หลาย ๆ วันที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนและการเดินทางไปอบรมเข้าประชุมที่โน่นที่นี่ จนทำให้บางวันแทบหมดแรงจนไม่มีพลังในการ "เขียน"

จนต้องทำให้ผมต้องย้อนกลับมาดูตนเองว่า แล้วอะไรล่ะที่เป็นพลังที่ทำให้เราเขียนสิ่งต่าง ๆ ได้

ผมก็ได้ย้อนกลับไปดูถึงสิ่งต่าง ๆ ย้อนกลับไปดูหลักการ ย้อนกลับไปดูเอกสารตำราที่เขาพูดถึงการเขียน ว่าการเขียน เขาเขียนกันอย่างไร

"หัวใจของการเขียนงานก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ ทำที่ไนก็ได้ ที่จะทำให้คุณนั่งลงและเขียนได้ อยู่กับมันอย่างสร้างสรรค์ มีความสุขและมันสามารถดึงดูดคุณให้กลับมาเขียนต่ออีกได้โดยง่าย  ทำให้การเขียนเป็นกิจวัตร และคุณรู้สึกตั้งตาคอยอยากจะเขียนทุกครั้งที่นึกถึง   ค้นหาช่วงเวลา prime-time ของการเขียนสำหรับตัวเองให้ได้ (Harry f. Wolcott)"

นั่นน่ะสิ ช่วงนี้ช่วงเวลา prime-time ในการเขียนของเราหายไปหมดเลย เพราะหมดแรงกับการเดินทาง

จนกระทั่งผ่านมาถึงเมื่อวานที่ได้เข้าเรียนกับท่าน ศ.ดร.อภิชัย ท่านก็ได้บรรยายถึงเรื่อง "ปัญญา" ผมก็เลยได้โจทย์ที่มาตั้งเป็นหลักในการคิดสำหรับการเขียนบันทึกนี้ว่า เอ๊ เราจะเขียนเรื่องปัญญา หรือจะใช้ปัญญาในการเขียนดี

ถ้าเราจะเขียนเรื่องปัญญา ก็คงจะมีคนเขียนกันเยอะแยะมากมายอยู่แล้ว เหมือนกับการเขียนบทความที่บอกว่าเราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ นั้นว่าอย่างไร ถ้าผมเขียนแบบนั้นมันก็เป็นเพียงแค่เขียน "ปริยัติ"

เราเอาสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาลองไป "ปฏิบัติก่อนดีกว่า" ปฏิบัติก่อนแล้วค่อย ๆ นำมาเขียนออกมา ช้าหน่อยแต่ได้ของที่ดีขึ้นคงจะไม่เป็นไร เหมือนกับที่อาจารย์สอนว่า "อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือสมณะนี้เป็นครูของเรา" ตามหลักกาลามสูตร

ในช่วงหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมาผมได้พยายามปฏิบัติตนให้เข้าถึงพุทธศาสนาโดยการสวดมนต์ เจริญจิต ภาวนาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยเฉพาะการสวดมนต์ในบทต่าง ๆ ประกอบกับการได้ความรู้จากอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์จันทรรัตน์และนพ.วัลลภ ใน Gotoknow แห่งนี้ที่ให้คำชี้แนะว่าผมสามารถสวดมนต์ภาวนาได้แม้จะไม่มีห้องพระหรือหิ้งพระเหมือนกับอยู่ที่อุตรดิตถ์

ฟังแล้ว เข้าใจแล้ว เรายังต้อง "เข้าถึง" การเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้เราต้อง "ปฏิบัติ"

"ก่อนเขียนจะต้องลองปฏิบัติก่อน แล้วจะเขียนโดยเข้าใจสรรพสิ่ง"

เราจะรู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังได้เรียนมานั้นเป็นอย่างไร

เราจะรู้ว่าจะเอาปัญญานั้นไปใช้ได้อย่างไร

เราจะรู้ว่าเมื่อใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ได้อะไรบ้าง

ได้ความรู้ ได้ปัญญา ต่อยอดหรือต้องเพิ่มเติมตามบริบทต่าง ๆ อะไรบ้าง เนี่ยแหละ "ปัญญา"

 

เหมือนกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ตอนนี้ต้องปฏิบัติโดยปริยาย เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เลยครับ เพราะทำให้เวลาเรียนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ทำให้สิ่งที่ได้รู้นั้นว่ามี "แก่น" หรือ "หลัก" เหมือนกัน แต่แตกต่างออกไปกันตามบริบทโดยขึ้นหรือกับความเหมาะสมของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ สถานภาพ ฐานะ อาชีพ การศึกษา

เมื่อเราเรียนแล้ว รู้แล้ว เข้าใจแล้ว ต้องลองปฏิบัติจริง แล้วกลั่นออกมาเป็น "ละอองปัญญา" ละอองต่าง ๆ ต่อยอดขึ้นเรื่อย ๆ จึงจะเกิดให้เกิดความก้าวหน้ากับปัญญาของตนเองครับ หรือที่ท่านอาจารย์เรียกว่า "ปฏิเวศ"

ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ได้ไปเยี่ยมชมนาและสวนของท่าน ดร.แสวง ตอนแรกผมก็คิดอยากจะทำเหมือนกับท่าน แต่กลับมาลองคิดไคร่ครวญดูแล้ว ผมมี "ทุน" หลาย ๆ อย่างแตกต่างกันท่านครับ อย่างที่เห็นชัดมากที่สุด "ทุนพื้นดิน" ที่นาต่าง ๆ ที่ท่านได้ลงมือเพาะปลูกสิ่งต่าง ๆ ไว้ ผมคงไม่มีเงินไปซื้อที่ดินได้อย่างท่านหรอกครับ

แต่ผมมีสิ่งที่พ่อและแม่ให้ผมมาซึ่งทุก ๆ ท่านก็มีอยู่เหมือน ๆ กันทุก ๆ คนครับ และเป็น "ทุน" ที่สามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดนั่นก็คือ "สมอง"

ซึ่งเราสามารถปลูกต้นหญ้าทางความคิด ปลูกสิ่งต่าง ๆ ทางสมองโดยผ่านการปฏิบัติ ซึ่งสิ่งต่าง ๆที่เราได้ปฏิบัติมานั้นจะถูกที่จะเก็บไว้ใน "สัญญา" ตามความหมายของพระพุทธศาสนาได้อย่างมากมาย

ใช้หัวสมองให้เปรียบเสมือนที่นาใช้บ่มเพาะความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มาทั้งจากในห้องและนอกห้องเรียน จากทุก ๆ ย่างก้าวที่สัมผัส ผ่านการปฏิบัติจนกระทั่งทำให้เกิดปัญญาให้ได้ครับ

ทดลองบ่มเพาะชุดความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้และรับรู้มา เมื่อทดลองได้อย่างไรแล้วสำเร็จหรือไม่สำเร็จต้องรีบบันทึก

" เราสามารถเปลี่ยนได้เรื่อยๆ  ปรับความรู้ความคิดเหล่านั้นได้ตลอดเวลา คิดอะไรได้ปฏิบัติสิ่งใดได้เราต้องรีบเขียน เพราะเมื่อเราเขียน เขียนไปเรื่อย ๆ มันจะทำให้เราคิดได้ชัดพร้อมกับทำให้สิ่งที่เราปฏิบัตินั้นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็เขียนได้ดีขึ้นไปด้วย เราได้เห็นถึงที่มาที่ไปในการเขียนแต่ละครั้ง เห็นถึงพัฒนาการในการคิด การเขียน การปฏิบัติ แล้วนำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาคิดต่อ ปฏิบัติต่อ ต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด"

ดังนั้นการคิดและการปฏิบัติจึงเป็นการบ่มเพาะชุดความรู้จากการฟังการอ่านหรือจากการสัมผัสด้วยอายาตนะต่าง ๆ หรือรวมกันทั้งหมด เมื่อคิดแล้วปฏิบัติแล้วต้องมีการสรุป วิเคราะห์และจดบันทึก เพราะไม่อย่างงั้นสิ่งที่คิดเหล่านั้นก็อาจจะหายไป

เปรียบเหมือนต้นหญ้าที่ปลูกแล้ว เพาะแล้ว แต่ถูกปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง จะไม่เกิดคุณค่าใด ๆ

ดังนั้นเมื่อเราได้ปลูกความรู้ใด ๆ เอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จหรืออาจจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ทุก ๆ อย่างคือความรู้ เราจะต้องดูแลและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการคิดและการปฏิบัติเหล่านั้น โดยการจดบันทึก แล้วนำออกมาเผยแพร่ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยกันนำสรรพวิชาต่าง ๆ เข้ามาบูรณาการผสมผสาน มาช่วยบ่มเพาะและปลูกความรู้ให้เป็นวงจรต่อยอดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะทำให้ความรู้นี้เจริญงอกงามมากที่สุดเช่นเดียวกัน