ภายใต้สภาพสังคมปัจจุบัน สภาวการณ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้ข้าพเจ้าต้องตั้งคำถามกับตนเองอีกครั้งว่า เราควรจะต้อง หรือควรต้องทำอะไรต่อไป ? ที่จะมีส่วนช่วยเหลือประเทศชาติของเราตามกำลังความสามารถที่มีอยู่
ในวันนี้เรามีประสบการณ์การทำงานเกิน 5 ปี และเชื่อว่าศักยภาพในตัวได้ถูกพัฒนาตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้เราไม่ได้มีโอกาสทำงานในองค์กรชั้นนำระดับประเทศที่มีขีดความสามารถในการสร้างและพัฒนาคน แต่เราก็มีโอกาสได้พัฒนาตนเองด้วยการเข้ารับการอบรม การลงมือปฏิบัติ หรือนำมาใช้งาน พร้อมทั้งฟังคำชี้แนะจากผู้รู้ ในสถานที่ทำงานต่างๆกัน ในระดับคนที่แตกต่างกัน ทำให้เรามีโลกทัศน์ใหม่ๆอยู่เสมอ และเก็บสะสมความรู้ประสบการณ์ในตัวเองอย่างมีระบบ พร้อมที่จะนำมาใช้งานหรือถ่ายทอดตลอดเวลา
ปี พ.ศ. 2546 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรับฟัง เรื่อง LO (Learning Organization) ที่มีต้นแบบมาจากชาวตะวันตก ซึ่งผู้บรรยายสรุปว่า เขาใช้วิถีพุทธนั่นเอง แต่คิดเงินค่าที่ปรึกษาในราคาที่แพงมาก ณ ขณะนั้น ข้าพเจ้าได้ทบทวนตนเองว่า…. " เราจบการศึกษา ด้าน Operation Research ได้ทำงานด้านคุณภาพ สิ่งที่ใฝ่ฝันหรือหวัง คือ การเป็นนักบริหารมืออาชีพที่มีคุณภาพ กอรปด้วย คุณธรรม จริยธรรม แต่เมื่อเริ่มทำงานจริง ประมาณ 1 ปี กลับรู้สึกว่า คงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราคงต้องทำงานไปวันๆหนึ่ง ให้พอมีรายได้เลี้ยงชีพ เพราะการเป็นผู้บริหารนั้นยากเหลือเกิน โดยเฉพาะด้านการบริหารบุคคล แต่ในเวลาต่อมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับผู้รู้ท่านหนึ่งซึ่งปัจจุบันท่านหาชีวิตไม่แล้ว กล่าวได้ว่า ท่านเป็นผู้ให้จิตวิญญาณกับข้าพเจ้า ในขณะที่พ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิตและ ครูบาอาจารย์ให้ความรู้ ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสศึกษาปรัชญาชีวิต สนทนาธรรมเพื่อพัฒนาระดับความคิด การอ่าน การมอง ฝึกการฟัง การพูด แยกแยะระดับของคนในการสื่อสาร นับเป็นความรู้ที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิต การผันตนเองจากงานคุณภาพมาทำงานด้านฝึกอบรมและด้านบุคคล เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเป็นผู้บริหารที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป "
ในปี พ.ศ. 2548 ข้าพเจ้าได้ฟัง ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด บรรยาย เรื่อง KM (Knowledge Management) ทำให้จุดประกายความคิด เรื่องปัญญาญาณของมนุษย์ ซึ่งเป็นการหยั่งรู้ และพลังบริสุทธิ์ อันอยู่ในความสนใจพิเศษของตนเองอยู่แล้ว เราจะมีส่วนช่วยอะไรได้บ้าง ?... " ทำไมประเทศชาติเราต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อ ความรู้ ….ซึ่งจริงๆแล้ว ความรู้อันบริสุทธิ์ในคนไทยสามารถค้นหาได้ง่ายกว่าชาติตะวันตกเสียอีก ด้วยลักษณะภูมิประเทศ ศาสนา ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ จะช่วยให้เราคนไทยมีชีวิตกันอย่างเป็นสุข ถ้าใช้ KM มาพัฒนายกระดับความคิด การอ่าน ถึงระดับที่มองได้ลึกซึ้ง หรือลึกล้ำ เราก็จะสามารถรักษาประเทศชาติไว้เพื่อชนรุ่นหลังต่อไป "
ด้วยคุณสมบัติส่วนตัวที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ยากและท้าทาย เพื่อถ่ายทอดให้ผู้อื่น ข้าพเจ้าจึงคิดว่าถ้าได้รับโอกาสเข้ารับการฝึกหัดเป็นวิทยากร KM ก็จะสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปสร้างคุณค่า ให้กับสังคมส่วนรวม โดยผสมผสานเข้ากับความรู้และประสบการณ์เดิม ด้วยอุดมการณ์ หรือทัศนคติส่วนตัว ที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด เพราะครูบาอาจารย์ที่ปั้นเรามา ได้ปลูกฝัง และเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้ข้าพเจ้าคาดหวังจะเป็นวิทยากร KM ที่ดี ถ่ายทอดสิ่งที่มีคุณค่าแก่บุคคลที่เหมาะสมเพื่อความเจริญก้าวหน้าและประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป
คุณลิขิต
21 เมษายน 2549
มีเรื่องอยากจะขอ...คือว่า เนื่องจากบันทึกยาว และตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด ทำให้อ่านย๊าก..ยาก เคาะ enter บ้าง น่าจะดีนะคะ โปรดเห็นใจคนสายตาไม่ดี (แต่ยังไม่แก่นะ..)
คุณลิขิต ลิขิตดีสมชื่อ และเมื่ออ่านจะรู้สึกถึงทักษะอื่นอีกทั้งสามด้านของคุณลิขิต ไม่ว่าจะเป็น สุ จิ ปุ สมกับเป็น Intern ของ สคส. ค่ะ
เพื่อทำให้สิ่งที่ลิขิตดูอ่านง่ายสบายตา ต้องตกแต่งบันทึกด้วยค่ะ รับรองค่ะ แฟนนักอ่านเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ :)
ขอบคุญ อาจารย์ทุกท่านค่ะ
เรียน อาจารย์ขจิต
เรียน ปรึกษา อาจารย์ beeman ค่ะ… อาจารย์ คิดว่า How to… ทำอย่างไรคะ? อาจารย์ จะมีกลวิธีอย่างไร? ที่ง่าย เร็ว และทำได้ทันที ตามหวัง… สำหรับตนเอง คุยได้ทุกที่ สวนสาธารณะ วัด ทะเล ภูเขา สั้นๆง่ายๆ ทำให้เก็บความนึกคิดไปให้ได้ เท่านั้น บางโอกาสทางโทรศัพท์… สำหรับคนที่จะเข้าร่วม ต้องการคนที่ ไขว่ คว้า ต้องการคนที่ตั้งโจทย์ โดยตนเอง จะถามเขาว่า “เขาต้องการอะไร?” กระบวนการกลุ่มจะพัฒนาทักษะการฟัง การพูดได้ระดับหนึ่ง การฝึกตัวต่อตัวการต่อยอดได้อีกระดับหนึ่ง…จริงๆแล้วเคยสนใจ เด็กช่วงอายุไม่เกิน 35 ปี เพราะอายุมากกว่านั้น เริ่มเหนื่อยแล้ว แต่ จากการพิสูจน์ที่ผ่านมา พบว่า จะไม่กำหนดช่วงอายุ เพราะคนที่ป็นอาจารย์ แม้จะอายุมากแล้ว แต่เป็นคนดี ก็มีไม่น้อย สามารถไปสอนต่อเด็กในมือได้อีก …ในความเห็นตนเอง การหาความเก่งของคน คล้ายขุด Competency จะเป็นตัวตนเขาจริงๆ อีกวิธีหนึ่ง คือ หาคนที่ตอนนี้เก่งอยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่า อาจารย์เลือกแบบไหน? ตอนนี้ อาจารย์มีเด็กที่สอนวิชาการอยู่แล้ว ก็สามารถ สอดแทรก ทักษะอื่นให้กับเขาใช่ไหมคะ? พร้อมการปลูกฝังจิตสำนึก? แต่สำหรับตนเอง คงใช้ “วิธีสอนสั่ง” กับคนที่สนใจจริง ตั้งใจจริง ลองทำดู แล้วค่อยชี้ถูก ผิด จะจำได้ง่ายดีค่ะ