้องเผชิญกับความจำเป็นมากมายในชีวิตประจำวัน
อีกทั้งโดยภาพรวมแล้ว สังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันก็ขยายตัวอย่างซับซ้อน ทำให้วิถีแยกส่วนและความเป็นตัวแทนของกลไกดูแลความเป็นส่วนรวมต่างๆเกินจะเผชิญได้อย่างทัดเทียม ดังนั้น การกระจายโอกาส การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตลอดจนการสร้างศักยภาพชุมชนและปัจเจก และกลุ่มประชาคมต่างๆให้สามารถมีส่วนร่วมทั้งในการจัดการความจำเป็นต่างๆที่ระบบใหญ่ๆจะสนองตอบไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้สุขภาวะของชุมชนและสุขภาวะของสังคมดีขึ้นแล้ว ก็จะยิ่งทำให้สังคมมีความเข้มแข็งและร่วมกันพัฒนาตนเองไปสู่อนาคตที่ดีได้มากยิ่งๆขึ้นไปอีก การวิจัยและปฏิบัติการสังคมอย่างมีส่วนร่วมแบบ PAR ซึ่งเปิดโอกาสให้แก่การริเริ่มของชุมชนและภาคประชาชน ตลอดจนชุมชนในความหมายใหม่ๆ เช่น การรวมกลุ่มทางวิชาชีพ และความเป็นชุมชนในองค์สมัยใหม่ ก็จะสามารถเสริมช่องว่างและสนองตอบความจำเป็นดังกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในบางสถานการณ์ ก็จะสามารถผสมผสานการวิจัยและปฏิบัติการสังคมสองแนวทางดังกล่าวเข้าด้วยกัน
บทสรุป การเรียนรู้ และเสนอแนะโอกาสการพัฒนา
จากบทบาทและความสำคัญของวิถีทรรศนะและวิถีปฏิบัติต่างๆ ที่เราควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิธีคิด วิธีมอง และออกแบบให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ระเบียบวิธี กิจกรรมและกระบวนการต่างๆ สะท้อนไปสู่การตั้งคำถาม การสร้างความรู้ การปฏิบัติการ การเรียนรู้และการสะท้อนกลับสู่วงจรปรับปรุง สร้างพัฒนาการทางการปฏิบัติ ดังที่กล่าวมาโดยลำดับนี้ ก็จะเห็นได้ว่า นอกจากองค์ประกอบด้านความพอเหมาะพอเพียงของเทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วมในการวิจัยแบบ PAR แล้ว การพัฒนาความแยบคายของวิถีคิด วิธีมอง ตลอดจนการสร้างความละเอียดอ่อนลึกซึ้งต่อสิ่งต่างๆนั้น มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินการวิจัยแบบ PAR ทั้งสำหรับกลุ่มนักวิจัย กลุ่มนักวิจัยชาวบ้าน ชุมชน และกลุ่มผู้มีส่วนร่วมต่างๆที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย การพัฒนาทีมวิจัยที่สอดคล้องกับประเด็นดังกล่าวนี้ ก็จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องออกแบบให้เป็นมิติการศึกษาเรียนรู้ ที่บูรณาการอยู่ในการวิจัยแบบ PAR ด้วย
แง่มุมนี้ เราก็จะเห็นได้ว่ากระบวนการพัฒนาทางจิตใจ การเจริญสติภาวนา ศิลปะ สามัญสำนึก ตลอดจนปัญญาปฏิบัติด้านการพัฒนาจิตใจ มิติจิตวิญญาณและความเป็นตัวของตัวเองของสังคมนั้น จะมีความสำคัญต่อทรรศนะพื้นฐานของงานทางปัญญาผ่านปฏิบัติการเชิงสังคมด้วยการวิจัยแบบ PAR ได้อย่างไร อีกทั้งสามารถเห็นโอกาสและแนวทางที่จะบูรณาการองค์ประกอบดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการวิจัยได้อย่างกลมกลืนและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง.
..........................................................................................................................................................................
CGA : Computer Graphic Art และถ่ายภาพ โดย : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ๒๕๕๔
"ด้วยวิถีทรรศนะดังกล่าว คนและชุมชนจึงอยู่ในฐานะเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา เป็นตัวแทนและเสียงสะท้อนปัญหาและความต้องการ ซึ่งความหมายหนึ่งก็คือ นอกจากเป็นความว่างเปล่าที่รอการเติมเต็มเหมือนกับไม่มีสิ่งใดอยู่ในตนเองแล้ว ก็นับว่าเป็นตัวปัญหาที่การวิจัยจะต้องเชื่อมโยงความต้องการต่างๆมาให้อีกด้วย"
คนมาในงานนี้แต่งตัวคล้ายๆกันเลย เป็นชมรมหรือเปล่า หรือว่างานพิธีกรรมแบบนี้คนท้องถิ่นนิยมใส่ชุดอย่างนี้
ตามพระอาจารย์มหาแล มาครับอาจารย์
ขอร่วมแสดงทัศนะและมุมมองการวิจัยแบบ PAR ด้วยคนนะครับ
อาจารย์ครับ
เวลาลงชุมชน คำว่า การทำงานเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ...สังคมแต่ละสังคมหากเราไม่ชี้นำแล้ว ไม่ทราบว่าเค้าเข้าใจมากน้อยแค่ไหนครับ
ถ้าสังคมที่ห่างไกลความรู้ความเจริญเนี่ย เรามีวิธีสื่ออย่างไรบ้างครับ ให้เค้ารู้สึกว่า คำพูดที่เราสื่อแล้วเค้าร้องอ๋อ!!
...
ขอบพระคุณอาจารย์มากนะครับ
ขอบพระคุณให้ดอกไม้เป็นกำลังใจ
จากอาจารย์ ดร.จันทวรรณอย่างยิ่งครับ
ขอให้กำลังใจอาจารย์กับครอบครัวอาจารย์
และทีม GotoKnow ด้วยเช่นกันนะครับ
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลครับ
พระคุณเจ้าช่างสังเกตมากเลยละครับ ที่เห็นนี้เป็นการมานั่งร่วมสวดมนต์กันของชาวบ้านครับ สวดตั้งแต่เช้าก่อนที่จะเป็นพิธีของพระ ผู้ที่เป็นมัคนายกสองท่านด้านหน้านั้นเป็นผู้ที่ช่วยกันนำสวด ท่านที่อยู่ด้านขวามือของท่านผู้อ่าน ที่สวมแว่นกรอบดำนั้น จะเป็นคนนำสวดเป็นส่วนใหญ่ อีกท่านหนึ่งที่อยู่หน้าสุด เป็นผู้คอยนำการคิดและเจริญสติภาวนา นำการนั่งสมาธิ อธิบายความหมาย คุณค่า และบุญกุศลของบุญกริยาต่างๆ ท่านเป็นอดีตกำนันและนายก อบต.ของตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง อุตส่าห์เดินทางไปร่วมงานด้วยที่บ้านสันป่าตอง
วัฒนธรรมการนั่งสวดมนต์และเจริญสติภาวนาเป็นกลุ่มของชาวบ้านนี้ ในภาคกลางแถวนครชัยศรีและนครปฐมก็เคยเห็นเหมือนกัน แต่เป็นการสวดในงานศพครับ ผมเคยเคยร่วมกับเครือข่ายศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อเทียน จัดปฏิบัติกันเองของกลุ่มที่สนใจ แต่กทำเพียงตามวาระความสนใจ แต่ทางเหนือเขาทำเป็นปรกติของชาวบ้านน่ะครับ
การทำกิจกรรมอย่างนี้ ทางล้านนาต้องนับว่าวัฒนธรรมและการปฏิบัติของเขาช่างเข้มแข็งและงดงาม ทำกันอย่างจริงจังและพร้อมเพรียง แต่งกายงดงาม เตรียมดอกไม้ ที่กรวดน้ำ การใส่บาตรก็มีทั้งใส่บาตรภัตตาหาร ใส่บาตรดอกไม้ และกรวดน้ำด้วยน้ำส้มป่อย
นอกจากเห็นแต่งกายออกโทนเดียวกันแล้ว จะเห็นว่าการนั่งก็มีวิถีปฏิบัติอย่างแน่ชัดต่างไปจากที่เห็นในภาคกลางและโดยทั่วไป โดยจะเห็นว่าหญิงชายจะนั่งแยกออกจากกัน ผู้ชายจะนั่งข้างหน้าใกล้กับพระสงฆ์และเป็นผู้นำปฏิบัติกิจกรรม
สวัสดีครับคุณแสงแห่งความดีครับ
ด้วยความยินดีและดีใจอย่างยิ่งในบรรยากาศเสวนาและแลกเปลี่ยนนานาทรรศนะครับ
การทำงานเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและอื่นๆนั้น คงเป็นวิธีเรียกอย่างกลางๆน่ะครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว การดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมทำมาหากินที่ดำเนินไปอย่างธรรมชาตินั้น สิ่งนี้จะมีอยู่แล้วในสังคมและวิถีชีวิตชุมชน หรือเรียกว่ามีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วและสามารถเสริมศักยภาพที่มีอยู่นี้ให้แปรไปสู่การจัดการตนเองเพื่อบรรลุจุดหมายที่ต้องการในเลื่อนไขใหม่ๆได้ แต่อาจจะเรียกต่างกันไป เช่น ภาคกลางและแถวบ้านนอกบ้านเกิดผมที่นครสวรรค์ก็เรียกว่าการลงแขก ทางเหนือเรียกการโฮมแฮง ที่สมุทรสงครามและนครปฐมเรียกเอาแขกแรง ที่อีสานดูเหมือนจะเรียกเอาบุญตุ้มโฮม อย่างนี้เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ที่ต้องเรียนรู้และอาจจะเป็นผู้ไม่รู้ จึงคงไม่ใช่ชาวบ้านน่ะครับ แต่อาจจะเป็นนักวิจัยที่พัฒนาตนเองมาในวิถีความรู้สมัยใหม่ซึ่งมักแยกส่วนความรู้ออกจากวิถีปฏิบัติ
จึงจำเป็นต้องจัดความสัมพันธ์กันใหม่เพื่อให้เป็นวิถีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และอยู่ในฐานะที่จะต้องมีส่วนร่วมไปในกระบวนการวิจัยด้วยกัน เพื่อต่างเติมเต็มให้กัน เป็นไปในแนวอย่างนี้มากกว่าครับ