GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

จาก KM สู่ LO ด้วย "KM Inside"

การแชร์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวคน ไม่ง่าย สิ่งที่อยู่ในใจคนทั่วไปคือ Share แล้ว ฉันได้อะไร ดังนั้น KS ที่ดี ต้องมีทั้งการให้และการรับ (Give & Take) ไปพร้อมๆกัน KS ไม่ใช่ Brainstroming ไม่ใช่การระดมความคิดเห็น แต่เป็นการ Share เรื่องเล่า ที่ทำจริง

            เมื่อวันที่ 21 กค.49  ในงานมหกรรม KM สู่ LO ภาคราชการ ในช่วงบ่ายก่อนปิดงาน   อ.ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ได้นำเสนอในลักษณะเป็นการสรุป สังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากการเรียนรู้ทั้งในห้องประชุม และจากนิทรรศการ  นำมาตกผลึกให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้เห็นภาพ KM  สู่ LO  ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในหัวข้อ จาก KM สู่ LO ด้วย KM Inside    ดิฉันขออนุญาตนำมาฝาก สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสร่วมงานในครั้งนี้ ดังนี้ค่ะ...

                              Pp2106062

                                อ.ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด

  •  ส่วนราชการจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องการจัดการความรู้ ตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 11 ระบุว่า ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ......
  • LO ตาม Model ของ Peter Senge   ในหนังสือ Fifth Discipline    มี 5 ประการ

          1. Share Vision    มีวิสัยทัศน์ร่วม           (ระดับองค์กร)

          2. Team Learning    เรียนรู้จากกันและกัน   (ระดับกลุ่ม)

          3. Personal Mastery   ไฝ่รู้ มุ่งมั่นพัฒนาตน   (ระดับปัจเจก)

                                             เน้นพัฒนาศักยภาพของแต่ละคน             

          4. Mental Model           ฝึกฝนสร้างแผนที่ความคิด

          5. System  Thinking      ไม่ยึดติด  เห็นความเชื่อมโยง 

         ต้องพัฒนาทั้ง 5 ตัวนี้  เมื่อทำ KM  จะไปสู่ LO เป็นจริงได้    ถ้าไม่ทำ KM  LO  จะเป็นเพียงความมุ่งหวัง 

  • KM ในวันนี้ ไม่ใช่ KM ที่ลอยๆ  แต่

          (1)  เป็น KM ที่ เชื่อมข้างบน กับข้างล่าง  คือ เชื่อม Strategy กับ HRD   

               -เป็น KM ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากร เพื่อนำไปสู่ เป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือยุทธศาสตร์ขององค์กรนั่นเอง

           (2) เป็น KM ที่ เชื่อมข้างซ้าย กับข้างขวา  คือ เชื่อม Explicit Kกับ Tacit K.

              -   Explicit K.  คือ  วิชาการ หลักวิชา  เป็นทฤษฎี ( Theory ) ปริยัติ  มาจากการสังเคราะห์ วิจัย ใช้สมอง (Intellectual)  เป็นกฎเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนที่ผ่านการพิสูจน์ แต่ Tacit K.  เป็นภูมิปัญญา เคล็ดวิชา  มาจากการปฏิบัติ (Practice) ประสบการณ์  มาจากวิจารณญาณ ใช้ปฏิภาณ (Intelligence)  เป็นเทคนิคเฉพาะตัว เป็นลูกเล่นของแต่ละคน

              - สาเหตุที่ KM ส่วนใหญ่ ไร้พลัง และไม่สมดุล  เพราะ จัดการแต่ฝั่งซ้าย คือ  Explicit K.   จะต้องจัดการทั้ง Explicit K. และ  Tacit K.   แท้จริงแล้ว Explicit K. และ  Tacit K.  หมุนเวียนตลอด เหมือนน้ำระเหยกลายไปไอ  แล้วกลับมาเป็นน้ำอีก หมุนเวียนตลอด

            (3)  เป็น KM ที่ เชื่อมข้างหน้า กับข้างหลัง  คือ เชื่อม ระบบ กับ คน

                           Pp2106061

                 - ข้างหน้าเห็นได้ชัด คือ ระบบเทคโนโลยี ICT  ข้างหลัง เห็นไม่ชัด คือ คน และการเรียนรู้

                 - การแชร์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวคน ไม่ง่าย  สิ่งที่อยู่ในใจคนทั่วไปคือ Share แล้ว ฉันได้อะไร  ดังนั้น KS  ที่ดี ต้องมีทั้งการให้และการรับ (Give & Take)  ไปพร้อมๆกัน  KS  ไม่ใช่ Brainstroming  ไม่ใช่การระดมความคิดเห็น แต่เป็นการ Share เรื่องเล่า ที่ทำจริง  ต้องมีคุณอำนวย ช่วยแคะ ตั้งคำถาม ลงลึกไปเรื่อยๆ จะได้เคล็ดลับ ถ้าไม่มีคุณอำนวย จะได้เรื่องเล่าแค่ผิวๆ  ต้องเน้นการพัฒนาคุณอำนวยด้วย  ความสัมพันธ์ที่ดี จะช่วยให้การ Share มีสีสัน  คนส่วนใหญ่จะ Share  Explicit  น่าเสียดาย

                            Pp2106065

               -คลังความรู้ที่ดี ต้องมีทั้ง  Explicit K.  ประเด็น คำแนะนำ  และ Tacit  K.     เรื่องเล่า คำพูด

  • KM Inside  จะทำให้เข้าใกล้  LO  ได้ ต้องดูว่า

         "หัวปลา"   

          - KV  ต้องเชื่อมต่อกับภาพใหญ่  ต้องได้ Output, Outcome   

          -ต้องเข้าใจบทบาท "คุณเอื้อ"  ต้อง ดม และ ชม

          -ต้องใช้ภาะวะผู้นำ ในทุกระดับ

        "ตัวปลา"

          - KS  สิ่งที่เป็น Tacit K. 

          -ทำให้ได้คิด และสร้างแรงบันดาลใจ

          -ให้ "คุณอำนวย" ช่วยกระตุ้น และหมุน "เกลียวความรู้"

         "หางปลา"

         - KA  ได้มาจาก"คุณกิจ" ตัวจริง

         -มีทั้งส่วนที่เป็น Explicit K. และ Tacit K.

         -มีระบบเทคโนโลยีที่ทำให้เข้าถึงได้ง่าย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

  • KM Inside  ประกอบด้วย 

          3 กระบวนการ  คือ   

          1. เชื่อมต่อกับภาพใหญ่  ( KV + Strategy Mgt.)

          2. เปิดใจเรียนรู้ (KS + Personal Development)

          3. นำสู่การใช้ประโยชน์ (KA + Knowledge Dissemination)

          6 ปัจจัย

           4. บทบาทที่สำคัญ (ของคุณเอื้อ)

           5. ทักษะที่จำเป็น (ของคุณอำนวย)

           6. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ (ของคุณกิจ) 

           7. ภาวะผู้นำ (ที่ส่งเสริม การทำ KM)

           8. บรรยากาศ (ที่เอื้อต่อการ ลปรร.)

           9. ขีดความสามารถ (เชิงระบบ/ด้านเทคโนโลยี)

          และ 10.  ผลผลัพธ์ และผลกระทบที่ได้จากการทำ KM

                       Pp2106066

                   อ.ดร.ประพนธ์ ได้สรุปในตอนท้ายว่า....  การทำ KM ต้องทำให้เนียนอยู่ในเนื้องาน  ไม่ทำ KM  แยกออกเป็นก้อนๆ ทำให้เพิ่มภาระงาน เหมือนก้อนหินที่ต้องแบกเพิ่มขึ้น ดังภาพ                              

                                   Pp2106063

                                  Pp2106064  

             บันทึกมา ลปรร.ค่ะ..

             นันทา ติงสมบัติยุทธ์

             22 กค.49 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): kmlo
หมายเลขบันทึก: 40302
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

  • ขอบพระคุณมากครับ

ขอบคุณมากมายเลยค่ะ

กำลังศึกษาอยู่พอดี

ขอบคุณนะค่ะ