ความเห็นล่าสุด


ปัญหาคือเรามีเวลานิดเดียวในการวินิจฉัยจริตที่ว่านี้น่ะครับ แถมยังเป็นเรื่องที่ไม่เสถียรอีกด้วย ก็มีคนกำลังพยายามหาวิธีคัดเลือกอยู่จริงๆ ที่สามารถพยากรณ์บัณฑิตที่พึงปราถนาให้ได้ แต่ผมคิดว่าเราน่าจะทุ่มเทไปกับเวลาอีกหกปีที่มี Contact time กับเด็กมากกว่า

ขอบคุณครับ


ผมคิดว่าสุนทรียภาพไม่ได้งอกงามจากในชั้นเรียน แต่จากโอกาสที่ชีวิตได้ประสบกับความอ่อนโยนและความสวยงามก็ได้ หรือแม้กระทั่งความทุกข์ความเศร้าก็ได้ แต่ "ต้องมีเวลาอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น" ผมคิดว่าปัญหาในปัจจุบันคือเราไม่มีเวลาอยู่กับตนเอง เลยไม่ได้เห็นอารมณ์หรือความคิดของตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะชีวิตมันเร็วและฉาบฉวยมากเหลือเกินในขณะนี้

เป็นหนึ่งในสี่หลักทางจริยธรรม อันมี principle of autonomy (หลักสิทธิส่วนบุคคล) principle of non-maleficence (หลักแห่งการไม่ทำร้าย) principle of beneficence (หลักแห่งประโยชน์) และ principle of justice (หลักแห่งความยุติธรรม)

First,do no harm คือหลักแห่งการไม่ทำร้าย ไม่กระทำการใดๆที่จะก่อมห้เกิดความทุกข์ต่อผู้คน

ขออนุโมทนาครับพี่ฟ่ง สวยงามจริงๆ

เดี๋ยวนี้ฝรั่งก็ไม่ "ตะวันตก" เท่าไหร่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการ palliative care จะเห็นได้จากกิจกรรม family meeting ใน Hospice เกือบทุกที่ (ทุกที่ที่ผมเคยไป) นั้นมีการรับฟัง family choices มากขึ้นเพื่อเซ็ท goals of care ตอนไปอยู่ที่ Braisides, Sydney มีคนไข้คนนึงอยากกลับบ้าน แต่ภรรยาพูดออกมาตรงๆในที่ประชุมเลยว่า I cannot do it. ก็ต้องมีการปรับ มีการหา options อื่นๆต่อไป

ถ้ามีการค้นพบน่าจะเป็นความสำเร็จมั้ยครับ ส่วนคนจะไม่เข้าใจเรียกว่าบ้า ก็ไม่ใช่ปัญหาของเรา

การเลือกการตายดีเสมือนการตกผลึกชีวิต ถ้าค่อยๆเตรียม ค่อยๆบ่ม ผลึกจะออกมาอย่างไรก็สวยงามที่สุดแล้วสำหรับผู้นั้น ในกรณีที่ไม่ได้เตรียม หรือต้องมาเร่งบ่ม เร่งอบแก๊สให้สุก ผลึกนั้นก็จะพลาดไม่ได้รวมอะไรบางอย่างเข้ามา

เราในฐานะผู้ดูแล ไม่มีหน้าที่ชี้ทางที่ดีที่สุด แต่เป็นมืออาชีพที่จะทำให้บริบทเอิ้อต่อชีวิตที่จะตกผลึกให้มากที่สุด ผู้ป่วยเลือกเอง ด้วยปัจจัยอีกมากมายในอดีตที่เราเองก็ไม่ทราบ. ผู้ป่วยเองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเพราะลืมไปแล้ว แต่มัน "คุ้นๆ" ว่าน่าจะเอาแบบนี้ เราจะให้การสนับสนุนเต็มที่ในทุกๆรูปแบบเท่าที่จะเอื้อได้ ผู้ป่วยอาจจะต้องการ jigsaw สุดท้ายจากใครสักคน จากอะไรสักอย่าง ซึ่งถ้าประจวบเหมาะสรรสร้างให้ผุดปรากฏขึ้นมาพอดีก็ถือว่ามีบุญ บางคนก็ไม่ทัน บางคนก็ทัน

สิ่งที่เราบอกขอให้เป็นสิ่งที่เรารู้จริง จากใจจริง เท่านั้นก็พอ ว่าทำอะไร/ไม่ทำอะไรแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สมการนี้ยังไงๆก็ไม่ครบ ต้องไปผนวกกับของผู้ป่วยเองอีกชั้นนึง

ถ้าเข้าใจว่าผมเป็นคนลบ post บางส่วนไปนั้น ขอเรียนตรงนี้ว่า เข้าใจผิดนะครับ อาจจะเป็นเจ้าของโพสต์เป็นคนลบ หรือผมไม่ทราบว่าจะมีใครลบได้บ้าง ที่แน่ๆ ไม่ใช่ผมลบ และผมก็เชื่อว่าการสนทนาเท่านั้นที่จะเชื่อมและต่อยอดไปได้

ผมเขียนบทความเรื่อง "ขอบคุณ" ไปก่อนหน้านี้ เรามีความเห็นตรงกันเรื่องกตัญญูกตเวที ที่มนุษย์สามารถจะส่งเสริมกัน ต่อยอดกัน และเกื้อกูลกัน บนโลกนี้มีนักปราชญ์ นักคิดมากมายหลายภาษา สิ่งที่ทุกคนคิด ใคร่ครวญ วิเคราะห์มานั้น มาด้วยหลากหลายวัฒนธรรม ความเชื่อ ถึงแม้ว่า ultimate truth น่าจะตกผลึกไปอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่ด้วยความต่างของการใช้ภาษา และเบื้องหลังชีวิตของแต่ละคนนี้เอง ทำให้การสื่อสารเรื่องนี้น่าสนใจที่จะทำออกมาได้แตกต่างกัน พระคัมภรัอัลกุรอ่านนอกเหนือจะเป็น scripture ทางศาสนาแล้วก็ยังเป็นหนังสือวรรณกรรมที่งดงามไพเราะมากที่สุดเล่มหนึ่ง เป็นมฤดกโลกไม่เพียงแค่ปัญญา แต่เป็นความสุนทรีย์ของศักยภาพของมนุษย์อีกโสตหนึ่งด้วย

ส่วนใครจะวิกลจริตนั้น ทางการแพทย์มี criteria of diagnosis อยู่ คงจะไม่รวมการด่วนตัดสินใครโดยไม่จำเป็น เพราะเราต้องรับผิดชอบในเรื่องการแสดงความเห็นแบบนี้ค่อนข้างมากครับ

การกระทำของเรานั้นส่วนหนึ่งเพื่อการเติบโต ส่วนหนึ่งเป็นการเยียวยา เพื่อที่จะเข้าใกล้ เข้าหา true self หรือตัวตนที่แท้จริงของเราให้ได้ ทำให้ตัวตนของเราชัดยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นเขียน พูด หรือการลบ ถอนความเห็นก็ตาม สุดท้าย "ตัวตนที่แท้" จะสำแดงสะท้อนออกมาในการกระทำนั้นๆ ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นและเรียนรู้ว่าจริงๆแล้วเราเป็นใคร และกำลังทำอะไรอยู่ การยอมรับหรือการไม่ยอมรับสิ่งต่างๆจะทำให้เรามองเห็นว่าเราชอบ/ไม่ชอบอะไร สิ่งเหล่านี้มีที่มา และเป็นองค์ประกอบของ self ในปัจจุบัน

หวังว่าพวกเราจะเห็น self เราเองชัดขึ้นจากกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของเราตลอดเวลาครับ

ต้องขออภัยหากทำให้ขุ่นมัว เพราะเนื้อหาน่าสนใจผมจึงคิดว่าน่าจะเริ่มต้นด้วยความจริง ทั้งจริงใจ และจริงต่อตนเองเท่านั้นเอง และเข้าใจว่ายังไม่ได้มีเนื้อหาส่วนใดที่เป็นความมุทะลุปรากฏขึ้น มิตรภาพระหว่างบุคคลนั้นสำคัญ จับต้องได้ มิได้เป็นเพียงมิตรภาพระหว่างเงา แต่เป็นระหว่างเลือดเนื้อ ชีวิต เพราะเรามีชีวิตมีการเดินทาง และกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางด้วยกัน

ท่ามกลางการแสวงหา "สัจจธรรม" คงจะต้องจริงตามวิถีชีวิตด้วย มิใช่แค่ปริยัติ แต่รวมถึงปฏิบัติ จึงจะดำเนินไปสู่ปฏิเวธ สิ่งที่เรากำลัง "สนทนา" นี้เชื่อว่าไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่ว่าเราทั้งหมดกำลังยึดถือและปฏิบัติเป็นจริยาวัตรจริง

เริ่มต้นจาก Who we are, What are we doing?

ขอบพระคุณครับ ไม่ทราบว่าทั้งหมดที่กรุณามาแลกเปลี่ยนเป็นท่านเดียวกันไหมครับ :)

สำหรับเรื่องมนุษย์มาจากไหนนั้น ตัวผมเองยังพิจารณาว่าเป็น imponderable questions หรืออจินไตย คงจะต้องรอศึกษาเรียนรู้ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

ขอบพระคุณครับ มิทราบว่าพอจะแนะนำเอกสารสิทธิ์ที่ว่านี้ด้วยได้ไหมครับ

ส่วนใหญ่ไม่ได้สมัครลงทะเบียนครับ มีแต่แจกปริญญาตามหลังแทน

ผมก็ได้อ่านนิทานภาพชุด series เหมือนกันครับ รวมทั้ชาดก และนิทานพื้นบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ series อย่าง comic book หรือ superhero อยู่ดี ซึ่งมี mechanism ที่ทำให้ตัวละครเหล่านี้ (รวมทั้งความดีของพวกเขา) ทำเป็นเรื่องราวต่อเนื่องและ contemporary ร่วมสมัยไปตลอด ร่วมไปกับเหตุการณ์ในสังคมปัจจุบันด้วย

ความสะดวกประการหนึ่งของ anime การ์ตูน comic book ก็คือ "ความเป็นอมตะ" ของฮีโร่

ทั้งๆที่ฮีโร่เหล่านี้ เบื้องหลังหน้ากาก costume ก็เป็นคนธรรมดาๆ มีปัญหา มีรัก มีเกลียด มีข้อบกพร่อง แต่เมื่อเจอกับ evil ที่มาในลักษณะต่างๆมากมาย ฮีโร่ก็ต้องกันกลับไปใช้อะไรที่เป็น values ดั้งเดิม ฮีโร่เหล่านี้ในการ์ตูน มีความเป็น "อมตะ" สูงมาก กี่ปีๆก็ยังอายุอานามเท่าเดิม (โนบิตะ ก็ยังเป็นเด็กชายโนบิตะเท่าเดิม)

ที่น่าสนใจคือ ไม่เพียงแค่ "ตัวละคร" ที่เป็นอมตะในสังคม แต่ values ของตัวละครเหล่านี้ ก็พลอยเป็นอมตะตามไปด้วย

ตอนไปเบอร์ลิน ไปเยี่ยมชม Museum of Terror ที่เยอรมันทำเองเกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนนั้น เขาตั้งใจจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์จริงๆ ทำได้ลึกซึ้งถึงอารมณ์ดีมากเลยครับ

สวัสดีครับท่านวอญ่า

ท่านลองเปรียบเทียบสหาย หรือเกลอ digital กับสหายสมัยก่อนได้ไหมครับ ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

คุณ Pap2498

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ แต่รู้สึกว่าข้อมูลจะขาดตอนไปบ้างรึเปล่าไม่แน่ใจ เพราะต้องเติมคำในช่องว่างอยู่พอประมาณ ไม่ทราบว่าพอจะขยายความอีกสักนิดจะสมบูรณ์มากขึ้นไหมครับ

อาจารย์วิชชาครับ เคล็ดวิชา "เผื่อใจ" นี่สุดยอดครับ สัก 20% เป็นต้นทุนไว้ตั้งหลัก

รูปเตรียมอุดม class 845 รุ่น 8 1/2

แล้วเราสามารถจะคบหากับใครแบบที่เราเคยทำได้ตอนเด็กอยู่หรือไม่? ถ่ายทำ ทำอย่างไร?

เดวิด จาวอสกี้ เคยกล่าวว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จอยู่ที่ “สภาวะภายใน” ของผู้ทำ

อาจจะอธิบายปรากฏการณ์ของอาจารย์ได้ครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี