พานักเรียนไทย ไปเป็นนักวิจัยระดับโลก......

เรื่องเล่า(ข่าววิชาการ)เช้านี้ 

 

วันนี้จะว่าด้วยเรื่องของทฤษฎีการเรียนรู้ที่น่าสนใจทฤษฎีหนึ่ง จะน่าสนใจขนาดไหนนั้น บอกได้แค่ว่า

ขนาดที่ว่าจะพานักเรียนไทยไปเป็นนักวิจัยระดับโลกได้เลยทีเดียว (ยืมมาจากพาบอลไทยไปมวยโลก เอ้ย บอลโลก)

จากการจัดการศึกษาระบบเก่าที่มีครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ซึ่งมีหน้าที่คือการสอนผู้เรียน โดยมีผู้เรียนเป็นผู้ฟัง ทำให้ในหลายๆครั้งที่จัดการทดสอบวัดความรู้ในระดับต่างๆ พบว่าเด็กไทยขาดการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ ขาดการคิดที่มีเหตุมีผล  ทำให้เริ่มมีการนำเอาการจัดการเรียนการสอนในแบบต่าง ๆ มาใช้เพื่อพัฒนาในส่วนนี้

                วิธีหนึ่งซึ่งนับว่าได้ผลดีและเริ่มนำมาใช้ในสถาบันการศึกษาคือ Research-Based Learning

 

Research-Based Learning  หรือ การเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน หรือ การเรียนรู้ที่เน้นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้

เป็นการเรียนที่เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนโดยตรง เป็นการพัฒนากระบวนการแสวงหาความรู้ และการทดสอบความสามารถทางการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ คิดค้นหาคำตอบ และตัดสินใจในการเรียนรู้ของตนเอง โดยมีหลักการคือ   จัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และเรียนตามศักยภาพของตนเอง

กระบวนการวิจัย ประกอบด้วย การกำหนดปัญหา>การตั้งสมมติฐาน> การเก็บรวบรวมข้อมูล>การวิเคราะห์ข้อมูล>การสรุปผล

ลักษณะสำคัญของการจัดการศึกษาแบบ RBL

คือ หลักการที่1.แนวคิดพื้นฐาน เปลี่ยนแนวคิดจากเรียนรู้โดยการฟังและตอบให้ถูก เป็น การถามและหาคำตอบเอง

     หลักการที่2.เป้าหมาย เปลี่ยนเป้าหมายจากการเรียนรู้โดยการจำ/ทำ/ใช้  เป็นการคิด/ค้น/แสวงหา

    หลักการที่3.วิธีสอน เปลี่ยนวิธีสอนจากการเรียนรู้โดยการบรรยายเป็นการให้คำปรึกษา

    หลักการที่4.บทบาทผู้สอน เปลี่ยนบทบาทผู้สอนจากการเป็นผู้ปฏิบัติเอง เป็น การจัดการให้ผู้เรียนปฏิบัติ

รูปแบบการเรียนการสอน อาจแบ่งเป็น 4 ลักษณะ

1.   สอนโดยใช้วิธีวิจัยเป็นวิธีสอน

2.    สอนโดยผู้เรียนร่วมทำโครงการวิจัยกับอาจารย์หรือเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยของอาจารย์

3.    สอนโดยผู้เรียนศึกษางานวิจัยของอาจารย์และของนักวิจัยชั้นนำในศาสตร์ที่ศึกษา

4.    สอนโดยใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน

 

http://www.research.northcm.ac.th/ncucms/?name=news&file=readnews&id=93

ทฤษฎีเบื้องหลังการจัดการศึกษาแบบ RBL


          การวิจัยเป็นกิจกรรมการแสวงหาความรู้ใหม่ การใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ก็เพื่อต้องการผลจากการวิจัย 2 ประการ คือ

 (1)ให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ตามแนวคิดของ (ก)การจัดการศึกษาแบบ Constructivism ที่เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล บุคคลเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองจากการสัมพันธ์สิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจเดิมที่บุคคลมีอยู่เดิม หรือ(ข)แนวคิดของ Experience Learning ที่ว่า Experience learning takes the student out of the detached role of a vicarious learner and plunges her into the role of participant observer, performer, or even teacher หรือ(ค)แนวคิดของการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ว่า องค์ความรู้หรือกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับจะมีคุณค่าและถาวรมากกว่าถ้าผู้เรียนเปลี่ยนจากการเรียนแบบรับ(passive learning)มาเป็นแบบรุก(active learning) (2)ให้ผู้เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะที่การศึกษาต้องการประกอบด้วยการเป็นผู้ไฝ่รู้ การเป็นผู้มีวิธีการแสวงหาความรู้ การเป็นผู้มีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง การเป็นผู้คิดอย่างอิสระไม่ต้องพึ่งพา การเป็นผู้นำตนเองและผู้อื่น อันเป็นคุณลักษณะที่การศึกษาพึงประสงค์

 

http://www.ssru.ac.th/linkssru/Department/Research/ce1.htm

 

จะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานได้เปลี่ยนการเรียนรู้จากระบบ Passive Learningหรือผู้เรียนเป็นฝ่ายรับความรู้อย่างเดียว มาเป็น Active Learning หรือ ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติในการหาความรู้ด้วยตนเอง ถือเป็นการตอกย้ำทฤษฎี Constructivism คือ ความรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นได้จากการที่ลงมือปฏิบัติหรือค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง และจากกระบวนการวิจัยทำให้ผู้เรียนต้องมีคุณสมบัติคือช่างสังเกตและรู้จักคิดตั้งสมมติฐานและรู้จักหาสาเหตุของเรื่องนั้นๆ รวมทั้งคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการสรุปผลที่ได้ ก่อให้เกิดเป็นคุณลักษณะของผู้เรียนที่พึงประสงค์

สิ่งที่น่าจะให้ความสำคัญในตอนนี้คือ การจัดอบรมเรื่องResearch-Based Learningให้แก่ครูผู้สอนทั่วประเทศ เพื่อที่ครูจะได้จัดการเรียนการสอนแบบที่มีการวิจัยเป็นฐานให้แก่นักเรียนเพื่อที่วันนึง เราจะได้เห็นนักเรียนไทย.....ไปเป็นนักวิจัยระดับโลกขึ้นมาจริง ๆ.......