ความรู้ที่ได้จากการวิจัยเชิงสำรวจจะเป็นข้อเท็จจริง

        ถ้าให้ :

        (๑)(นก) - (๒)(ภาพนกที่เรตินา) - (๓)(รู้สึกเห็นนก) - (๔)(รับรู้นก) - (๕)(บันทึกว่านก ๑ ตัว)

        แล้ว  หมายเลข(๑), (๒), และ (๕) เป็นข้อเท็จจริง เพราะใครๆ ก็สังเกตได้  ทำซ้ำได้  วัดได้   โดยเฉพาะ (๕) ที่บันทึกว่า   นก ๑ ตัว นั้น เป็น  ข้อมูล   และ  " ๑ " ตัว นั้น  เป็น  "การวัด" (Measurement)

        (๓) และ (๔) ไม่ใช่ข้อเท็จจริง    เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เราสันนิษฐานเอา    ไม่มีใครสังเกตเห็นภาพนกที่เกิดในหัวของผู้เห็นในขณะที่คนนั้นรู้สึกสัมผัสนก  หรือเห็นนก   และไม่มีใครสังเกตเห็นภาพนกในหัวของคนที่กำลังรับรู้นกอยู่เช่นเดียวกัน (ยกเว้นความรู้สึกเห็นที่ผู้เห็นมีประสบการณ์อยู่ในขณะนั้น  ซึ่งมีจริง   แม้ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวที่คนอื่นไม่อาจรู้สึกได้เลยก็ตาม)

         การวิจัยด้วยวิธีการสังเกต  เช่น  การแอบซุ่มดูและถ่ายภาพยนต์บันทึกความเป็นอยู่ของนก  ของปลา  ของแมลง ฯลฯ  ของนักวิทยาศาสตร์  ที่นำมาฉายให้เราดูทางจอทีวีอยู่บ่อยๆ   ก็เป็นการค้นหา ข้อเท็จจริง  ในขั้นตามหมายเลข (๑) และ (๒)  ข้างบนนี้    ความรู้ที่ได้จากการวิจัยประเภทนี้ก็คือ   ความรู้ข้อเท็จจริง   และจัดเป็นประเภท ความรู้เชิงประจักษ์ (Empirical Knowledge)

         การวิจัยด้วยวิธีการเชิงสำรวจ(Survey Research)   ที่ใช้วิธีการสังเกต  การสัมภาษณ์   การกรอกแบบสำรวจโดยการกาผิด - ถูก  การเติมคำ   ก็เกี่ยวข้องกับ  การค้นหาข้อเท็จจริง   ตามขั้นหมายเลข (๑) และ (๒) ข้างบนนี้   ความรู้ที่ได้ก็จะเป็นความรู้ประเภทข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เช่นเดียวกัน

         การวิจัยเชิงการสังเกต(ถ้าจะถือว่าเป็นวิธีวิจัย)   และการวิจัยเชิงการสำรวจ  จึงเป็นวิธีวิจัยที่ค้นหาความรู้ประเภทข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ

         ในธรรมชาติจะมีความรู้อยูสองประเภท ที่รอให้นักวิจัยเข้าไปค้นพบมัน   คือ  (๑) ข้อเท็จจริง (Facts)  และ (๒) กฎธรรมชาติ (Natural Laws, Empirical Laws, Descriptive Laws)   ที่เราควรทำกันให้มาก ๆ คือ   การวิจัยเพื่อค้นหากฎธรรมชาติ ( หรือ กฎเชิงประจักษ์,  กฎบรรยาย)