" แม...อิหล่าสอบไล่แล้วเด้ สิเอาจั่งได๋ดี "  

      " แม บ่มีควมคึดดอกทิดเอ๊ย  เฮ็ดจั่งได๋ได้ล่ะ เฮาบ่มีเงิน"

       " ลูกเคยสัญญากับน้อง วาสิให่มันเฮียนต่อ"

      "เจ้าของกะมีลูกน้อย สุขภาพกะบ่ค่อยดี สิมีแฮงหาเงินส่งน้องบ่" 

        เสียงพี่เขยคุยกับแม่เย็นวันนั้น ทำให้นางซึ่งกำลังจะเดินขึ้นบ้านต้องชะงักอยู่แค่บันได และมีอาการซึม จนพี่สาวสังเกตเห็นและเดินมาโอบเอาไว้  ตอนนั้นพี่สาวคนโตมีลูกคนแรกได้ 1 ปีแล้ว นางกำลังเห่อและสนุกกับการเลี้ยงน้อง จึงไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะเรียนต่อ

     สมัยนั้นการศึกษาภาคบังคับมีแค่ชั้นประถมต้นคือชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่านั้น สำหรับชั้นประถมปลายมีเฉพาะในตัวอำเภอ ส่วนตำบลก็มีเฉพาะตำบลขนาดใหญ่ที่รอยกระดับเป็นอำเภอเท่านั้น

        ตำบลที่นางอยู่จึงมีชั้นประถมปลายแค่โรงเรียนเดียวเป็นโรงเรียนประจำตำบลและอยู่ห่างจากบ้านของนางประมาณ 6 กม.คนในหมู่บ้านที่ได้เรียนต่อตอนนั้นมีอยู่ 5 คน เป็นลูกของครู ผู้ใหญ่บ้าน และนายฮ้อย ซึ่งเป็นผู้ที่มีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้าน

        การคมนาคมใช้วิธีเดินเท้าและเกวียนเท่านั้น เส้นทางจะต้องผ่านทุ่งนา ลำห้วย และเดินตามทางเกวียน ผ่านป่าโปร่ง ไร่ปอ ซึ่งเชื่อมต่อกันระหว่าง 3 หมู่บ้าน

       วันสั่งปิดภาคเรียนเทอมสุดท้ายของการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คุณครูบอกให้นักเรียนห่อข้าวมากินด้วยกัน กิจกรรมก็มีการแสดงของนักเรียนชั้นต่างๆ นางก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ขึ้นไปรำเซิ้งกระติ๊บร่วมกับเพื่อนๆ 5 คน

     บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและสุดท้ายก็ประกาศรายชื่อนักเรียนดีเด่น คือผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดของโรงเรียน หรือที่มีชื่อบนกระดานดำว่า " คนเก่งของเรา" 

      แน่นอนว่านางได้รับรางวัลนี้ แต่นางไม่ได้แสดงอาการดีใจออกมาเลยกลับเดินขึ้นไปรับรางวัลด้วยความเศร้าสร้อย คล้ายๆจะร้องไห้ จนคุณครูตกใจรีบเดินมาถาม

        " ไม่ดีใจเหรอลูก ร้องไห้ทำไม? " 

        แค่นั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลก็ทะลักออกมาอย่างไม่ยอมหยุด นางสะอื้นจนตัวโยน คุณครูรีบคว้าตัวมากอดไว้ ทำให้นางร้องไห้มากขึ้น เพื่อนๆก็เข้ามาห้อมล้อม และร้องตามทั้งๆที่ไม่รู้ว่านางร้องไห้เรื่องอะไร

       ช่วงนั้นทุกคนเงียนกริบ พอตั้งสติได้นางก็บอกกับคุณครูว่า

    " หนูอยากเรียนต่อค่ะคุณครู แต่แม่บอกว่า ไม่มีเงิน"

     คุณครูเงียบไปพักหนึ่งและถามต่อว่า

    "แล้วหนูจะไปทำอะไรล่ะลูก ไปทำงานกรุงเทพฯเหรอ?"

    " ไม่ค่ะ แม่ไม่ให้ไปไหน ก็คงไปเลี้ยงควาย "

           นางพูดพร้อมกับใช้หลังมือปาดน้ำตาไปด้วย ขณะที่นางคุยกับคุณครู เพื่อนๆก็แย่งกันพูด

        "ข้อยกะบ่เฮียนต่อคือกัน บ่เป็นหยังดอก เฮ็ดนาอยู่บ้านนี่ล่ะ ข้อยแฮงขี้คร้านเฮียน"

       "แม่นอีหลีล่ะ"

    เสียงสนับสนุนเพียบ เพื่อนในรุ่นไม่มีใครเรียนต่อเลย แต่นางไม่คิดอย่างนั้น นางเดินมาแหงนหน้ามองป้ายที่โดดเด่นซึ่งติดอยู่ตรงบันไดทางขึ้นห้องเรียน

         " คนเก่งของเรา " ป้ายนั้นมีนามสกุลเดียวกันถึง 5 คน ก็คือพี่สาวทั้ง 4 คนรวมถึงนางด้วย นับเป็นความภาคภูมิใจของแม่และญาติพี่น้อง แต่ความภูมิใจนี้จะจบลงแค่ "คนเก่งของเรา" เท่านั้นหรือ?