หวังว่าคงได้หนุกหนานกับการถ่ายภาพมาโครนะครับ อ่านจบแล้วเริ่มได้เลยครับ ตัวแบบหาง่ายจะตายไป

มาถ่ายภาพ Macro (Close-Up) กันเถอะ

ผมถ่ายได้ท่านก็ต้องถ่ายได้  หากแต่ของผมถ่ายแล้วไม่ต้องล้าง....อย่าคิดมาก....รับรองไม่เหม็น......ฮา.......ไม่ล้างจิงจิง....เพราะผมใช้กล้อง DSLR.  แต่ที่ผมแนะนำนี้สามารถใช้ได้กับกล้องคอมแพคได้ทุกตัวและใช้ได้ง่ายกว่า   DSLR.  อีกครับ ท่านอาจจะบอกว่ายากแต่
หากได้ลองสักครั้งอาจรักการถ่ายมาโครเข้าก็เป็นได้ครับเพราะจะทำให้ท่านได้มีโอกาสชื่นชมโลกใบเล็กอย่างเช่นภาพนี้ครับ

 

 

 

อุปกรณ์ที่ใช้

  • ขาดไม่ได้คือ กล้อง จะเป็นแบบ COMPACT หรือ แบบ DSLR.  ก็ได้ครับ ทั้งสองแบบจะมีโปรแกรมสำหรับถ่ายมาโครมาให้ เพียงแค่หมุนตัวปรับไปที่รูปดอกไม้ จัดองค์ประกอบ กดชัตเตอร์แค่นี้ก็ได้ภาพมาโครแล้ว

  • ขาตั้งกล้อง  จะใช้แบบสามขา (Tripod) หรือแบบขาเดียว (Monopod) จำเป็นมากสำหรับการถ่ายมาโคร เพราะมีผลต่อความคมชัด

  • เลนส์           อันนี้จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่ถ้าจะใช้ก็แนะนำให้ใช้เลนส์สำหรับถ่ายมาโครที่มีกำลังขยาย 1:1  หรือเลนส์ ซูมที่มีโหมดมาโคร แต่กำลังขยายจะน้อยกว่าอาจจะแค่1:2 อันนี้สำหรับกล้องDSLR. ส่วนกล้อง COMPACT อาจใช้เลนส์โค้ดอัพฟิลเตอร์อันนี้ใช้ใส่เข้าไปข้างหน้าเลนส์แล้วทำให้โฟกัสได้ใกล้ขึ้น (ผมจะไม่แนะนำพวกวงแหวนกลับเลนส์หรือเลนส์อื่นๆ) ที่แนะนำในส่วนนี้จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ครับ

  • อันนี้สำคัญยิ่งสำหรับท่านชาย....ต้องมีความหล่อครับ..เอาไว้ให้สาวหันมามอง...ฮา....ส่วนท่านสุภาพสตรี....ความสวยไม่ต้อง..ฮิ.ฮิ...ความสวยเหมาะที่จะมีไว้เป็นแบบครับ......แฮ...

คราวนี้มาดูวิธีถ่ายมาโครให้ภาพดูดีแบบง่ายๆสำหรับมือใหม่หัดขับ ความสำคัญคือ

  1        เมื่อถ่ายแล้วจุดเด่นของตัวแบบต้องให้ชัดจริงๆ เว้นแต่ต้องการสื่อความนุ่มของตัวแบบ

          1.1     ภาพมาโครต้องเข้าไปถ่ายตัวแบบให้ใกล้ที่สุดเท่าที่ความสามารถของเลนส์จะทำได้ คือจุดประสงค์ต้องการขยายตัวแบบให้ใหญ่ขึ้นทั้งที่ความเป็นจริงตัวแบบอาจเล็กมาก ชาวมาโครถึงได้เรียกว่าโลกใบเล็ก เช่นภาพนี้

 

  

         1.2     ฉากหลังต้องไม่ให้ดูรกรุงรัง ยกเว้นเจตนาสร้างโบเก้ และต้องให้เบลอมากๆจนฉากหลังละลาย หากฉากหลังรกเกินไปอาจเบี่ยงเป็นมุมอื่นหรือหาอะไรมาบังฉากหลังอย่างเช่าถุงดำ หรืออาจหยิบหรือโน้มเอากิ่งก้านที่รกให้หางออกไป แต่ห้ามตัดหรือหักออก ชาวมาโคร จะไม่ทำร้ายธรรมชาติเช่นภาพนี้

 

 

          1.3     ถ้าตัวแบบเป็นดอกไม้หากต้องการเก็บภาพทั้งดอกให้เลือกเอาดอกที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ถ้าไม่มีดอกที่สมบูรณ์ก็ถ่ายเจาะเฉพาะส่วนเอา เช่นภาพนี้

 

          1.4     จุดโฟกัสของตัวแบบถ้าเป็นดอกไม้ทั้งดอกควรเป็นที่เกสร ถ้าเป็นแมลงควรเป็นที่ตาเช่นภาพนี้

โฟกัสที่เกสร

  

โฟกัสที่ตา

 

         1.5     การวัดแสงให้วัดแสงที่ตัวแบบ ยิ่งแสงตกที่ตัวแบบแตกต่างกับแสงตกที่ฉากหลังมากๆ ยิ่งดีเพราะจะทำให้ตัวแบบเด่นมากขึ้น เช่นภาพนี้

 

          1.6     หากปรับตั้งค่าของกล้องในแบบแมนน่วน (M) ไม่ได้ ให้ปรับกล้องไปที่โหมดถ่ายมาโครที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปดอกไม้  แต่ถ้ากล้องปรับเป็นโหมด M ได้ให้ใช้โหมด M ตอนถ่ายให้กดชัตเตอร์ลงไปเพียง 1/3 ส่วนรอจังหวะจับโฟกัสให้ชัดเสียก่อน ส่วนกล้องที่ไม่ใช้โหมด M เมื่อกล้องหยุดหาโฟกัสแล้วให้กดค้างไว้ก่อนแล้วจัดตัวแบบให้อยู่ในกรอบตามที่ต้องการอีกที่ แต่ต้องเคลื่อนกล้องในแนวขนานกับตัวแบบนะถึงจะกดชัตเตอร์ต่อเบาๆให้สุด แล้วมือต้องให้นิ่งมากๆ ถ้ามือไม่นิ่งแนะนำให้ใช้ขาตั้งกล้องก็จะได้ภาพสวย เช่นภาพนี้ครับ

 

 

 

  2        ต่อไปมาดูวิธีจัดองค์ประกอบของภาพกันครับ คือภาพที่เราถ่ายจะอยู่ในกรอปสี่เหลี่ยมผืนผ้า          การวางจุดเด่นของภาพหรือตัวแบบแนะนำให้นำเอากฎ 3 ส่วนมาใช้  หรืออาจเลือกวางจุดเด่นของตัวแบบไว้ที่จุดตัด 9 ช่องตามนี้ครับ

         2.1     จุดวางตัวแบบตามกฎ 3 ส่วนคือให้วางจุดเด่นไว้ตามเส้นสีแดงเลือกเอาเส้นใดเส้นหนึ่งตามนี้ครับ

ตามแนวตั้ง

 

ตามแนวนอน

 

          2.2     จุดวางตัวแบบตามกฎ 9 ช่องคือให้วางจุดเด่นไว้ตามจุดตัดสีแดงเลือกเอาจุดใดจุดหนึ่งตามนี้ครับ

 

 

    การวางจุดเด่นของตัวแบบไม่เป็นกฎตายตัวว่าจะต้องวางตามที่กล่าวข้างต้นเสมอไป อาจวางไว้จุดกึ่งกลางก็ได้แล้วแต่ว่าเราจะสื่ออะไรแต่ถ้าไม่ต้องการสื่อความหมายอื่นแนะนำให้วางจุดเด่นของตัวแบบตามที่แนะนำจะทำให้ภาพดูน่ามองกว่าวางไว้กึ่งกลางภาพ ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้กับการถ่ายภาพทุกประเภทครับ

 

  3.       การถ่ายมาโครที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการทำให้ฉากหลังไม่รกรุงรัง ภาษามาโครคือการละลายฉากหลังหรือทำให้ฉากหลังเบลอก็มีวิธีง่ายๆครับ ให้ลองทำดังนี้

 


  

ตามภาพตัวอย่างนี้การวางกล้องตามรูปแบบที่กล่าวมาครับ

 

 

เมื่อถ่ายแล้วจะได้ภาพแบบนี้ครับ

 

 

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็เริ่มถ่ายมาโครได้แล้วครับ ทำตามวิธีที่แนะนำมาข้างต้นนี้เป็นก้าวแรกที่จะฝึกหัดถ่ายมาโคร ลองนำไปใช้ดูรับรองว่าท่านจะรักการถ่ายมาโครได้อีกมากครับ

 

แต่ที่จะแนะนำต่อไปนี้สำหรับก้าวต่อไปครับ จะอ่านก็ได้ครับไม่คิดตังค์เพิ่ม....ฮา......

4.       วิธีวัดแสง การวัดแสงแนะนำให้ใช้วัดแสงแบบเฉพาะจุด หรือ Spot Metering  (แต่บางท่านอาจใช้การวัดแสงแบบค่าเฉลี่ยกลางก็ไม่ผิด) การวัดแบบเฉพาะจุดให้วัดแสงตรงจุดที่ค่อนข้างมืดของตัวแบบที่จะถ่าย แต่เมื่อถ่ายมาแล้วเกิดส่วนที่สว่างกว่าโอเวอร์เกินให้ปรับค่าชดเชยให้อันเดอร์สัก 1-2 สต็อป แล้วถ่ายใหม่ หรือจะใช้วิธีปรับช่องรับแสงหรือเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ก็ตามแต่จะเลือกว่าต้องการความชัดลึกแค่ไหน

4.1     ทิศทางของแสง อันนี้สำคัญครับ ในการถ่ายภาพมาโครดอกไม้ไม่แนะนำให้ถ่ายในสภาพแสงที่มาจากด้านหน้าของตัวแบบ คือแสงที่มาจากหลังของเรานะครับ เพราะจะทำให้ภาพที่ถ่ายดูแบนไม่มีมิติ ขอแนะนำให้เลือกทิศทางของแสงที่ส่องมาจากด้านหน้าหรือด้านซ้ายหรือด้านขวาหรือด้านบนของกล้องครับ

เพราะการถ่ายภาพแบบนี้ จะมีเงาตกลงบนตัวแบบภาพจะมีมิติ ที่สวยดูโดดเด่นกว่า

4.2    ต่อไปเกี่ยวกับการเปิดหน้ากล้องหรือช่องรับแสงและการกำหนดความเร็วชัตเตอร์ อันนี้ใช้ได้เฉพาะ กล้อง DSLR. ส่วนกล้อง COMPACT อาจใช้ได้เป็นบางรุ่นครับ รุ่นไหนใช้ได้ให้ดูจากคู่มือ ซึ่งในการถ่ายภาพมาโคร  ผมขอแนะนำให้ใช้อยู่ 2 โหมด คือ

 

4.2.1 โหมด M (manual) คือปรับเองทั้งหมด เช่นช่องรับแสงกำหนดเอง ถ้าต้องการให้ช่องรับแสงกว้างๆก็ตั้งค่า F ให้น้องเช่น F 2.8 แต่ถ้าต้องการเปิดช่องรับแสงแคบๆ ก็ต้องตั้งค่า F ให้มาก เช่น F 22 คือให้ดูตรงค่า F ครับจำไว้ว่าตัวเลขน้อยช่องแสงกว้าง ตัวเลขมากช่องแสงแคบ และเราสามารถแก้ไขความเร็วชัตเตอร์ให้เหมาะสมได้เอง โดยอาจเพิ่มค่า ISO (ความไวแสง) หรือจะลดค่า F ก็จะได้ค่าความไวชัตเตอร์เพิ่มขึ้น ส่วนจะตั้งได้มากน้อยเพียงใดอยู่ที่คุณสมบัติของเลนส์แต่ละตัวครับ

 

4.2.2  โหมด A หรือ AV (Aperture priority) สำหรับโหมด A (AV) เป็นโหมดที่เราเป็นผู้เลือก ค่า F เอาเองแล้วโปรแกรมกล้องจะเลือกความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้  เนื่องจากเราต้องการควบคุมความชัดลึกหรือชัดตื้นให้ได้ตามที่เราต้องการ

ที่อธิบายมานี้เพื่อแลกกับสิ่งที่จะได้มากับการตั้งค่าช่องรับแสง ถ้าช่องรับแสงกว้างก็จะได้ความชัดตื้น แต่ถ้าช่องรับแสงแคบก็จะได้ความชัดลึก เพราะการกำหนดค่า F มีผลกับการเบลอฉากหลังหรือฉากหน้าครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาพมาโครจะใช้ช่องรับแสงแคบ อย่างของผมเวลาถ่ายผมจะเปิดช่องรับแสงตั้งแต่ F 8 ถึง F - 22 เพราะเลนส์ตัวที่ผมใช้มีความชัดมากที่สุด

แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนหลักการที่ว่า

 

  • ตัวแบบต้องคมชัด

  • กำจัดฉากหลังได้

  • จัดแบบได้ชวนมอง

หากไม่ได้ตามนี้ถึงไม่ล้างแม้จะไม่เหม็น....ฮิ.ฮิ...แต่ไม่จะงามครับ

และส่วนท้ายนี้ขอแนะนำอุปกรณ์เพิ่มเติมถ้าไม่กลัวหนักหรือเวลานำออกมาใช้ใครเห็นก็จะนึกในใจว่า อีตาบ้านี้มันทำอะไรวะ....ฮา... ก็ตามนี้เลยครับที่ผมจะนำมาติดกระเป๋ากล้องไปด้วยและได้ใช้บ่อย...ตอนใช้มีสาวแอบมองแล้วยิ้ม...คงนึกในใจว่า...ไอ้รูปหล่อนี้มันบ้าได้ที่.....ฮา....

  • กระจกสะท้อนแสง ขนาดพกพาเล็กๆ (ผมแอบขโมยตลับแป้งพัฟจากคนข้างกายมา..ฮิ.ฮิ...) ผมเอาไว้ส่องสะท้อนแสงแดดให้ตกไปยังตัวแบบ เพราะบางครั้งตัวแบบอยู่ในร่มเงาแสงตกไม่ถึง อันนี้แฟนซื้อแต่เราได้ฟรี...แฮ...

  • ถุงดำเพื่อไว้ใช้ทำให้ฉากหลังเป็นสีดำโดยเอาไปวางไว้หลังตัวแบบ กรณีที่ไม่อาจกำจัดฉากหลังได้จริงๆ และในยามฝนตกก็ใช้ป้องกันน้ำฝนแบบฉุกเฉินได้ด้วย หรือเวลาออกทริปถ่ายภาพหากมีเศษอาหารก็เอามาใส่แล้วนำกลับมาทิ้งถังขยะได้อีก นี้ดีนะเป็นแค่ถุงดำ...ถ้าเป็นสาว....ฮิ.ฮิ...รักตายเลยครับ

  • เชือกเส้นเล็กๆเอาไว้มัดกี่งไม้ในกรณีมีลมพัดแรงๆ เพื่อให้ตัวแบบนิ่งที่สุด เพราะลมเป็นอุปสรรคอย่างแรงกับการถ่ายมาโคร.....อันนี้ฟรี..จิง.จิง..เพราะเก็บมาจากผู้ใจบุญโยนทิ้งไว้ข้างทาง...ฮิ.ฮิ...

  • กระบอกฉีดน้ำฉีดเล็กๆ เพื่อไว้สร้างหยดน้ำเลียนแบบธรรมชาติ และเพื่อใส่ความชุ่มชื่นตอบแทนกลับให้ความงามที่ดอกไม้มอมแก่เรา...อันนี้ก็ฟรี..จากกระบอกยาสมุนไพร

  • ไฟฉายหลอด xenon สามารถปรับซูมขยายลำแสงได้ ใช้ถ่านไฟฉายขนาด AAA จำนวน 3 ก้อน ราคาประมาณ 300 บาท ผมเอาไว้ใช้แทนแสงแฟลชเพราะผมไม่ชอบการใช้แฟลชกลัวสะเทือนถึงดวงดาว ผมจึงถ่ายมาโครโดยอาศัยแสงจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ครับ.....อันนี้หละครับ....แอบซื้อ...กลัวแฟนบ่น....น่าสงสารเน่อะ...

อย่างเช่นภาพนี้ ผมถ่ายโดยใช้แสงจากไฟฉายที่ว่านี้ครับ

  

ส่วนภาพนี้แถมให้ครับเป็นแสงธรรมชาติ

หวังว่าคงได้หนุกหนานกับการถ่ายภาพมาโครนะครับ อ่านจบแล้วเริ่มได้เลยครับ ตัวแบบหาง่ายจะตายไป มีตั้งแต่ปลายไม้จิ้มฟันยันป่าเขาเขียวเลยหละ.....ฮิ.ฮิ....รับรองว่าโลกใบเล็กน่ามอง จิง.จิง.