ถ้าเกิดคนเราทำงานคนเดียว  อยู่คนเดียว  ใช้ชีวิตคนเดียว  และทำงานด้วยตัวประสบการณ์ ของเราคนเดียว  ก็ไม่ต้องเอาประสบการณ์เหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่น  เพราะเรามีเพียงพออยู่แล้ว และเป็นเรื่องส่วนตัว    

                แต่ถ้าการอยู่หลายคนกลายมาเป็นในองค์กร  ความรู้ของทุก ๆ คนในหน่วยงานก็จะกลายเป็นความรู้ขององค์กร  ถ้าต่างคนต่างทำก็จะทำเท่าที่รู้ ก็จะได้แค่การทำงานในองค์กรระดับหนึ่ง  แต่ถ้าเอาความรู้ของคนในองค์กรมาช่วยกันผลิต  มาช่วยกันเติม  มาช่วยกันต่อ  มาช่วยกันขยาย  มาช่วยกันแก้ปัญหาในองค์กร ก็น่าจะทำให้องค์กรดีขึ้น                

                ทีนี้ไอ้ตัวเจ้า  KM  มันก็มีหลักอยู่แค่ เอาตัวความรู้ที่มีอยู่  ซึ่งใน KM เขียนไว้สองทาง คือ  1)  มี  ที่เขียนอยู่แล้ว  และ 2) มี  ที่ยังไม่ได้บอก  ซึ่ง มี  ที่ยังไม่ได้บอก ก็จะแบ่งเป็น  รู้แล้วไม่อยากบอก  และ รู้แล้วแต่ไม่รู้จะบอกยังงัย?    ก็คือใช้กระบวนการเข้ามาทำว่า ความรู้ที่ไม่อยากบอก  ความรู้ที่ยังไม่ได้เขียน     มาช่วยบอกช่วยเขียนให้หน่อย  ก็เลยใช้วิธีการกระตุ้นบ้าง  เอาเครื่องมือเข้ามา ใส่บ้าง  เพื่อให้ความรู้ของทุกคนในองค์กรมันไหลมารวมกันเป็น ฐานความรู้ขององค์กร  เพื่อให้องค์กรมีความรู้ที่จะทำอะไรก็ได้ มันจะได้ง่ายขึ้น

                ยกตัวอย่างเช่น  ตอนนี้เรามีอธิบดีใหม่ (อธส . ทรงศักดิ์  ทรงภูมิวัฒิ)     ท่านพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  ท่านพูดเรื่องวิสาหกิจชุมชน  ท่านพูดเรื่องอาสาสมัครเกษตรหรือเกษตรอาสา    ท่านพูด เรื่องการพัฒนาบุคลากรเป็นสำคัญ  ถามว่า ทั้ง 4  เรื่อง ที่เป็นนโยบายของท่านอธิบดีใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรของเรานั้น ความรู้ทั้ง 4 เรื่อง  องค์กรเรามีมั้ย?   คำตอบ คือ มี   แล้วถามต่อว่า มีอยู่ที่ไหน?   คำตอบ คือ ก็มีอยู่ในลักษณะของ  KM  มีอยู่ในตัวเอกสาร  มีอยู่ในตัวเจ้าหน้าที่ ที่มีประสบการณ์ต่าง ๆ"

                ฉะนั้น ตอนนี้เราสามารถบอกได้ว่า เราในฐานะคนของกรมส่งเสริมการเกษตร อยู่ภายใต้การนำของท่านอธิบดีคนใหม่ ซึ่งท่านเป็นคนนอก  ถามว่า ถ้าเกิดท่านจะต่องานพวกนี้มันยากมั้ยมันก็ยาก  ถ้าเราจะช่วยกันเติมท่าน ได้มั้ย? 

                 สมมติว่า เศรษฐกิจพอเพียงตอนนี้ใครรับผิดชอบ  ก็ดูซิค้นหาโดย  ใช้หลักของ KM  หาดูว่า มี Model  อยู่ที่ไหนบ้าง? ที่ดูแล้วมันดี  โดย Model       นี้ดีอย่างนี้  Model  นี้ดีอย่างนั้น  Model  นี้ดีอย่างโน้น  แล้วเราก็เอามารวม ๆ กัน  ก็เป็น Model ของกรมส่งเสริมการเกษตรเรื่อง การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

                 หรือดูใน เรื่องเกษตรอาสา  ซึ่งเราก็ทำกันมาน้านนานแล้ว ประมาณปี 2524  ซึ่งเราเรียกว่า CoF  เราเรียกว่า  เกษตรหมู่บ้าน  เราเรียกว่า หมู่บ้านหลักการส่งเสริม     การเกษตร  พวกนี้ก็คือ แนวคิดการใช้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของกรมส่งเสริมการเกษตรในขณะนี้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มี Model  ที่สำเร็จแล้วมั้ย?  มี Model ที่อยู่ในหัวแต่ละหัวของแต่ละคนในกรมส่งเสริมฯ มั้ย?  มีมั้ย?  ถ้ามีเราก็มาช่วยกันหาสิ่งเหล่านี้เพื่อนำมาเป็น กรอบงานของความคิดที่จะเดินต่อ  ตอนนี้ถ้าเราคิดใหม่มันก็ไม่รู้จะคิดอะไรอีก  ก็เอาสิ่งเก่า ๆ มาช่วยกันต่อ  มาช่วยกันเติม  อันนี้ก็คือ  องค์ความรู้ขององค์กรที่มีอยู่ในแต่ละคน แต่ละหน่วยงานต้องมีอยู่ ก็เอามาผสมกันเข้าไปซิ  เป็น 9 หรือ 10  โมเดล ก็ได้  เพื่อช่วยจัดการความรู้ให้เราสามารถไม่ต้องไปค้นหามาก  โดยแต่ละคนช่วยกันเทออกมา ๆ    แล้วแต่ละคนถนัดทางไหนก็หยิบไปใช้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องของเกษตรอาสา

               ทีนี้ เรื่องวิสาหกิจชุมชน ก็เช่นเดียวกัน  ในอดีตเราทำงานกันมาตั้งแต่เรื่องของการตั้งกลุ่ม  การส่งเสริมการรวมกลุ่ม  ซึ่งก็หลักเดียวกับวิสาหกิจชุมชน ทำอะไรที่ให้เกษตรกรได้มาร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาของชุมชนเขาเอง   ก็คือหลักของวิสาหกิจชุมชน  อันนี้ก็เช่นเดียวกัน  ถ้าเราหยิบ  เรื่องนี้มาทำต่อ  ก็หาว่า องค์ความรู้  หรือ ตัวความรู้  หรือตัวเคล็ดลับ  หรือตัวกลเม็ดเด็ดพรายอะไรที่มีอยู่ในตัวแต่ละคนแต่ละผู้ในเจ้าหน้าที่ทุกระดับ    ซึ่งมี อยู่เยอะแยะ  

             เช่นเดียวกับ เรื่องการพัฒนาบุคลากรเป็นสำคัญ ก็เหมือนกันซึ่งมันจำเป็น  ถ้าเราเกิดต้องเอาความรู้ของสามเรื่องนี้มาทำงานก็ต้องคิดว่า เราจะพัฒนายังงัย?   เพราะในขณะนี้การทำงาน ก็คงต้องแยกว่า หนึ่ง คือ ตัวภาระงาน  สอง คือ         ตัวความรู้ ที่จะทำให้ภาระงานนั้นวิ่งได้ไวขึ้น  ถ้าสองตัวนี้มาช่วยกันคิด  มาช่วยกันต่อ  ก็สามารถทำให้พวกเรามีการขยับ  เคลื่อนไหวในแนวนโยบายของท่านอธิบดีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น                

              ก็ขอเชิญชวนครับ  ท่านที่มีความรู้ในเรื่องพวกนี้  ท่านที่จะมา หรือเขียนเข้ามาเพื่อให้ทางคนที่มีจิตใจโดยใช้ความรู้เป็นตัวทำงาน  โดยใช้ตัวข้อมูลในการทำงาน จะได้มีสิ่งที่ประกอบในการตัดสินใจมากขึ้นครับ .