ความสำคัญ : ทุกกลุ่มคนมีการปฏิบัติศิลปะ สื่อ และเป็นนักเทคโนโลยีการศึกษาระดับปฏิบัติอยู่แล้ว
ท่ามกลางสภาพสังคมที่ขยายตัวอย่างซับซ้อน อีกทั้งมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสื่อสารและการใช้ความรู้ ตลอดจนการใช้ข้อมูลข่าวสารทั้งเพื่อการทำงานและการดำเนินชีวิต เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สื่อ การนำเสนอ และการถ่ายทอดสื่อสาร เป็นเครื่องมือและวิธีจัดการความรู้อย่างหนึ่งที่จะช่วยบริหารจัดการและดำเนินการในองค์ประกอบดังกล่าวนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆดังที่เราต้องการได้ดีที่สุด
ทว่า การดำเนินงานและการปฏิบัติทางด้านสื่อและการสื่อสารเรียนรู้ ในระดับการใช้ทำงานกับภาคสาธารณะในระดับต่างๆนั้น เป็นความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หากมีความจำเป็นและมีความต้องการเรียนรู้ ก็จะต้องไปศึกษาเรียนรู้อย่างเป็นการเฉพาะ ทำให้คนทำงานและบุคลากรประจำการทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งไม่ได้ต้องการเป็นมืออาชีพทางด้านนี้ แต่ต้องการนำมาเพิ่มพูนคุณภาพการทำงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตจากการงานและการดำเนินชีวิตของตนเอง ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เพียงพอต่อการนำไปใช้ปฏิบัติ

การถอดบทเรียนแบบเสริมพลังผสมผสานไปกับการทำงานของคนทำงานสาขาต่างๆ รวมไปจนถึงชาวบ้าน กลุ่มการรวมตัวของปัจเจก ตลอดจนชุมชนต่างๆ จะเป็นหนทางหนึ่งในการจัดการความรู้และเพิ่มพูนขีดความสามารถดังกล่าวนี้ให้บังเกิดขึ้นแก่พลเมือง ชุมชน และองค์กรที่ทำงานกับสาธารณะ
๑. ลักษณะปัญหาและความจำเป็นที่เหมาะสมกับการถอดบทเรียนแบบเสริมพลังด้านสื่อ กิจกรรมและการดำเนินงานที่เหมาะสมกับการถอดบทเรียนแบบเสริมพลังด้านสื่อ ถ่ายทอด การนำเสนอ และการสื่อสารเพื่อสร้างพลังการเรียนรู้นั้น ควรเลือกกิจกรรมที่มีลักษณะดังนี้
- มุ่งแก้ปัญหาพร้อมกับเรียนรู้การปฏิบัติ ผสมผสานการเรียนรู้สิ่งใหม่และการพัฒนาคนไปกับการทำงาน หากแยกการอบรมและการสร้างหลักสูตรพัฒนาคนหรือการพัฒนาองค์กรแยกส่วนออกจากงานประจำ จะไม่สนองตอบต่อความจำเป็น อีกทั้งบุคลากรไม่สามารถจะแยกส่วนออกจากการทำงานได้
- กิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างคนและสร้างภาวะผู้นำเป็นกลุ่ม ทำให้มีความจำเป็นในอันที่จะต้องพัฒนากระบวนการสื่อสารและสร้างความไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารภายในกลุ่ม
- มีผู้ปฏิบัติหลากหลายสาขา ต้องอาศัยความสำเร็จจากความร่วมมือของผู้ปฏิบัติที่มีความแตกต่างกันหลายมิติ หากผูกขาดบทบาทต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเน้นการใช้ความรู้ที่มีศูนย์กลางไปในทางส่งเสริมกลุ่มคนออกไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะลดความสำคัญของประเด็นส่วนรวมไปอีกหลายด้าน
- โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะปัญหาและความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และมีความเข้าใจเพื่อการปฏิบัติร่วมกันได้เป็นอย่างดี

๒.ปัจจัยและองค์ประกอบความสำเร็จที่ควรคำนึงถึง
๑ การเลือกประเด็นและระบุปัญหาที่ใช้ได้ในชีวิตจริง : การแก้ปัญหาจากของจริงในการดำเนินชีวิต การทำงาน การประกอบอาชีพการงาน รวมทั้งการพัฒนาการศึกษาอบรมตนเอง โดยเฉพาะในด้าน Communication and Practical Skills Improvement
๒ กลุ่มผู้ปฏิบัติหลากหลายสาขาและรักการเป็นผู้เรียนรู้ : การถอดบทเรียนเป็นการดึงเอาข้อมูลชีวิตที่ได้จากประสบการณ์การปฏิบัติ เน้นความรู้ที่เชื่อมโยงมิติชีวิตและความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนจิตวิญญาณที่งอกงามและเติบโตไปกับการปฏิบัติ หากนำเอาความรู้และความคิด ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ทฤษฎีจากประสบการณ์ของผู้อื่นหรือแหล่งความรู้ที่ไม่ได้ผ่านบริบทของผู้ปฏิบัติ ก็จะไม่ได้ผลที่ดี
๓ วิทยากรกระบวนการที่บูรณาอยู่ในตนเองทางศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ในระดับปฏิบัติและลงมือได้ : โลกความเป็นจริงทางศิลปะ เป็นด้าน Solf Science รวมทั้งโดยมากแล้วจะอิงอยู่กับมิติด้านในของมนุษย์ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้และเข้าถึงตนเองออกจากด้านใน ไม่สามารถคิดและทำความรู้จักให้ซาบซึ้งได้ดีนักด้วยการเรียนรู้ผ่านวิถีความรู้อย่างอื่น ขณะเดียวกัน ศาสตร์และการมีบทบาทต่อสังคมของสาขาอื่นก็มีธรรมชาติจำเพาะของตนเอง การผสมผสานกันจึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่อยู่นอกความเป็นสาขาแยกส่วน หากไม่สามารถบูรณาการทั้งหมดให้สะท้อนอยู่ในพื้นฐานการปฏิบัติของตนเองด้วย ก็จะไม่สามารถสร้างความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ผ่านการใช้เครื่องมือและวิธีการทางศิลปะอย่างมีประสิทธิภาพได้
๔ สถานที่ การจัดบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเข้มข้น : สถานที่และบรรยากาศแวดล้อมที่จะให้ผลดีควรเอื้อต่อการทำกิจกรรมปฏิบัติ ไม่มีภาษาพิธีกรรม มีบริเวณสำหรับเคลื่อนไหว ลุก นั่ง เคลื่อนย้ายสิ่งของและปรับเปลี่ยนรูปแบบห้องได้ง่าย แสงสว่างเพียงพอ ดิสเพลย์กระดาษ สื่อ และผลการทำงานได้หลากหลาย สื่อและโสตทัศนูปกรณ์พร้อมและยืดหยุ่นต่อการใช้งานหลายแบบ
๕ จุดหมาย คำถาม การจัดกระบวนการ และการจัดเงื่อนไข: ดำเนินการให้สถานการณ์การทำงานและการเรียนรู้อย่างมีเหตุผล จริงใจ บริสุทธิ์ใจ ศึกษาข้อมูลและรอบรู้ สนองตอบและมีจิตวิญญาณความเป็นครู มุ่งให้ผู้อื่นได้รู้ ได้ความคิด ได้พัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ได้ความงอกงามจากการทำงานอยู่เสมอ
๖ ทีมอำนวยความสะดวกและส่งเสริมความเป็นชุมชนเรียนรู้ : มีความกระตือรือร้น ทักษะการมีส่วนร่วมและการแสดงออกเหมาะสมต่อกาลเทศะ มีชีวิตชีวา มีทักษะการเป็นเพื่อนร่วมคิด การสะท้อนเพื่อให้ความคิดความบันดาลใจ
๗ สื่อและสิ่งแวดล้อมสนับสนุนการเรียนรู้อย่างหลากหลาย : ให้ความสำคัญกับความมีเงื่อนไขชีวิตไม่เหมือนกันของผู้คน บางคนชอบความเรียบง่าย บางคนชอบความทันสมัย บางคนชอบการพึ่งตนเองได้มากที่สุดของปัจเจก บางคนชอบการเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับคนและแหล่งวิทยาการที่มีข้อมูลข่าวสารน่าสนใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หากจัดการให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในเวทีอย่างมีความหมาย ก็จะเป็นปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง เช่น มีเอกสารและสื่อที่ดี มีบอร์ดและมุมนิทรรศการที่ทำอย่างมีความหมาย มีมุมนั่งและยืนแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลาย
๘ การจัดกิจกรรมกระตุ้นความตื่นตัวต่อการทำงานและเรียนรู้ : มีกิจกรรมที่สร้างความตื่นตัว การผ่อนคลาย การสร้างสุขภาพ การสร้างความบันดาลใจ สอดแทรกอยู่ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ก็จะเพิ่มความสำเร็จในกระบวนการถอดบทเรียนมากยิ่งๆขึ้น
๓. ลักษณะกลุ่มคนและองค์กร ที่เหมาะสม
ควรเลือกกลุ่มและองค์กรที่มีบทบาทในการบริการแก่สาธารณะหรือมีความจำเป็นต้องทำงานผ่านการสื่อสารและสร้างความเข้าใจแก่ผู้อื่น รวมทั้งหน่วยงานและองค์กรที่มีบทบาทหน้าที่ต้องใช้ความรู้และการสื่อสารกับสังคม เป็นเนื้อหาของการทำงาน เช่น หน่วยงานและองค์กรชุมชน หน่วยงานและองค์กรท้องถิ่น โรงเรียนและสถานศึกษา คนทำงานในหน่วยงานต่างๆของมหาวิทยาลัย คนทำงานในหน่วยงานและองค์กรภาครัฐที่ต้องการปฏิรูปวิถีการทำงานสู่การเดินเข้าหาประชาชน สร้างความร่วมมือด้วยการสื่อสารสร้างความเข้าใจและสร้างพลังความรู้ในการตัดสินใจของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนทำงานภาคปฏิบัติและชุมชน ตลอดจนปัจเจก ที่ดำเนินชีวิตหรือทำงานที่เป็นความริเริ่มหรือเป็นทางเลือกนอกความเป็นกระแสหลัก ซึ่งการดำเนินชีวิตและการทำงานในลักษณะดังกล่าวนี้ หากไม่มีเครื่องมือและวิธีการจัดการความรู้เข้าไปช่วยส่งเสริม ก็จะเป็นสิ่งที่อยู่ชายขอบและเป็นพลังส่วนน้อยของสังคม ไม่มีกำลังและวิธีจัดการให้เป็นตัวเลือกที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้กลุ่มผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวอ่อนแอและทำความสนใจของตนเองให้มีความต้อเนื่องได้ยากแล้ว สังคมส่วนรวมก็เสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้และเกิดความเปลี่ยนแปลงไปกับทางเลือกและความริเริ่มใหม่ๆ ให้ได้ความงอกงามและก่อเกิดสุขภาวะได้มากยิ่งๆขึ้นอีกด้วย
ลักษณะปัญหาและกลุ่มผู้ปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวนี้ หากได้รับการถอดบทเรียนแบบเสริมพลังด้านสื่อและการสื่อสารเรียนรู้กับสาธารณะทั้งภายในชุมชนและองค์กรตนเองและกับสังคมส่วนรวม ก็จะได้ประโยชน์และบังเกิดผลที่ดีได้มากที่สุด
๔. คำถามและประเด็นการถอดบทเรียนเสริมพลังด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ชุมชน
ชุมชนผู้ปฏิบัติ ตลอดจนองค์กร หน่วยงาน และกลุ่มสนใจกลุ่มต่างๆ ที่ทำงานประเด็นส่วนรวมในด้านอื่น จะมีการปฏิบัติและการทำงานด้านสื่อ การสื่อสาร การนำเสนอและถ่ายทอด ตลอดจนการใช้สื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเรียนรู้ที่เป็นไปเองอย่างลองผิดลองถูก อีกทั้งอาจเห็นว่าเป็นสาขาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมทั้งความเป็นเครื่องมือเชิงกลไก ที่ต้องใช้ทักษะจำเพาะบางอย่างเพิ่มขึ้นมา เหล่านี้ ก็มักจะทำให้คนทั่วไปไม่มีความพยายามที่จะเรียนรู้และเห็นความสำคัญว่า สื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเรียนรู้นั้น เป็นเครื่องมือและวิธีการขยายขีดความสามารถทางด้านการเรียนรู้อย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะคนทำงานในท่ามกลางสังคมและสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้และทำได้อยู่ในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว ดังนั้น การถอดบทเรียนให้คนทำงานในวงการต่างๆทุกสาขาได้รู้จักและได้เรียนรู้ขึ้นจากการงานของตนเองนั่นเอง ก็จะทำให้คนทำงานทุกสาขาได้เครื่องมือแะวิธีการขยาดขีดความสามารถในการจัดการความรู้ สื่อสาร และสร้างปฏิสัมพันธ์กับโลกกว้าง ที่ขยายผลออกมาจากตนเอง ได้อย่างมีพลังมากยิ่งๆขึ้น
ในบางสถานการณ์นั้น คนทำสื่อ คนทำงานศิลปะ ตลอดจนนักเทคโนโลยีทางการศึกษาในสาขาต่างๆ หากทำงานบริการทางวิชาชีพแก่กลุ่มคนและองค์กรต่างๆอย่างเดียว ก็อาจจะเพียงพอแก่การทำงาน แต่ในหลายปัญหาและในหลายสถานการณ์ความจำเป็นของสังคมนั้น อาจจะมีความซับซ้อนและหลากหลาย ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความสามารถร่วมเป็นปัจจัยมนุษย์เพื่อการแกห้ปัญหาอย่างมีความหมาย ซึ่งในสภาวการณ์ดังกล่าว การจัดการความรู้โดยทำให้สิ่งที่ท่านทำได้ ถ่ายทอดให้คนทำงานในสาขานั้นๆสามารถคิดและทำได้ด้วยตัวเขาเองด้วยในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็พอได้วิธีคิด วิธีมอง วิธีพูดติดต่อประสานงาน วิธีหาแหล่งผลิตและสนับสนุนที่ได้คุณภาพสูงเยี่ยงผู้ที่เลือกสรรวิทยาการและเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้สังคมมีวิธีจัดการความรู้ที่เสริมกำลังการปฏิบัติของตนเองได้อย่างทัดเทียมกับสังคมโลกในยุคข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องให้ความสำคัญและความสมดุลในทุกด้านทั้งความเป็นโลกาภิวัตน์และความเป็นท้องถิ่น

ประเด็นคำถามเพื่อถอดบทเรียนเสริมพลังด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ชุมชน ให้แก่กลุ่มคนทำงานสาขาต่างๆ ตลอดจนชุมชน ผู้นำชุมชน และกลุ่มการรวมตัวตามประเด็นความสนใจต่างๆของภาคประชาชน ควรตั้งคำถามที่จะนำไปสู่การออกแบบกระบวนการให้ครอบคลุม ๔ มิติ ซึ่งถ้าหากเปรียบเป็นแบบสอบถาม ก็เหมือนกับเป็นแบบสอบถาม ๔ ตอน ภายใต้ประเด็นหลักแต่ละมิติ อันๆได้แก่
๑) การเรียนรู้ภาพรวม : การออกแบบกระบวนการเพื่อทบทวนตนเองโดยทั่วไปให้ต่อเนื่อง สำรวจการทำงาน ทำความแยบคายกับประสบการณ์ เห็นสถานการณ์และสถานะของงาน ตัวอย่างการตั้งคำถามและจัดกระบวนการเพื่อให้กลุ่มระดมความคิดหรือปฏิบัติทำความเป็นจริงให้ปรากฏดังที่ต้องการ
เช่น การดำเนินงานในระยะที่ผ่านมาของ..... มุ่งสนองตอบความต้องการและความจำเป็นต่างๆอย่างไร คาดว่าจะเกิดผลอย่างไร เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่งบ้างแล้วได้ก่อเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ปัจจัยบวกและปัจจัยแห่งความสำเร็จเป็นอย่างไร ปัจจัยลบและปัญหาอุปสรรคเป็นอย่างไร
๒) การพิจารณามิติการศึกษาเรียนรู้และความเป็นองค์กรเรียนรู้ : การออกแบบกระบวนการเพื่อวิเคราะห์มิติการเรียนรู้และการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภายในองค์กรและเพื่อขยายผลสู่สังคมออกจากผลงานและบทเรียนขององค์กร ตลอดจนกลุ่มก้อนและการรวมตัวกันของประชาชน
เช่น การดำเนินงานที่ผ่านมาของ.... นั้น กระบวนการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การสื่อสารเรียนรู้ และการเผยแพร่สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ทั้งภายในองค์กร และระหว่างองค์กรกับภายนอก เป็นอย่างไร การดำเนินการที่มีบทบาทต่อการเป็นปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จขององค์กรดังกล่าว ประกอบด้วยกรณีอะไรบ้าง
๓) การนำเอาประสบการณ์ที่มีมาพิจารณาให้เห็นประเด็นสื่อ ศิลปะ และเทคโนโลยีช่วยจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการของคนทุกสาขา : การวิเคราะห์ปัจจัยดำเนินการและสิ่งที่ใช้แก้ปัญหาทางการปฏิบัติเพื่อสารความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ นำเสนอบทเรียน เผยแพร่สื่อสาร
เช่น กรณีการดำเนินการ เรื่อง........ซึ่งทำให้สามารถบรรลุจุดหมายการทำงานนั้น มีกระบวนการสื่อสารเรียนรู้กับสังคม บันทึกความรู้และจัดการความรู้เพื่อจุดหมายต่างๆ อะไรบ้าง
จากนั้น ก็นำเอาประเด็นการทำงานจริง ย้อนกลับไปตั้งเป็นหัวข้อ และตั้งคำถามเพื่อถอดบทเรียนให้ตลอดกระบวนการอีก ดำเนินการไปตามเงื่อนไขของเวที และสามารถดำเนินการต่อในครั้งอื่นๆ ให้มีความคืบหน้าไปกับการทำงานจริง
๔) การสร้างความรู้และบทเรียนของผู้ปฏิบัติ : การระบุผลความสำเร็จ การสรุปบทเรียน การจัดเก็บรวบรวมความรู้และบทเรียนการปฏิบัติเพื่อเป็นความรู้ขององค์กรและพัฒนาต่อๆไป
การออกแบบให้ครอบคลุมมิติการจัดการความรู้ลงไปบนประสบการณ์ของคนทำงานในทุกสาขา เพื่อจัดกระบวนการให้เป็นการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา ในลักษณะนี้ จะมีลักษะเป็นแนวหนึ่งของการเรียนรู้บนกระบวนการวิจัย หรือเป็น Research-Based Learning Process
ดังนั้น วิทยากรกระบวนการต้องมีศิลปะในการตั้งคำถามให้เหมาะสมกับระดับของกลุ่มและเวที เหมือนกับการพัฒนาแบบสอบถามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูบลมาสร้างความรุ็นั่นเอง ทว่า ในกรณีนี้ กลุ่มผู้อยู่ในกระบวนการทุกคน ต้องร่วมเป็นทั้งผู้ตั้งคำถามตนเองในกลุ่ม จากนั้นก็หาวิธีตอบผ่านการเรียนรู้ด้วยกันหลายชั้น ด้วยการรวบรวมประสบการณ์ วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ความรู้พอเพียงสำหรับนำกลับไปใช้ทำงาน พร้อมกับทำงานและดำเนินชีวิตผลิตความรู้และภูมิปัญญาปฏิบัติควบคู่ไปด้วย ทุกกิจกรรมและทุกกลุ่มปฏิบัติ ก็จะสามารถถอดบทเรียนและสร้างความรู้ด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ชุมชน สะสมขึ้นจากความสำเร็จในงานต่างๆของทุกสาขาไปด้วยได้เป็นอย่างดี
๕. การเตรียมเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์
การเตรียมวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ มีความสำคัญมากสำหรับผู้จัดประชุมและวิทบากรที่ดำเนินการ ทั้งในแง่ของการใช้งบประมาณ ทรัพยากร สื่อและเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด และในแง่ของการก่อให้เกิดผลสำเร็จของการจัดเวทีเรียนรู้หรือการจัดประชุม ซึ่งคนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้และไม่รู้ว่าจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะต้องจัดหาสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้อง ข้อมูลและบทเรียนเหล่านี้จึงจะเป็นประโยชน์สำหรับคนทำงาน
๑) บอร์ดขาตั้ง สำหรับกลุ่มย่อยกลุ่มละ ๑ บอร์ดและสำหรับวิทยากร ๑-๓ บอร์ด
๒) กระดาษปรู๊พแบบไม่ดูดซับสีมากแผ่นใหญ่กลุ่มละ ๑๒ แผ่น
๓) ตัวหนีบกระดาษขนาดใหญ่ สำหรับหนีบกระดาษกับบอร์ดขาตั้ง บอร์ดละ ๒ ตัว
๔) ปากกาอาร์ตไลน์หรือปากกาปากสักหลาด [๑][๒]
๕) เทปกระดาษหนังไก่ ขนาด ๑ นิ้ว ๑-๒ ม้วน หรือตามความต้องการ สำหรับติดกระดาษตามบอร์ดและผนัง
๖. ขั้นตอนและการดำเนินการ
๑) บอกจุดหมายและหลักคิดในภาพรวม เตรียมการรับรู้ จัดวางวิธีคิดและให้แนวปฏิบัติในกรอบใหม่ๆที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ผ่านการถอดบทเรียน
๒) สร้างความคุ้นเคยและให้ทักษะการเรียนรู้เป็นกลุ่มที่สำคัญและมีความหมายต่อการถอดบทเรียนในลำดับต่อๆไป เช่น การให้แนะตนเองด้วยการวาดรูปและนั่งถ่ายทอดห้ผู้อื่นฟัง เพื่อเป็นโอกาสสร้างความรู้จักกัน พร้อมกับได้ทักษะการพูด ฟัง และสื่อสารด้วยการวาดรูปและได้ภาษาศิลปะเพิ่มขึ้นไปด้วย
๓) บอกวัตถุประสงค์และผลที่ต้องการของกิจกรรมย่อย คำถามและสิ่งที่กลุ่มต้องถอดบทเรียน ตอบคำถามด้วยตนเอง และนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไป
๔) ให้แนวคิด เงื่อนไขการปฏิบัติ วัสดุอุปกรณ์ ทรัพยากร เวลา การอำนวยความสะดวก ข้อตกลง
๕) มอบกิจกรรมและให้ผู้ร่วมประชุมและผู้ร่วมเวทีถอดบทเรียนด้วยการวาดรูป
๖) นำเสนอ
๗) ขั้นตอน ๒ ถึง ๖ ดำเนินการหลายรอบตามจำนวนประเด็นกิจกรรมที่ต้องการ
๘) อภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้
๙) สรุป สะท้อนหลักวิชา เสริมความรู้ และให้ข้อมูลตามความจำเป็นที่เกิดขึ้น
๗. การประเมินผลและเสริมพลังการเรียนรู้
ควรประเมินผลโดยโดยดูจากผลงานที่จะสามารถนำไปใช้ต่อไปได้ ที่สำคัญ คือ
๑) ภาพรวมของการดำเนินงานและบทเรียนจากประสบการณ์ทั่งไป ความหลากหลายของมิติที่นำมาพิจาณรา ประเด็นความเชื่อมโยงกับความเป็นท้องถิ่นและความเป็นส่วนรวม ทั้งที่กำกับโดยแผนงานขององค์กร หรือความร่วมสมัยกับประเด็นสาธารณะของสังคมในกรอบต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยบ่งชี้ความรู้ในงานปฏิบัติและการเรียนรู้ทางสังคม ว่ามีระยะห่างหรือมีความใกล้ชิดมากน้อยเพียงใดแล้ว เป็นการเห็นบริบทและสภาพแวดล้อมของการถอดบทเรียนเฉพาะด้าน
๒) ความมีโครงสร้างเนื้อหาเพื่อนำไปผลิตเป็นเอกสารบทเรียน เอกสารความรู้ สื่อเผยแพร่ขายผล ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน
๓) ความมีหลักฐานและความเชื่อมโยงกับการปฏิบัติ ไม่ใช่นำเอาความคิดและความรู้ทั่วไปมาสะท้อนลงไปบนเวที
๔) แผนงานและข้อเสนอเพื่อดำเนินการต่อไป รวมทั้งการจัดกระบวนการสั้นๆเพื่อทำ Re-Entry Plan ให้เป็นทั้งวิธีทำ Synthesis Evaulation และการได้ถอดบทเรียนวางแผนอนาคตตนเอง ซึ่งบ่งชี้ความคาดหวังและการเรียนรู้ระดับแนวคิดเพื่อการประยุกต์ใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นจากเวทีสู่การทำงานและการดำเนินชีวิต
๕) การร่วมกันสะท้อนและถอดบทเรียนตนเองของเวที ซึ่งจะบ่งชี้การพัฒนาการเรียนรู้และความซาบซึ้งจากสิ่งที่ได้มีส่วนร่วมจากเวที
๘. เคล็ดวิชาและศิลปะการดำเนินการ : Facilitator's Tips
๑) ทำเองอย่างมั่นใจ : ศิลปะในแนวการทำงานดังกล่าวนี้ ต้องมุ่งให้ความงามออกมาจากใจ ไม่ต้องกังวลทักษะฝีมือและองค์ประกอบแสดงความเป็นศิลปะภายนอก เพราะจะทำให้ไม่กล้าทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง อีกทั้งโดยวิธีนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะเกิดตามมาทีหลัง และยิ่งทำบ่อยก็จะยิ่งมั่นใจและมีความชำนาญ เป็นเครื่องมือและวิธีทำงานกับกลุ่มคนได้ดียิ่งๆขึ้น
๒) ยืดหยุ่นต่อกาลเทศะ : ผสมผสานกับสถานการณ์การเรียนรู้และบรรยากาศของเวทีอย่างกลมกลืน เพราะพลังของศิลปะและการสื่อสารเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวนี้จะอยู่ในบริบทของสถานการณ์ ซึ่งผู้ที่มีส่วนร่วมเท่านั้นจึงจะสามารถสื่อและเข้าถึงได้ หากหลุดไปจากสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็จะไม่มีความหมายที่ผุดขึ้นจำเพาะในเวที
๓) แสดงผลในเวที : ติดตั้งผลงานการวาดรูปและใช้ศิลปะเป็นวิธีการระดมความคิด ให้เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศเวทีถอดบทเรียน รกๆและเกะกะอย่างเป็นธรรมชาติก็ไม่เป็นไร ซึ่งจะทำให้เห็นรูปธรรมของการทำงานบนเวทีที่คืบหน้าและเพิ่มพูนขึ้นจากความริเริ่มและการแสดงออกทางการปฏิบัติของทุกคน
๔) เลือกสรรอย่างใส่ใจและเรียนรู้ : พิถีพิถันในการเลือกวัสดุและกิจกรรมให้สะท้อนบุคลิกของงานและสภาพแวดล้อมทางสังคม ตลอดจนกลุ่มคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งรวมถึงทีมวิทยากรกระบวนการเอง
๕) ลดเอกสารและเพิ่มกระบวนการที่ดี : ความรู้ชนิดนี้เป็นความรู้ที่ต้องครอบคลุมถึงมิติ Psychomotor และ Practical-Intellectual Skills ดังนั้น ความรู้และตัวปัญญาจึงอยู่ในผลงานปฏิบัติ ฝีมือ และการปฏิบัติได้ จึงอย่ามุ่งเน้นงานเอกสารและความรู้ชนิดที่อยู่ในเอกสาร ควรเน้นการถอดบทเรียนการปฏิบัติและวิธีจัดกระบวนการให้ Tacit Knowledge จากแหล่งหนึ่งเข้าไปเป็น Tacit Knowledge ให้ได้บนเวที
........................................................................................................................................................................
อ้างอิงและบทความสำหรับอ่านศึกษาเพิ่มเติม
[๑] วิรัตน์ คำศรีจันทร์. รู้จักใช้และรู้จักหา ปากกา ฟลิปชาร์ต บอร์ด : สื่อปฏิสัมพันธ์เพื่อพลังการเรียนรู้ ในเว๊บบล๊อก สื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการศึกษา
[๒] วิรัตน์ คำศรีจันทร์. Cross-Cultural Interactive Learning Method : ฟลิปชาร์ต ปากกา ในเว๊บบล๊อก สื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการศึกษา
รุ่นพี่ ... อาจารย์วิรัตน์ ครับ ;)
ผมมีคำถาม ...
ทำอย่างไรจึงได้คิดและเขียนบันทึกได้มีตรรกะขนาดนี้ครับเนี่ย
คิดเป็นขั้นตอน คิดเป็นลำดับขั้น
เอ ผมคิดไม่ค่อยได้แบบนี้สักที
แถมยังย้าว ยาว ด้วย ;)
สวัสดีครับอาจารย์ Wasawat Deemarn ครับ
ขอบคุณครับท่านพี่ วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ;)
ตะกี้ถามที่ทำงาน และกลับมารับคำตอบที่บ้านครับ
อิ่มแล้ว คิดว่า สบายดีครับ ;)
สวัสดีครับอาจารย์ขจิตครับ
ขอบคุณมากค่ะ..เป็นประโยชน์ต่อการทำงานมาก..พี่ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อนะคะ..
มังกรไฟทะยานอยู่บนท้องฟ้าเหนือตึกใกล้ SCB ค่ะ..
สวัสดีครับอาจารย์วิรัตน์
ผมขอชื่นชมในแนวความคิดของอาจารย์วิรัตน์ที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเองมีแนวความคิดเชิงสร้างสรรค์ในด้านชุมชน การศึกษา ซึ่งเท่าที่สัมผัสในแนวคิดของท่านเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ไม่ควรลืมรากเหง้าความเป็นไทยสมัยบรรพบุรุษ หากคนไทยทุกคนมีมุมมองแบบอาจารย์วิรัตน์ ผมคิดว่าสังคมของประเทศไทยคงไม่วุ่นวายแบบปัจจุบันเพราะคนไทยลืมวิถีชีวิตเดิมของเราในอดีตที่อยู่กันแบบพึ่งตนเอง มีนำใจ ซึ่งกันและกัน เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด
สวัสดีครับ ผอ.พนมครับ