My Sister's Keeper

เมื่อมีเวลา และรู้สึกว่ามีพื้นที่อารมณ์เกิดขึ้น ผมชอบไปค้นภาพยนต์ DVD ที่สะสมไว้มาดู มีหลายเรื่องที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้ดู (แค่ตั้งใจว่าจะ...) เรื่องนี้คือ My Sister's Keeper ซื้อมาเพราะได้รับทราบว่าสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอน palliative care ได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งต้องหาเวลาที่ "เหมาะสม" ในการชม เพราะจะต้องถอดอะไรๆ (หมายถึงเนื้อหาครับ) ออกมาพร้อมๆกันไปกับการชมด้วย ใครๆก็คงจะทราบว่าการชมภาพยนต์ครั้งแรกนั้นสำคัญที่สุด เราทำได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง และ first impression นี้ที่เราอาจจะคาดว่าส่งผลกับคนอื่นๆได้เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่การันตี แต่การชมครั้งแรกถ้าเราเตรียมตัว เตรียมใจให้ดี ก็มักจะดี

Synopsis

ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกัน ประพันธ์โดย โจดี พิคูลท์ (Jodi Picoult) ซึ่งผมยังไม่ได้อ่าน แต่จาก review โดยหลายๆคน คิดว่านอกจาก main plot เหมือนกันแล้ว อย่างอื่นๆต่างกันเยอะพอประมาณ รวมทั้งตอนจบ ซึ่งทำให้บรรดาแฟนๆพันธุ์แท้ของพิคูลท์บางท่านโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเอาที เดียวเมื่อได้มาชมภาคภาพยนต์ (ผมคิดว่าแฟนพันธุ์แท้พวกนี้บางทีก็เกินเลยไป และมีความคาดหวังที่ไม่สมจริง เพราะศิลป์ทางภาพยนต์และทางหนังสือนั้นสื่อกับคนรับคนละ channel ที่ต่างกันเยอะพอประมาณ อะไรจะไปคาดหวังแบบนั้นให้มันโมโหโกรธาไปทำไมหนอ)

ซา รา (คาเมรอน ดิแอซ) อดีตนักกฏหมายว่าความจำเป็นต้องผันตัวเองมาเป็นแม่เต็มตัว 24/7/12 คือตลอดวัน ตลอดเดือน ตลอดปี อย่างฉับพลันทันทีเมื่อวันหนึ่ง ลูกสาวคนรอง เคธ (โซเฟีย วาสซิลลีวา) ตื่นสาย พอเธอเข้าไปดู พลิกตัว ก็เห็นรอยจ้ำเลือดปรากฏเป็นปื้นใหญ่อยู่กลางหลังของเคธ และอีกไม่นานเธอและสามีนักผจญเพลิงไบรอัน (เจสัน แพทริก) และลูกชายคนโตเจสสี (อีวาน เอลลิงสัน) ก็ต้องรับรู้ข่าวร้ายที่สุดว่าเคธเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (acute promyelocytic leukemia)  ซาราลาออกจากการเป็นทนายความ อุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่เคธ ซึ่งตลอดช่วงการรักษา เต็มไปด้วยสภาวะการณ์ต่างๆเช่น ภูมิคุ้มกันตก ติดเชื้อง่าย เลือดออกง่าย แม้ว่าจะมีญาติพี่น้องที่สนิทสนมกันมาช่วยเต็มที่ แต่ชีวิตของทั้งครอบครัวฟิตเจอราลด์ก็เสมือนกันเวียนว่ายอยู่รอบศูนย์กลาง คือชีวิตของเคธเพียงผู้เดียว

หลังจากที่ อาการของเคธ ทรง  ทรุด ทรง ทรุด และซาราได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อวัยวะต่างๆของเคธจะประสบ ปัญหาทีละอย่างสองอย่าง ซาราก็ได้รับข้อเสนอจากหมอถึงการมีลูกอีกคน ที่มีการ engineer สารพันธุกรรมแบบที่ว่าจะสามารถเข้ากับเคธได้ร้อยเปอร์เซนต์ เมื่อจำเป็นเคธก็จะสามารถรับเอาอวัยวะของน้องสาวมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ ในที่สุดเคธ (และไบรอัน) ก็มีลูกสาวคนสุดท้องคือแอนนา (อบิเกล เบรสลิน) เพื่อเหตุผลนี้โดยเฉพาะ

แอนนาได้มีส่วน ช่วยเคธมากมายหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่เธอยังอายุไม่กี่เดือนกี่ปี ถ่ายเลือด ถ่ายเม็ดเลือดขาว ถ่ายไขกระดูก จนอายุ 11 ปี (ในหนังสือแอนนาอายุ 13 ปี) อยู่มาวันหนึ่ง แอนนาก็เดินเข้าไปหาแคมเบล (อเลค บอลวิน) ทนายความชื่อเสียงโด่งดัง (success rate 91% ตามโฆษณา) เพื่อขอให้เป็นตัวแทนฟ้องร้องพ่อแม่ของเธอ ขอเรียกร้องสิทธิในการครองครองและตัดสินเพื่อร่างกายของเธอ ไม่ยอมที่จะให้พ่อแม่เป็นคนตัดสินแทนว่าจะให้/ไม่ให้อวัยวะของเธอกับใคร เมื่อไรอีกต่อไป

ภาพยนต์เรื่องนี้มี plot และ subplots หนามาก และอาจจะทำให้ "ความลึก" ของบางประเด็นหายไป (และทำให้แฟนหนังสือรู้สึกไม่ดื่มดำ่เท่า) แต่ผมคิดว่า ถ้าผู้ชมลองไม่ชมแบบห่างๆ แต่ชมแบบ sympathy กระโดดเข้าไปในตัวแสดงแต่ละตัว ในแต่ละฉาก และลองพยายาม "รู้สึก" ว่าน่าจะเป็นยังไง จะสนุกอย่างบอกไม่ถูก (บางคนที่ใจอ่อน อาจจะเลิกดูไปก่อน หรือดูอย่างแกนๆ อย่างจะจับผิด หรืออย่าง "ปิดอารมณ์" ซึ่งถ้าจะทำเช่นนั้น แนะนำว่าอย่าไปดูมันเลยเรื่องนี้ หยิบสตาร์วอร์มาดูดีกว่า)

ฟังเผินๆ ดูเหมือนแอนนาจะ "ร้ายกาจ" แต่ปรากฏว่าแอนนาสนิทกับพี่สาว เคธ อย่างมาก และไม่เคยมีการโกรธ การเกลียดอะไรเลย แอนนาจะเป็นเด็กที่ "ลุ่มลึก" (อย่างไม่มีเหตุผล) แต่ถ้าเราจินตนาการตามเนื้อเรื่อง เราก็จะพบว่าแอนนาถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็น "คลังอวัยวะสำรอง" จริงๆ คือ ดูแลเหมือนไข่ในหิน จะมีแฟน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็น ฯลฯ ตามอำเภอใจนั้นไม่มี ไม่ได้ เพราะ first priority ที่ว่า "เธอเกิดมาทำไม" นั้น ถูกทำให้ clear ชัดเจนภายในครอบครัวมาแต่ไหนแต่ไร

ซาราเป็นแม่ที่ "ไม่มีวันยอมแพ้" นั่นคือ character ของเธอ ดูเหมือนภาพยนต์จะ "ใส่ไข่" ให้เธอมากเกินรสนิยมผมไปนิดหน่อย แต่ก็พอกล้อมแกล้ม อดีต lawyer ที่ไม่เคยแพ้ใคร เอาชนะทุกอย่างได้ถ้ามี will จนลืมไปว่าเธอกำลังเอาชนะอะไร (Death) โดยเอาใครเป็นเดิมพัน (เคธ และ แอนนา และครอบครัวของเธอ)

ไบรอันเป็นตำรวจดับเพลิง (ทำให้คุ้นเคยกับการพรากจาก?? รึเปล่า คิดเอาเอง) มีความอ่อนโยนแฝงอยู่ (เป็นเหตุผลที่เลือกเจสัน แพรทริก หนุ่มตาหวานจากเรื่อง Lost Boys) ซึ่งอาจจะอ่อนไปนิดกับการเป็นช้างเท้าหลัง มา rescue เนื้อเรื่องนิดหน่อยตอนปลาย

เจสสี ที่ในหนังสือให้บทเยอะกว่า เล่นเป็นลูกชายคนโตที่มีปัญหา dyslexia (ปัญหาการใช้ภาษา การพูด) แต่ปัญหาของเขาดูจิ๊บจ๊อยมากจนไม่มีใครมีเวลาจะสนใจ (ฉากที่เขาหายออกจากบ้าน กลับบ้านไม่ถูก กว่าจะกลับมาก็นานมากจนไม่แน่ใจว่าจะโดนดุหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครทราบด้วยซ้ำไปว่าเขาหายไป!! ก็ได้อารมณ์เนียนลึกๆดีเหมือนกัน)

แต่ตัวเองสองคนคือเคธและแอนนา

วัยรุ่นที่กำลังจะตาย คิดอะไรอยู่? อยากจะได้อะไร? อะไรคือ "คุณภาพชีวิต"?

child palliative care เป็นสาขาเฉพาะทางเพราะความ "ยาก" ของมัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะมันเป็น untimely dead คือ ไม่เหมาะไม่ควร ส่งผลให้เกิดอารมณ์มาก (กว่าที่ผู้ใหญ่อายุใกล้ร้อยปีจะตาย) และพวกเราที่เป็นคนดูแลก็เผอิญ "เลยวัย" และดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเขา/เธอเสียแล้ว (ซึ่งก็น่าแปลกดี เพราะเราก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน) มุมมองของเราดูจะแตกต่างไปจากวัยรุ่นเกือบตลอดเวลา อารมณ์ตอบสนองของวัยรุ่นดูจะเป็นอะไรที่ "ยาก" แก่การคาดเดา

ชมคนแต่งหน้าเคธที่ทำให้เห็น "การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์" ของเคธได้สมจริง (ไม่เหมือนภาพยนต์ไทย ที่เมื่อผู้แสดงเป็น "โรคนางเอก (ALL)" ก็ยังสวยเช้งวับอยู่) ผู้ชมสามารถที่จะ empathy ลึกๆได้ตลอดเวลาโดยไม่เปลือง script บทพูดแม้แต่แอะเดียว ภาพลักษณ์ของวัยรุ่นสำคัญขนาดไหน? เราเคยใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนในการดูแลผู้ป่วยในวัยนี้? นอกเหนือจากเรื่อง biomedical แล้ว? เราควรจะทำอย่างไรเมื่อวัยรุ่นระเบิดอารมณ์ออกมา (ไม่ว่าเธอกำลังใกล้จะตายหรือไม่) ที่่น่าสนใจคือ ถ้าคำตอบเราคือ "เหมือนๆเดิม" นั่นก็แสดงว่าเรามีทัศนคติอย่างไรกับอารมณ์วัยรุ่นได้ดีพอสมควร

มีฉากที่เคธกับแอนนาสร้างมุขตลกจากการเป็นมะเร็ง (Are you cancer? No, I am Capricorn!! "เธอเป็นมะเร็งเหรอ..." "เปล่า! ฉันราศีมกรจ้ะ..." ใช้มุขเล่นคำ เพราะ cancer อาจจะแปลว่ามะเร็งก็ได้ หรือราศีกรกฏก็ได้) ก็น่าคิด เมื่อเราได้ยินคนไข้พูดเล่นตลกเรื่องมะเร็ง เราควรจะ react อย่างไร? ขำตาม หรือตกใจ หรืออย่างไหนหนังเรื่องนี้ที่ซาราบอกว่า This is not funny?

ตามธรรมเนียมของหาภาพยนต์แบบนี้ ที่จะมี narrative เป็นพักๆ แสดงความคิด ความรู้สึกของตัวละคร ที่ไม่ได้พูดออกมาดังๆ ก็ทำได้ดีพอสมควร นุ่มนวลกว่าที่จะออกมาเป็น visual ซึ่งอาจจะแรงไปสำหรับผู้ชม เรื่องนี้ที่น่าสนใจก็คือ น้ำหนักของครอบครัวที่มีต่อเรื่องราวทั้งหมดที่ค่อนข้างเยอะ และการใส่ subplots มาก ที่ทำให้เกิดความเหมือนจริงมากขึ้น (ในหนังสือจะมากกว่านี้เยอะ... ประเด็นนี้ที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบ Tuesday with Morrie มัน "เร็ว" ไปนิด ลวกๆไปหน่อย) แต่บางทีก็ overdo ไป เช่นอธิบายแม้กระทั่งทำไมแคมเบลถึงได้มายอมว่าความให้เด็ก 11 ชวบ (ผมคิดเอาเองว่าฝรั่งคิดว่าทุกอย่างมีเหตุผล คนเราจะไม่ทำอะไรออกมาโดย "ไม่มีเหตุผล" หรือแค่ "มันควรจะทำ" เท่านั้นกระมัง??)

มีมากมายหลายฉาก หลายคำพูด หลายการตัดสินใจที่สามารถทำมาเป็น theme discussion และสะท้อนกันในกลุ่มนักเรียนแพทย์ หรือทำเป็นฉากสมมติของ group therapy ที่ไหนๆที่คิดว่าอาจจะได้ประโยชน์ ผมจะไปซื้อหนังสือมาอ่าน และอาจจะนำมาเปรียบเทียบทีหลังถ้ามีอะไรเพิ่มเติม

NB: ภาพยนต์เรื่องนี้ซ่อน twist (หักมุม) ไว้พอสมควร ซึ่งผมไม่ได้นำมาพูด ณ ที่นี้ จะได้ไม่ spoil หนังเกินไป กระนั้นแฟนหนังสือก็บอกอีกว่า twist ในหนังมันเป็น minor twist หรือ​ "หักมุมเล็ก" ในหนังสือมีหักมุมใหญ่ที่น่าสนกว่านี้อีก!! (ยิ่งทำให้เราอยากอ่านมากขึ้นนะนี่!)