หลายวันก่อนมีโอกาสได้เจอะเจอเพื่อนรักสมัยเรียน ป.โท เดินทางมาร่วมจัดทำหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ณ ชายหาดใกล้ ๆ บ้าน ด้วยความรักและคิดถึงกันและเป็นธรรมดาของเพศหญิงหากเจอะเจอกันเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องสนทนากันด้วยความเมามัน แต่หากเป็นเพศชายเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน คือ ต้องสนทนากันด้วยการดื่มเหล้าจนมึนเมา นี่คือ ความต่างระหว่างเพศ ต่างเพศ ต่างความคิด ต่างพฤติกรรม และต่างการกระทำ

          การสนทนาระหว่างเพื่อนเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนฟังไม่สามารถที่จะกลั้นยิ้มเอาไว้ได้ เนื่องจากเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคนที่มีครอบครัวเพื่อให้คนเป็นโสดได้รับฟัง แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือการสื่อสารระหว่างคนในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ และสำหรับชีวิตคู่ด้วยแล้วจะสำคัญยิ่งเพราะต่างคนต่างที่มา ต่างกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม ต่างการเลี้ยงดู แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตคู่เดินทางได้ตลอดรอดฝั่งคือ การสนทนาในเชิงสร้างสรรค์ หรือในเชิงบวก

          นอกเรื่องมาซะยาว...ขอตัดบทมาสู่เรื่องเล่าของเพื่อนเลยจะดีกว่า...แต่ขอบอกกล่าวไว้ก่อนว่าเพื่อนคนนี้กำลังเรียน ป.เอก ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน กทม. เรื่องเล่าความว่า...
 
          คืนวันก่อนฉันนั่งอ่านทบทวนหนังสือของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ  ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ “ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์” เกิดความงุนงงชนิดเทียม ๆ ขึ้น จึงเอ่ยถามสามี ซึ่งเขามีความรอบรู้ทางด้านการวิจัยเป็นอย่างดี เนื่องจากจบ ป.โท ทางด้านนี้มา แต่ด้วยความรักที่มีต่อฉัน สามีจึงยอมเสียสละให้ฉันได้เรียน ป.เอก ก่อน แต่ด้วยความไม่เข้าใจชนิดเทียม ๆ ฉันจึงตั้งคำถามประมาณว่าอยากให้สามีได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนของฉันด้วย  “พี่...ความสัมพันธ์เชิงบวก กับความสัมพันธ์เชิงลบมันคืออะไร? ต่างกันอย่างไร?”

          ครั้นคำถามสิ้นสุด สามีฉันรีบตอบคำถามทันที เนื่องจากกำลังร้อนวิชาอย่างหนัก จึงหยิบยกตัวอย่างสารพัดเพื่อให้ฉันได้เข้าใจง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น หากน้องทำงานมากน้องก็จะมีเงินมากตามไปด้วย นี่คือ ความสัมพันธ์เชิงบวก แต่หากเมื่อใดที่น้องทำงานมากแต่น้องกลับมีเงินน้อยลง นี่เขาเรียกว่าความสัมพันธ์เชิงลบ แต่ก็จะมีความสัมพันธ์เทียมเกิดขึ้นมาด้วย สามีฉันพยายามยกตัวอย่างมากมายให้ฟังแต่ฉันยังคงมึนงงชนิดเทียม ๆ อยู่ อธิบายอย่างไรฉันก็ไม่เข้าใจสักที สามีจึงอธิบายให้ฉันฟังเป็นครั้งสุดท้าย คงหวังว่าฉันจะเข้าใจ “พี่ว่า...น้องเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านดีกว่า...แล้วพี่จะไปเรียนเอง” สิ้นสุดเสียงสามีฉันก็เข้าใจในทันที ประมาณว่าสามีรำคาญเต็มประดา แต่พยายามพูดเพื่อถนอมน้ำใจแกมหยอกล้อ ปนประชดประชันนิดหน่อย แต่คนฟังกลับรู้สึกยิ้ม ๆ กับความน่ารักในการสรรหาคำพูดของสามี ฉันนึกในใจ “สมควรแล้วที่จบการวิจัยมา”... “ที่พี่พูด...พี่ต้องการให้น้องเกิดพลัง...แรงฮึด...ในการเรียนนะน้อง” ไม่ต้องบอกฉันก็รู้ว่าสามีรักฉัน คำพูดแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับความรักที่สามีมีให้ฉัน

          มาถึงตอนนี้ฉันจึงได้คำตอบแล้วว่าใครควรจะเลี้ยงลูกดีกว่ากัน “เราทั้งสองคนแหละควรเลี้ยงลูกด้วยกัน ลูกเราจะได้ฉลาดเหมือนพ่อ...ขี้สงสัยเหมือนแม่ไงจ๊ะ” หรือคุณว่างัย...