ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ยังต้องเสื่อมไปตามกาลเวลา เป็นกฎของธรรมชาติที่เป็นจริงเสมอมา
วันหยุดยาว 4 วันสำหรับใครหลายๆ คน คงถือเป็นวันแห่งการพักผ่อน บ้างเดินทางไปต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ บ้างพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อน สำหรับข้าพเจ้าเอง...เห็นหลายๆ คนได้หยุดงาน ก็นึกอยากจะมีวันหยุดเหมือนคนอื่นเค้าบ้างเหมือนกัน...ถึงจะไม่ได้หยุดยาวต่อเนื่อง ไม่ได้มีโอกาสกลับบ้านเพราะต้องทำงานทุกวัน ก็ยังพอจะมีวันหยุดสักครึ่งวันเพื่อที่จะชะลอจังหวะชีวิตให้ช้าลง พักกาย พักใจ

 

แม้ข้าพเจ้าจะบ่นว่าไม่ค่อยมีเวลา แต่จนแล้วจนรอดข้าพเจ้าก็ยังหาเวลาไปเที่ยวจนได้สิน่า สัปดาห์ก่อนไปอยุธยา...ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ที่ที่พอจะไปได้เพราะไม่ห่างไกลจาก กทม.มากนัก มีเวลาเพียงครึ่งวันก็พอจะเที่ยวได้บ้าง ไปอยุธยาครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายจะไปเที่ยวที่ใดเป็นพิเศษ เพียงแค่อยากออกจาก กทม. ไปเห็นทุ่งนาสีเขียว ต้นไม้เยอะๆ...วันๆ อยู่แต่ในตึก ใจมันก็เลยอยากออกจากที่เดิมๆ ก็เท่านั้นเอง

 

  รอบๆ บริเวณวัดมเหยงคณ์

 

นั่งรถผ่านป้ายบอกทางไปสถานที่ท่องเที่ยว เห็นชื่อ "วัดมเหยงคณ์" เอ๊ะ ชื่อแปลกสะดุดตา แถมบรรยากาศดูสงบร่มรื่น (ชื่อวัด มเหยงคณ์ สันนิษฐานว่าตั้งตามมหิยังคณะในลังกาทวีป วัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1981 และบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยพระเจ้าท้ายสระ)...ตอนแรกนึกว่าเค้าไม่เปิดให้เข้า เพราะว่าหาทางเข้าไม่เจอ จึงได้แต่เดินชมบรรยากาศรอบๆ และแล้ว...ในที่สุดข้าพเจ้าก็ไปพบทางเข้าไปชมภายในบริเวณวัดซึ่งฝั่งตรงข้ามวัดเป็นสถานปฏิบัติธรรม ภายในสถานปฏิบัติธรรมวัดมเหยงคณ์นั้นร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ มีผู้คนมากมายนุ่งขาวห่มขาวพากันเดินจงกลม บ้างก็นั่งทำสมาธิบรรยากาศรอบกาย สงบเงียบ... ปิดตา ปิดปาก แต่เปิดใจสัมผัสกับธรรมชาติรอบตัวอย่างรู้เท่าทันในปัจจุบัน

 

  

ดอกบัว... สัญลักษณ์แห่งปัญญา

 

ข้าพเจ้าบูชาดอกไม้ธูปเทียนเพื่อไปสักการะพระพุทธรูป ไหนๆ ก็เป็นรายสุดท้ายแล้ว (ตอนไปที่วัดเป็นเวลาเย็นที่เค้ากำลังเตรียมเก็บของ) เลยขอเลือกดอกบัวสีชมพูงามๆ ตามใจปรารถนา แล้วบรรจงพับกลีบดอกบัวเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ข้าพเจ้ามักจะพับกลีบดอกบัวก่อนนำไปบูชาพระเสมอ... "เบ่งบานดั่งเช่นดอกบัว"...การบรรจงพับกลีบดอกบัวทีละกลีบ ทีละกลีบ ถือเป็นการทำสมาธิได้อย่างดีในช่วงเวลาสั้นๆ

 

 

 

บรรยากาศของวัดมเหยงคณ์เงียบสงบ ร่มรื่น และร่มเย็น ยามเดินผ่านชวนให้จินตนาการว่าในสมัยก่อน คงมีคนมาเดินจงกลมอย่างสงบ ณ บริเวณทางเดินนี้

 

 

 

ทางเดินเข้าวัด...ดูแล้วน่าเดินจงกลมที่สุด

 

 

     

 

 

บริเวณภายในพระอุโบสถ ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง แต่ทว่าโบราณสถานแห่งนี้ยังทิ้งร่องรอยแห่งความรุ่งเรือง ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยาไว้เต็มเปี่ยม จนคนที่ไม่ได้มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์มากมายอะไรนักอย่างข้าพเจ้ายังรู้สึกได้ สมัยก่อนพระพุทธศาสนาคงจะเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก สังเกตได้จากจำนวนวัดที่เห็นได้มากมายในเมืองอโยธยา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ยังต้องเสื่อมไปตามกาลเวลา เป็นกฎของธรรมชาติที่เป็นจริงเสมอมาและไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธความจริงข้อนี้

 

 

ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาคงจะมีการเวียนเทียนยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ซึ่งบรรยากาศคงงดงามทีเดียว

 

 

  

รอบๆ บริเวณพระอุโบสถ

 

     

 

ด้านข้างและด้านหลังของพระอุโบสถ ซึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี ก็ยังคงความยิ่งใหญ่งดงาม

 

   

 

ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นวัดที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกประทับใจ...

 

 

 

"เรียบง่าย ยิ่งใหญ่ สงบ งดงาม..."

คงเป็นคำนิยามของข้าพเจ้าสำหรับวัดมเหยงค์แห่งนี้