การจัดการศึกษาในเกาหลีเหนือ

        ในช่วงเวลาบ่าย 3 โมง ของวันนี้ (12 ต.ค.53)    หลังจากที่                 ได้ฟังบรรยายจากโปรเฟรสเซอร์มูนเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะแขกของรัฐบาลมีโอกาสได้ไปแวะเยี่ยมชมการจัดการศึกษาของประเทศเกาหลีเหนือ  การศึกษาถือเป็นหน้าที่ๆสำคัญมากของรัฐ  รัฐต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ 11 ปี คือเริ่มเรียนได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 แต่เริ่มภาคบังคับในชั้นอนุบาล 3  (เรียน 1 ปี)ระดับประถม(เรียน 4 ปี)ระดับมัธยม(เรียน 6 ปี) แต่เรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลถึงระดับปริญญาเอก แนวคิดในการจัดการศึกษาในเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนหลักการของแนวคิดปรัชญาจูเช่ที่ว่า “ประชาชนคือเจ้านาย หรือเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่างของประเทศ ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงคิดเงินจากเจ้านายหรือคิดเงินจากเจ้าของทรัพย์สินไม่ได้ 

 อดีตประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ถือว่า การสร้างชาติคือการสร้างคน

           ประเทศชาติจะเข้มแข็ง และพัฒนาไปไม่ได้ หากประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการศึกษา  “การศึกษามิใช่เป็นเพียงสิทธิ แต่เป้นภาระหน้าที่”รัฐจึงกำหนดให้ทุกคนต้องเข้ารับการศึกษา เพื่อให้มีศักยภาพที่จะช่วยตนเอง

           การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพื่อไขว่คว้าใบปริญญาบัตรสักใบเพื่อเป็นใบเบิกทางศสู่อนาคต  แต่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในเกาหลีเหนือคือการที่ทุกคนมีภารกิจ(Mission)สำคัญที่จะต้องช่วยชาติให้บรรลุ เพราะภารกิจเพื่อชาติรออยู่  เป้าหมายของมหาวิทยาลัยทุกแห่งบอกชัดเจนว่า มีขึ้นเพื่อผลิตนักศึกษา ปัญญาชนเพื่อให้ออกไปเป็น “ผู้ปฎิบัติงานของชาติ” (National cadre)

           ปรัชญามหาวิทยาลัยทุกแห่งชัดเจนว่า จะสร้างชาติให้ได้ผลต้องยึดปรัชญาการศึกษาแบบจูเช่ (Juche-oriented education)   การสร้างปัญญาชนตามปรัชญาจูเช่นั้นจะต้องให้นักศึกษา รู้จักเรื่องประเทศของตนให้ดีที่สุด ต้องเป็นอิสระจากการครอบงำ อิสระจากการเป็นทาสทางปัญญาของแนวคิดเก่าๆ ที่ชอบพึ่งพิงความคิดจากภายนอก เน้นการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ เมื่อเป็นนักศึกษาแล้วเรื่องเรียนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง (Study – First policy) และต้องเชี่ยวชาญที่สุดในสาขาที่เรียน

             เป้าหมายของชาติคือ การไปช่วยบูรณะปฎิสังขรณ์ชาติ  เพราะหลังจากการปลดแอกจากญี่ปุ่น  ประเทศชาติขาดปัญญา ล้าหลังด้านวิทยาศาสตร์ มีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไม่ถึง 10 คนเพราะญี่ปุ่นไม่ต้องการให้เกาหลีฉลาดรู้ทัน  ประเทศชาติต้องการปัญญาชนอย่างรีบด่วนเพื่อไปสร้างชาติ ประเทศเกาหลีเหนือจึงทุ่มเทให้กับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับประชากรทั้งประเทศ

                    นักศึกษาที่จะมาศึกษาเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลีเหนือนั้น  ต้องผ่านการกลั่นกรอง โดยพิจารณาจากคุณสมบัติ 3 ประการ

          1.ผลการเรียน  ต้องเป็นผลการเรียนที่เยี่ยมมาก โดยเฉพาะผลการเรียนปีสุดท้ายในระดับมัธยมทั่วประเทศ

          2.นักเรียนผู้นั้นต้องเชื่อมั่นในอุดมการณ์ การเมืองการปกครองของประเทศ

         3.ประวัติของครอบครัว ต้องเคยอุทิศตนให้กับพรรคแรงงาน ยิ่งปู่ย่า ตา ยาย ในอดีตเคยเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ร่วมต่อสู้สร้างชาติมาด้วยกันยิ่งมีภาษีดี

       โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด มาตามลำดับ โดยมีประวัติเป็นคนดีของชุมชน ของสังคมและของประเทศชาติไม่ใช่เรียนดีเพียงอย่างเดียว

       เมื่อผ่านกระบวนการคัดเลือกแล้วรัฐดูแลทุกอย่าง ที่พัก อาหาร เสื้อผ้า หนังสือ เงินก้นถุงติดกระเป๋า

          เมื่อบัณฑิตจบออกไปทุกคนต่างมีภารกิจเพื่อชาติ รัฐมีตำแหน่งงานรออยู่ มีอนาคตชัดเจนว่าจะไปมีอาชีพอะไร   มีที่พัก ขนาดของแฟลตที่พักขึ้นกับขนาดของครอบครัว

          รัฐอยากให้ประชากรเพิ่มขึ้น สนับสนุนการเพิ่มจำนวนประชากร  เนื่องจากประชากรได้ตายไปจำนวนมากมายในช่วงสงคราม  หญิงมีครรภ์ลาคลอดได้ 6 เดือน(ก่อนคลอด 3 เดือนและเลี้ยงลูกให้นมลูกหลังคลอด 3 เดือน)

หน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยคิมอิลซุง....

               

       เกาหลีเหนือมีมหาวิทยาลัยร้อยกว่าแห่ง ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง(Specialized university) แต่มหาวิทยาลัยที่ดิฉันไปเยือนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดสอนหลายสาขา(Comprehensive university)ชื่อ  มหาวิทยาลัยคิมอิลซุง

อาคาร สถานที่ ภายในมหาวิทยาลัยคิมอิลซุง.....

          

          มหาวิทยาลัยคิมอิลซุง  ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค.1946 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดสอนระดับปริญญาตรี โท เอก

                       

            เราได้มีโอกาสไปดูห้องสมุดอิเลคทรอนิคส์ ทันสมัยมากมีฐานข้อมูลจากต่างประเทศหลายฐาน มีหนังสือ มีอีบุ๊ค มีคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง

             

  นอกจากนี้ยังมีโอกาสไปชมสระว่ายน้ำในมหาวิทยาลัยคิมอิลซุง

        

 ความโออ่าทันสมัยไม่แพ้ระบบทุนนิยมแม้แต่น้อย

                    

           หลังเลิกเรียน เด็กๆและเยาวชนในเกาหลีมักไปฝึกฝนในด้านที่ตนเองถนัด ซึ่งจะมีสถาบันสอนทักษะทุกด้านที่รัฐบาลจัดให้ฟรี เช่นกีฬา ยิมนาสติก บัลเลย์ เปียโน ไวโอลิน ขับร้องโอเปร่า ฟ้อนรำ เล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน คอมพิวเตอร์ เป็นต้น การลงทุนกับเด็กและเยาวชนของประเทศเกาหลีเหนือส่งผลให้ประเทศของเขาเป็นเมืองปลอดยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง ปลอดอาชญากรรม ปลอดโสเภณี และปลอดมลภาวะอีกด้วย

ถนนหน้ามหาวิทยาลัย ไม่มีร้านรวง ห้างสรรพสินค้า อาคารสูงในภาพคือที่พักอาศัย

           เมื่อหันมามองบ้านเรา  เด็กไทยมีศูนย์การค้า มีตู้เกมส์  มีเกมส์ออนไลน์ มีแก๊งค์มอเตอร์ไซค์มี แก๊งค์เสพย์ยาเสพย์ติด เที่ยวผับ เที่ยวบาร์ และเด็กจำนวนไม่น้อยที่จบอนาคตตนเองที่สถานพินิจ สถานอาบอบนวด ร้านคาราโอเกะ นักศึกษาต้องออกมาขายตัวเพื่อหาค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่แพง เพราะบ้านเรารับเอาความคิดเสรีนิยมสุดโต่งมาใช้ นำกลไกตลาดมาจัดการด้านการศึกษา มีหลักสูตรพิเศษ มีนอกระบบฯลฯ มีค่าใช้จ่ายสูง นักการศึกษามัวแต่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่ได้คิดถึงสังคมและประเทศชาติโดยรวม

       ยุทธศาสตร์สร้างชาติด้วยการติดอาวุธทางปัญญาตามปรัชญาจูเช่ ของประเทศเกาหลีเหนือ เป็นนวัตกรรม ที่ได้มาจากบทเรียนของเกาหลีเหนือเอง และกำลังนำพาประชาชนและประเทศของเขาก้าวหน้า ด้วยมันสมอง จิตวิญญาณ ที่เปี่ยมไปด้วยความ “รักชาติ”

          ในฐานะที่เป็นคนในแวดวงการศึกษาจากประเทศไทย  จึงอดรู้สึกยินดีไม่ได้ที่ได้มาพบเจอประเทศสังคมนิยมประเทศหนึ่ง ที่พยายามให้การศึกษากับประชาชน(Social education)อย่างจริงจังตามอุดมการณ์ปรัชญาจูเช่ ปลุกสำนึกให้คนรักชาติ รักศักดิ์ศรี เน้นพึ่งตนเอง พึ่งคนในชาติเป็นหลัก

      และดิฉันได้อำลามหาวิทยาลัยคิมอิลซุง  มาด้วยความประทับใจ.

                                             ด้วยจิตคารวะ

                                                 มาตายี.

บันทึกไว้เมื่อ 12 ต.ค.53.ณ.กรุงเปียงยาง.เวลา 23.49 น.