นับตั้งแต่เมื่อวาน (๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓) ตอนเช้าที่วังน้ำเขียวนี้ "ฝนตก"
ตอนกลางวันมีแดดให้ได้ตากผ้าตากผ่อนพอสมควร ประกอบกับช่วงหัวค่ำเวลาประมาณหกโมงเย็น ฝนก็ได้ตกลงมาอีกเทหนึ่ง
และในวันนี้ (๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓) นับตั้งแต่เวลาประมาณตีห้าครึ่ง จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ (๐๖.๔๐ น.) ฝนก็ได้ตกลงมาอย่างมิขาดสาย ทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกไว้แถวนี้หน้าชื่นตาบาน และคนงานที่มีหน้าที่รดน้ำต้นไม้นั้นก็หน้าชื่นตาบานไปตามด้วย เพราะสายน้ำฝนอันบริสุทธิ์ได้นำพามาซึ่งความชื้นอันคนเราสัมผัสแล้วนิยามด้วยคำว่า "ความเย็น..."
ที่วังน้ำเขียวนี้ติดกับเขาใหญ่ ผืนป่าผืนใหญ่ที่ให้น้ำคือ "ชีวิต"

ช่วงหลายปีก่อนที่ข้าพเจ้าขึ้นไปเขาใหญ่ แม้นจะเป็นช่วงฤดูร้อน ต้นเดือนเมษายน ข้าพเจ้าขึ้นไปเจ็ดวัน ฝนตกซะสี่วัน...
พื้นดินแถวนี้จึงเป็ดินที่อุดมทำให้ต้นไม้แถวนี้เป็นต้นไม้ที่ "สมบูรณ์"
แต่ถ้าเป็นพื้นดินถิ่นอื่นที่ไม่มีร่มเงาแห่งเขาใหญ่ พื้นดินและต้นไม้เขาจะร่มเย็นได้อย่างไร...?
เมื่อก่อนพื้นดินแถบบ้านของข้าพเจ้าที่จังหวัดกำแพงเพชร พื้นดินแห้งแล้งมาก ทำไร่ ทำนา ทำสวนได้แต่ในฤดูฝน
ฐานะของชาวไร่ ชาวสวน มีความอัตคัตฝืดเคือง หน้าแล้ง แล้งจัด ทำอะไรไม่ได้ พื้นดินรกร้าง หน้าฝน ฝนตกหนัก บางมีก็ท่วมเรือกสวน ไร่หน้า
บางปีน้ำจากขุนเขาคลองลานก็ไหลบ่าเอ่อท่วมตลาด พื้นที่พักอาศัย และไหลเลื่อยไปทาง อ.ลาดยาว อ.หนองเบน จ.นครสวรรค์
แต่ในปัจจุบันพื้นที่แถบ อ.คลองขลุง มีคลองส่งน้ำ ผันน้ำจากแม่น้ำปิงเข้ามาเพื่องานกสิกรรม พี่น้องร่วมแดนเกิดแถวนั้นมีน้ำทำนา ทำไร่ ไร่อ้อย ไร่มัน มีกิจกรรมให้ผืนดินตลอดทั้งปี
แตกต่างกันผืนดินฝั่งซ้ายของถนนสายเอเซียเมื่อมุ่งหน้าขึ้นเหนือ คือคลองลานบ้านของข้าพเจ้าที่ไม่มีคลองส่งน้ำ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะต้องรอน้ำฝน ที่มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่อารมณ์ของคนที่ขึ้นไปตัดไม้ทำลายป่าไว้บนอุทยานแห่งชาติแม่วงศ์ ซึ่งไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเขาใหญ่
ที่บ้านข้าพเจ้าฝนไม่ตกในเดือนพฤศจิกายน และเมษายนเหมือนเช่นที่วังน้ำเขียวนี้ และไม่มีคลองผันน้ำจากแม่น้ำปิงมาเพื่องานกสิกรรม เกษตรกรรม
เศรษฐของคนแถวบ้านเริ่มซบเซามานานแล้ว ทั้งผลผลิตทางการเกษตรซึ่งมากจนล้นหลังฤดูฝน
และความเงียบเหงา ซึมเซา ของคนที่ต้องเร่ร่อนไปหาผีนดินอื่นทำงานในฤดูแล้ง
ที่บ้านของข้าพเจ้าเปิดกิจการขายของเล็ก ๆ ซึ่งในปัจจุบันยอดขายตกลงจากในอดีตหลายเท่า ก็เพราะว่าคนหนีไปอยู่ที่อื่นหมด ไม่มีน้ำทำกิน ไม่มีอาชีพ แต่ก็พอที่จะขายของได้เงินมากก็ตอนวันหยุดเทศกาลยาว ๆ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันเข้าพรรษา ก็เพราะคนกลับมาบ้านกันเยอะ
หากมีน้ำ เขาคงจะเลือกอยู่บ้าน ทำมา หากิน เพราะถ้าในน้ำมีปลา ในนาก็มีข้าว ใครเล่าอยากจะหนีบ้านที่กว้างใหญ่ มีผืนดินให้อาศัยอย่างอุดมสมบูรณ์ ไปอุดอู้อยู่ในแฟลต ในคอนโดของกรุงเทพฯ เมือใหญ่ เมืองฟ้าอมร...
เช่นเดียวกับสถานการณ์การซื้อขายที่ดินแถววังน้ำเขียวนี้ ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นจากห้าหกปีก่อนเป็นสิบ ๆ เท่า ก็เพราะเนื่องด้วยอากาศดี อากาศดีเพราะต้นไม้ดี ต้นไม้ดีเพราะ "น้ำดี..."

ถ้าหากบ้านของข้าพเจ้ามีน้ำดี บ้านของข้าพเจ้าคงมีความชุ่มชื่น
ความชุ่มชื่นจากผลผลิตทางการเกษตรที่สร้างสัมมาอาชีพให้กับผู้คน
และความชุ่มชื่นจากหัวใจคนที่อยู่กัน "พร้อมหน้า พร้อมตา..."

สายน้ำ คือ ชีวิต
ชีวิตที่นำคนมาอยู่รวมกัน
น้ำจึงเป็นที่หลอมรวมจิตใจคนให้ "มา" มาเพื่อ "อยู่" อยู่ "สบาย..."
ธรรมชาติสร้างความสมดุลย์ให้โลกดีอยู่แล้ว...
แต่มนุษย์มาทำให้ธรรมชาติขาดความสมดุลย์
หากคนเรามีความต้องการเท่ากับความจำเป็น(ปัจจัยสี่) ธรรมชาติก็สมดุลครับ
แต่ทุกวันนี้เราต้องการเกินความจำเป็น เลยเีสียสมดุลธรรมชาติ
ความสมดุลในความหมายของคนเราสมัยนี้คืออะไร...?
สมดุลโลก สมดุลธรรม หรือ "สมดุลใจ"
คนเราสมัยนี้ทำอะไรเอาแต่ "ใจ" ของตนเป็นตัวตั้ง ทำดีก็ชอบใจ ทำไม่ดีก็ไม่ชอบใจ
ชอบใจแล้ว ก็ใช้ความฉลาดที่เรียนมามาก ๆ ไปหาข้อมูลอ้างอิง (แบบเอียง ๆ) เพื่อที่จะได้มาซึ่งเหตุผล ที่จะผ่อนปรนความ "สมดุล..."
บางครั้งรู้ ๆ อยู่ว่าเอียงกระเท่เร่ แต่ด้วยความพยายาม ความวิริยะ ความอุตสาหะ อันตั้งต้นด้วย "มิจฉาทิฏฐิ" ก็ไปหาก้อน หาน้ำหนักมาถ่วงอะไรที่เอียง ๆ ให้ "สมดุล"
สมดุลคือ "ความถูกต้อง" ความถูกต้องที่อยู่เหนือ "ความถูกใจ"
ถ้าคนเรายังยึดความถูกใจอยู่เป็นใหญ่แล้ว ก็คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงความถูกต้องอันเป็น "ความสมดุล..."