รอดประตูเข้าสู่วัด…ธารน้ำไหล

สิ่งแรกที่สัมผัสได้หลังจากที่ก้าวย่างผ่านประตูวัด….นั้นคือ … “เสียงเรไรของสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็น .. แต่ทว่า..สัมผัสได้ด้วยใจ” บ่งบอกได้โดยนัยว่า..ธรรมะให้ธรรมชาติต้อนรับผู้มาเยือนในวินาทีแรกที่ก้าวย่างเข้าสู่

!!..วัดธารน้ำไหล..!!

หรือ

!!..สวนโมกขพลาราม..!!

เสาเล็ก ๆ 5 ต้น ที่เดินรอดมานั้น หากพิจารณาด้วยสติที่มีอยู่ พบว่า.. ตัวเราเองกำลังรอดเสาหลัก 5 ต้น เข้าสู่ ความสงบ ความเย็น… เพียง แค่ 5 ข้อ เราก็รอดพ้น หลุดพ้นจากความลุ่มร้อนได้ เมื่อไม่ร้อนก็ไม่มีกิเลส สิ่งที่เหลือ คือความเย็น กิเลส เปรียบได้กับของร้อน หากไม่ร้อน ก็เข้าสู่ นิพพาน!!! มองเหมือนเข้าใจยากนะ แต่จริงๆ แล้ว 5 ข้อ ที่กล่าว เป็นไปได้หลายอย่าง คิดอย่างง่าย ๆ ด้วยความที่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดนั้น คือ “ศีล 5

ศีล 5 ข้อ นี่แหละ ทำให้เย็นได้ (เมื่อคิดว่าง่าย มันจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่เสียแรงที่ได้รอดและหลุดพ้น …เข้าสู่ธรรม)

การโอบอุ้มกันระหว่างธรรมชาติกับธรรมะ เป็นความลงตัวกันอย่างกลมกลืน….ทุกมุมมองและทุกย่างก้าว

การก้าวแต่ละก้าว หากก้าวด้วยความรู้สึกว่าก้าวจริงแล้ว จะรับรู้ได้ว่า “ทุกก้าว…เป็นก้าวแห่งสติ

วัดธารน้ำไหล วันนี้ มีความสงบและเงียบเหมือนที่เคยรู้สึกมาตลอด หากแต่ว่าวันนี้รู้สึกพิเศษกว่าทุกวัน เนื่องจากเป็นวันทำงาน และเป็นช่วงเวลาเช้า เช้าเกินกว่าที่นักท่องเที่ยว หรือผู้สนใจในธรรมจากแดนไกล จะเดินทางมาถึง จึงทำให้รู้สึกถึงความพิเศษ..เสมือนว่า ความสงบเงียบได้ช่วยเยียวยาและละวาง บางสิ่ง บางอย่างที่เคยแบก เคยถือเอาไว้.. หล่นตุ๊บ.. กองไว้อยู่บนพื้นทรายตรงทางเข้าวัด นั้นเอง

ข้อความที่เขียนแขวนไว้ สดุดใจนัก “จงลืมสิ่งที่ตนให้ จงจำสิ่งที่ตนได้รับ”

จงจำสิ่งที่ตนได้รับ” ช่างเป็นถ้อยคำที่ทำให้รู้สึกว่า มิใช่การบังคับ หากแต่ว่าใจน้อมรับด้วยความรู้สึกที่ปราศจากการต่อต้าน

ธรรมสถานที่แห่งนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย แม้นวันเวลาจะล่วงผ่านไป นานเหลือเกินแล้วก็ตาม… ยังคงสัมผัสถึงความร่ม สงบและเย็นได้ทุกครั้งเสมอที่แวะเวียนมา… ยิ่งเดินเข้าใกล้สถานที่ที่เคยนั่งฟังธรรมจาก พระอาจารย์ อาจเพียงไม่กี่ครั้ง ในชีวิต

และ ณ เวลานี้ ที่นั่งตรงนี้ จะไม่มีพระอาจารย์ นั่งอยู่แล้วก็ตาม

แต่ยังคงจำได้ติดตาเสมอมา …พระอาจารย์ ไม้เท้า ไก่แจ้ และสุนัขตัวโปรด …

ข้อธรรมที่พระอาจารย์ พูดก้องและแล่นอยู่ในความคิด พลางความคิดนี้ ก็ผุดขึ้นมา …

แม้ฉันตายกายลับไปหมดแล้ว แต่เสียงสั่งยังแจ้วแว่วหูสหาย

ว่าเคยพลอดกันอย่างไรไม่เสื่อมคลาย ก็เหมือนฉันไม่ตายกายธรรมยังฯ

...

สิบนิ้วประนมขึ้นกับหัวใจที่ยิ้มได้

ถ้อยคำสอนที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ในเพศบรรพชิตที่เคยนั่งฟังคำสอนของพระอาจารย์อยู่ต่อหน้า ถ้อยคำน้ำเสียงที่กลั้วไปด้วย อารมณ์และความรู้สึกในธรรมแท้ แม้กระทั่งเสียงหัวเราะในลำคอของพระอาจารย์จึงยังคงแว่วอยู่ในหูของตัวเองเสมอมา

เดินทางมาที่นี่ครั้งนี้ …แผ่นธรรมแผ่นนี้ ทำให้ละวางความขุ่นในใจ ความรู้สึกเสียใจ ท้อใจ น้อยใจ ความรู้สึกคาดหวัง และความรู้สึกคับข้องใจ ลงได้

นั่งยิ้มอยู่เป็นนาน …ด้วยหัวใจที่รู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าพระอาจารย์ท่านพูดให้คิด และให้ปล่อยวางลงเสียบ้าง

เส้นทางสายนี้ …มองเปลี่ยวเหงา ในยามเช้า และโดยเฉพาะวันนี้

เป็นทางเดินไปยังสถานที่หนึ่ง ที่ต้องมานั่งทุกครั้ง พร้อมธูปเทียนดอกไม้ในใจ..ช่อใหญ่

ใด ๆ ในโลกล้วนแต่สิ่งสมมุติ

มิใช่เรา มิใช่ท่าน มิใช่การอยู่ มิใช่การพราก

มิใช่อะไรทั้งสิ้น

นี่คือธรรมชาติแห่งนิพพานของสากลจักรวาล

สงบจิต สงบใจ

ระลึกรู้ …ด้วยข้อความที่เขียนติดไว้

เราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้จริง ๆ

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลาของมัน… มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ และก็มีดับสูญไป

โอ่งใบนี้… ทิ้งร่อยรอยแห่งกาลเวลา ให้ตระหนักว่า

การอยู่อย่างต่ำ และกระทำอย่างสูงนั้นเป็นเช่นไร?

โอ่งสรงน้ำของพระอาจารย์ สอนให้คิดต่อได้ว่า… มันเป็นเช่นนี้เอง!! กินง่าย อยู่ง่าย อยู่ที่ไหนก็ได้ อาบน้ำที่ไหนๆ ก็ได้… ไม่มีปัญหา ไม่เห่อเหิมทะเยอทะยานเกินตัว เกินใจ อยู่แบบเรียบง่าย ทำให้เข้าใจชีวิตได้มากขึ้น เมื่อรู้และเข้าใจได้ จิตของเราก็ยกระดับขึ้น กิเลสมันลดน้อยถอยไป การเป็นอยู่อย่างต่ำเช่นนี้ จึงได้ชำระกายและใจให้เกลี้ยงพอที่จะพูดได้ว่า ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น เราก็จักระลึกรู้ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่รู้สึกว่าขาด… เมื่อไม่รู้สึกว่าขาด…ก็สงบ เย็น พอที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ธรรมชาติสอนให้เราอยู่ได้ด้วยการเข้าใจในเนื้อแท้ของมัน เมื่อกิเลสลดน้อยถอยไป เราก็น่าจะเข้าใจความหมายของ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ได้ง่ายขึ้น

วันนี้ ที่นี่เป็น วันกรรมกร การเดินไปยังจุดต่าง ๆ จึงพบว่า เกือบทุกจุดไม่เห็นพระภิกษุ สามเณร อยู่ในกุฎิ เหตุที่เรียกวันนี้ เช่นนี้ เพราะ พระท่านได้บอกให้ทราบว่า วันนี้เป็นวันโกน เป็นวันที่พระ – เณร ที่นี่ต้องทำงานอาบเหงื่อ เพื่อล้างตัวกู ทำงานเสียสละ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน พระท่านบอกเช่นนั้น และต้องถือว่าตัวเองโชคดี ที่มีโอกาสมาวันนี้ ได้อาสาช่วยงานพระท่าน ขุดดิน ลากเสาปูน เพื่อทำเป็นทำนบป้องกันหน้าดินถูกชะล้าง เมื่อมีฝนตก บริเวณทางขึ้นลานหินโค้ง

เป็นการทำงานที่อาบเหงื่อ ให้เหงื่อล้างตัวกู จริง ๆ

เดินขึ้นเขาพุทธทอง ….ด้วยความที่อยากระลึกถึงภาพแห่งความทรงจำในอดีต ครั้งที่ร่วมอยู่ในพิธีเผาศพท่านอาจารย์ 28 กันยายน 2536 เกือบ 20 ปี แล้วสินะ วันคืนผันผ่านไปตามวงล้อของกาลเวลา

เส้นทางสายนี้ หากย้อนกลับไปในวันที่เผาศพพระอาจารย์ คลื่นประชาชนที่สงบ ศรัทธา และเลื่อมใสในธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคนมาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน ทุกคนนำหัวใจมาเคารพท่านอาจารย์

หัวใจยังคงเปี่ยมล้นด้วยพลังแห่งความเคารพศรัทธาและเลื่อมใส

นี่คือสิ่งที่ประจักษ์ถึงพลังแห่งพุทธธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำพูดคำสอนของพระอาจารย์พุทธทาสไว้ทุกมุมมอง

วันที่เผาศพของพระอาจารย์ มีเม็ดฝนโปรยปราย คล้ายกับน้ำพุทธมนต์ที่ประพรมร่วมไว้อาลัยแก่การจากไปของพระอาจารย์ เราจึงเป็นส่วนหนึ่งในความรู้สึกถึงสิ่งที่ทรงคุณค่าของโลกที่ฝากมรดกธรรมเอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้สัมผัส เรียนรู้ ด้วยภาพที่แสดงธรรมครั้งยิ่งใหญ่ ดังคำพูดที่พระอาจารย์เคยพูดไว้ว่า “จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง และทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง” และอดทำให้คิดถึง สิ่งหนึ่งไม่ได้ นั้นคือ “ปริญญาแห่งสวนโมกข์ฯ” ปริญญาตายก่อนตาย ที่พระอาจารย์แสดงให้ดู ก่อนที่สังขารจะลาลับจากโลกนี้ไป

เถ้าอังคารที่ลอยอยู่เหนือผืนน้ำ คือความจริงที่ประจักษ์ได้ชัดว่า

ความตายคืออนิจจัง แม้นร่างกาย สังขาร จะลาลับไปไม่มีเหลือ

จิตวิญญาณ คำสอนของพระอาจารย์จะยังคงอยู่ตลอดไป ให้เป็นมรดกทางธรรม

มิใช่เพียงแค่มรดกที่ตกทอดถึงคนไทยเท่านั้น

แต่มรดกทางธรรมของพระอาจารย์ จะตกทอดเป็นมรดกของโลกเรานี้เลยทีเดียว

ตราบเท่าที่โลกใบนี้ยังคงอยู่