ผู้เขียนมีข้อสังเกต ๕ ประเด็น คือ กรอบแนวคิดพื้นฐาน เป้าหมายของโครงการ ระบบการบริหารจัดการ โครงสร้างของการทำงาน และ ดรรชนีชี้วัดความสำเร็จของการทำงาน

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม 2554 เวลา 09.00-16.00 น. ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับทางกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง ในการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการการเรียนรู้ไร้พรมแดน (U-Learning) ด้วยเว็บไซต์ ThinkQuest ของอาเซียน ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อาคารรัชมังคลาภิเษก ชั้น 4 สำนักงานกระทรวงศึกษาธิการ โดยการชักชวนของอาจารย์ศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาการศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน ครั้งนี้ได้พบกับ มูลนิธิออราเคิล ผู้จดทำระบบ www.thinkquest.org ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ในกลุ่มด้านการศึกษาที่น่าสนใจ พร้อมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงศึกษาธิการ และ กลุ่มเครือข่ายครูแกนนำที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและผลักดันให้เด็กนักเรียนและครูใช้ไอซีทีในการเรียนผ่านเว็บไซต์ www.thinkquest.org

ประเด็นหลักของการหารือก็คือ การพัฒนาระบบการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของครูและนักเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน โดยใช้เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ด้านการศึกษาที่ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ คือ www.thinkquest. org โดยในเบื้องต้นในชื่อโครงการว่า “โครงการการเรียนรู้ไร้พรมแดน (U-Learning) ด้วยเว็บไซต์ ThinkQuest ของอาเซียน”

ในการหารือ ผู้เขียน มีข้อความเห็นเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ๕ ประเด็น

ประเด็นแรก    กรอบแนวคิดพื้นฐานของการทำงานภายใต้โครงการนี้ ความน่าสนใจของโครงการนี้ก็คือ เป็นการทำงานพัฒนาต่อยอดจากต้นทุนเดิมที่มีอยู่ ก็คือ ต้นทุนด้านระบบเครือข่ายที่มีอยู่แล้วคือ www.thinkquest.org ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิออราเคิล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนด้านกลุ่มเครือข่ายครูที่มีความเข้มแข็งในการทำงาน ทั้ง จาก กลุ่มเครือข่าย สสวท และ ครูแกนนำจากโรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนบางละมุง เป็นต้น โดยโครงการนี้ จำเป็นที่จะต้อง พิจารณาและคำนึงถึงกรอบแนวคิดหลักๆอยู่ ๔ ส่วนคือ (๑)  ศึกษาและพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ (๒) ต้องสร้างแนวคิด ความเชื่อมั่นโดยการพัฒนาระบบการสื่อสารสาธารณะเพื่อเป็นการสื่อสารไปยังสังคมและสร้างความตระหนักร่วมกันของคนในสังคม (๓) เน้นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนนักปฏิบัติผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (๔) พัฒนาระบบการสร้างแรงจูงใจให้กับหน่วยปฏิบัติการ โดยอาศัยการเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐในรูปแบบต่างๆ

ประเด็นที่สอง    เพื่อตอบสนอบต่อแนวคิดพื้นฐานข้างต้น ในแง่ของเป้าหมายของโครงการ เห็นว่า เป้าหมายของโครงการน่าจะประกอบด้วย (๑) เพื่อพัฒนาต่อยอดครูแกนนำที่มีอยู่แล้วและขยายเครือข่ายครูในระดับภูมิภาค (๒) เพื่อพัฒนาประชาคมครูในฐานะผู้อำนวยการผลิต (Facilitator) และเครือข่ายนักเรียนในฐานะผู้ผลิตข้อมูล (๓) เพื่อพัฒนาศูนย์กลางข้อมูลเพื่อการเรียนรู้โดยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการพัฒนาและเตรียมความพร้อมสู่อาเซียน เช่น วิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์  (๔) เพื่อพัฒนารูปแบบของสื่อสารข้อมูลข่าวสารไปยังสังคมผ่านเครื่องมือเครือข่ายทางสังคมที่มีอยู่และช่องทางการสื่อสารสาธารณะ (๕) เพื่อพัฒนาระบบการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคีโดยเฉพาะในพื้นที่รอบโรงเรียน เช่น การอาศัยร้านเกมคาเฟ่เป็นพื้นที่ในการทำงาน เป็นต้น (๖) เพื่อพัฒนา ปลูกฝัง แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์

ประเด็นที่สาม      สิ่งที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ การพัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย น่าจะต้องคิดถึงระบบการบริหารจัดการอยู่ ๓ ด้าน คือ (๑) การบริหารจัดการเครือข่ายเชิงคุณภาพที่มีอยู่แล้วให้มีปริมาณมากขึ้นใน ๒ ทิศทาง คือ พัฒนาครูแกนนำไปสู่ครูผู้อบรมเครือข่ายครู (Training of trainer) และ ครูแกนนำพัฒนาประชาคมเครือข่ายครูในระดับพื้นที่ โดยอาศัยการอบรมเชิงปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย (๒) ระบบการบริหารจัดการฐานข้อมูลไปสู่สังคม น่าจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาระบบการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักให้กับสังคม (๓) ระบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับครู นักเรียน และโรงเรียน ทั้ง แรงจูงใจทางสังคม แรงจูงใจทางวิทยฐานะ และ แรงจูงใจด้านงบประมาณ และ (๔) ระบบการบริการจัดการโครงการเพื่อให้โครงการฯประสบความสำเร็จ

ประเด็นที่ ๔       ระบบการบริการจัดการโครงการเพื่อให้โครงการฯประสบความสำเร็จ ในที่ประชุมได้มีการเสนอถึงโครงสร้างของการบริการจัดการโครงการฯ โดยผู้เขียนเห็นว่าน่าจะมี (๑) คณะกรรมการกำกับทิศทาง (๒) คณะกรรมการดำเนินการตามโครงการ ซึ่งน่าจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน ๓ ด้านคือ คณะทำงานด้านการฝึกอบรมและการขยายเครือข่าย , คณะทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ และ คณะทำงานปฏิรูปกฎหมายนโยบายที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่ ๕         ดรรชนีชี้วัดความสำเร็จของโครงการ น่าจะต้องคำนึงถึง ความสำเร็จใน ๒ ด้าน คือ เชิงปริมาณ หมายถึง ปริมาณของเนื้อหาสื่อการเรียนการสอนมีปริมาณมากขึ้น มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เครือข่ายครู นักเรียน โรงเรียน ที่มีจำนวนการใช้งานไอซีทีมากขึ้น โดยอาจพิจารณาจากทั้ง ภาพรวมหรือกลุ่มสาระวิชาต่างๆ รวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายทีมีผลเอื้อต่อการทำงาน และ ด้านที่ ๒ การเติบโตเชิงคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม เช่น ครูมีความต้องการใช้ไอซีทีในการสอนมากขึ้น เด็กนักเรียนสามารถใช้ไอซีทีในการพัฒนาตนเองและสังคมมากขึ้น โรงเรียนมีระบบการสนับสนุนครูและนักเรียนในการใช้ไอซีที หรือ ครูแกนนำมีการประชุมร่วมกับเครือข่ายในการพัฒนาระบบการใช้งานไอซีทีอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น