ก่อนวันที่เสียงปืนจะดังเพื่อปลิดชีพตนเองด้วยเป้าหมายอันสูงส่งและยิ่งใหญ่นั้น ผมเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่ประสีประสาอะไรเลยกับสิ่งที่ ขึ้น “สืบ นาคะเสถียร” ทุ่มเท แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก อาจกล่าวได้ว่าการจากไปของท่าน คือการเกิดใหม่ของผมจากเสียงที่ท่านสั่งเสีย

     ปีนี้ เป็นปีที่ ๒๐ แห่งการจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร” “มูลนิธิสืบนาคะเสียร” ได้จัดงาน “ยี่ปียี่สิบวัน สืบ นาคะเสถียร” เพื่อสืบทอดเจตนารมย์ของท่านผู้เป็นเจ้าของนามมูลนิธิฯ ระหว่างวันที่ ๓๑ สิงหาคม – ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓

     วันที่ ๓๑ สิงหาคม มีการทำพิธีจุดเทียนรำลึก ณ รูปปั้น สืบ นาคะเสถียร ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  และเริ่มต้นแสดงนิทรรศการภาพถ่ายในผืนป่าตะวันตกและผลงานศิลปะของ สืบ นาคะเสถียร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

     ระหว่างวันที่ ๑ – ๑๘ กันยายน  มีกิจกรรมสลับกันไปในแต่ละวันที่ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อาทิ การปาฐกถาโดย อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นิทรรศการภาพถ่ายจากผืนป่าตะวันตกและผลงานศิลปะของ สืบ นาคะเสถียร การจัดฉายภาพยนตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม การแสดงดนตรีและประกวดดนตรีเพื่อการอนุรักษ์ เสวนาเพื่อการอนุรักษ์ และตลาดนัดศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม

     และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๑๙ กันยายน เป็นการแสดงดนตรี “คอนเสิร์ต ๒๐ ปี สืบ นาคะเสถียร” ศิลปินปินหลักที่มาทำการแสดงคือ ยืนยง โอภากุล และสุรชัย จันทิมาธร ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

     ผมตั้งใจจะไปร่วมงานที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสได้ไป แต่ยังดีที่พอมีโชคจึงมีโอกาสได้เข้าไปชมคอนเสิร์ต ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     ผมไปชมคอนเสิร์ตคราวนี้ด้วยวัตถุประสงค์เอาตัวเองเข้าไปใกล้ “สืบ นาคะเสถียร” ให้มากขึ้น ไปรำลึก และตอกย้ำเสียงที่ท่านสั่งเสีย

     งานเริ่มหลังหกโมงเย็นไปเล็กน้อย ด้วยการให้ข้อมูลการทำงานของ “มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนคือ วิดิทัศน์ที่แสอดงให้เห็นถึงผลงานของมูลนิธิ และการพูดคุยของเลขามูลนิธิฯ ที่แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามผืนป่าตะวันตก ฯลฯ

     ถัดมาเป็นการแสดงดนตรีโฟลคซอง ของเยาวชน ๒ วง ซึ่งชนะการประกวดดนตรีในงาน “ยี่ปียี่สิบวัน สืบ นาคะเสถียร” ทั้งสองวงเลือกเล่นเพลงเกี่ยวกับสืบ นาคะเสถียร วงแรกเล่นเพลงสืบทอดเจตนาของวงคาราบาว และวงถัดมาเล่นเพลงสืบนาคะเสถียร ของหงา คาราวาน

     เล่นได้ดีมาก ๆ ทั้งที่สองวงยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมปลายเท่า แต่ฝีไม้ลายมือระดับมืออาชีพ

     นอกจากสองเพลงข้างต้นแล้ว ทั้งสองวงยังได้เลือกเอาเพลงของวงตนเองมาเล่นด้วย เป็นเพลงเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ถึงขนาดคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เอ่ยปากชื่นชมด้วยความประทับใจ

     ถัดมาเป็นการแสดงคั่นของหงา คาราวาน ด้วยการร้องเพลงของแดง อินโดจีน เพื่อนผู้น้องของหงา

     หงา คาราวาน เริ่มต้นเพลงด้วยเพลงสืบนาคะเสถียร ที่เขาแต่งขึ้นเมื่อครบรอบการจากไปเมื่อปีที่ ๑๓ เพลงเดียวกับที่นักดนตรีสมัครเล่นได้เล่นไปก่อนหน้า หลังเล่นจบก็ได้พูดถึงเรื่องราวของเขาที่เกือบจะได้พบกับสืบ นาคะเสถียร ก่อนที่จะจากไปราว ๑ เดือน เกิดความผิดพลาดจึงทำให้ไม่มีโอกาสได้พบหน้ากัน

     ถัดมาเป็นการแสดงดนตรีของหงา และวง เพลงที่คุ้นหูก็คือเพลงหนุ่มพเนจร คนตีเหล็ก และเดือนเพ็ญ และมีเพลงเกี่ยวกับธรรมชาติ ๒-๓ เพลง ซึ่งเคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่คุ้นนัก

     จิตรนันท์ พิตรปรีชา ขึ้นอ่านบทกวี หลังจากการแสดงของหงา คาราวานและวงสิ้นสุดลง กวีบทแรก เธอแต่งให้สืบ นาคะเสถียร หลังจากการจากไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว บทที่สอง แต่งกับมูลนิธิฯ และบทที่สามสำหรับทุกคนที่จะช่วยโลกด้วยการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

     จากนั้นเป็นการแสดงดนตรีของวงคาราบาว นำโดย ยืนยง โอภากุล หรือ แอ้ด คาราบาว เพลงแรกคือสืบทอดเจตนา เพลงที่วงสมัครเล่นได้เล่นแบบโฟล์คซองไปก่อนหน้า ตามด้วยเพลงพระเจ้าตาก ซึ่งหลังจบเพลงแอ้ด พูดบนเวทีว่า มอบเพลงนี้แด่ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง “อ.ปรีดี พนมยงค์” ด้วยการแสดงวันนี้อยู่ในสถานที่นี้ และกล่าวต่อว่า อ.ปรีดี เป็นญาติกับพระเจ้าตาก

     แอ้ดกล่าวบนเวทีว่า งานนี้เขาจะไม่เล่นเพลงเกี่ยวกับธรรมชาติ ด้วยหงา คาราวานเล่นไปแล้ว แต่เขาจะเล่นเพลงสนุก ๆ ตามสไตล์คาราบาว แล้วก็ต่อด้วยเพลงวณิพก คนล่าฝันและกระถางดอกไม้ให้คุณ ฯลฯ