ความรู้เป็นพิษ ความไม่รู้ไม่ชี้ และกระแสเศรษฐกิจ (และระบบการศึกษาวิจัย) จึงเป็นที่มาของอาหารเป็นพิษ (บนระบบความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ)

ก่อนที่ผมจะมาทำนาเอง ผมมีความคิดแบบแยกส่วนระหว่างความจริงกับความคิดของผม มากพอสมควร

เช่น

ผมเคยทราบมาว่าการปลูกผัก และพืชผลต่างๆ ที่ขายในตลาดนั้น ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะต้องใช้สารเคมีและสารพิษมากมาย เพื่อให้ผักสวยงาม ขายได้ดีในตลาด

แต่

พอไปร้านอาหารที่เขาปรุงแต่งสวยๆ โดยการใช้ผักสวยๆ ผมก็ไม่ค่อยรู้สึกรังเกียจอาหารเหล่านั้นมากนัก กลับคิดหลงผิดไปว่าน่ารับประทาน

ยิ่งเข้าร้านอาหารใหญ่ๆ ในโรงแรม ภัตตาคารหรูๆ เขาจะปรุงแต่งให้เลิศหรู

จนทำให้เราลืมที่มาและโอกาสความเป็นพิษของอาหารเหล่านั้น

ทั้งๆที่ ผมเคยไปสัมภาษณ์เกษตรกรที่ปลูกผักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง มะเขือเทศ ผักกาดหัว แตง ผักกาด ผักคะน้า กะหล่ำ ไม่เว้นแม้ข้าวที่เราบริโภคกัน ทั้งแปลง ทั้งทุ่ง จะมีการฉีดพ่นสารพิษ และสารเคมีต่างๆ แบบที่ว่า เหม็นคลุ้งไปหมดทั้งพื้นที่ สภาพแปลงเละเทะ ดูไม่ได้

แต่ผลผลิตที่เขาเก็บมาขายในตลาด ก็จะยังสวยกว่าที่ชาวบ้านปลูกแบบธรรมชาติ หรือปลูกไว้บริโภคเอง

แล้วผู้ผลิตทุกรายที่ผมเจอ จะแยกแปลง และพื้นที่กันระว่างพืชที่เขาปลูกไว้ขาย กับปลูกไว้กินเอง

จะมียกเว้นเฉพาะ  เกษตรกรทำนาที่ภาคกลาง ที่ปลูกข้าวปีละ ๓ ครั้ง

จะต้องใช้สารเคมีมาก จนไม่กล้ารับประทานข้าวที่ตัวเองปลูก

ผมสงสัยมากจึงถามว่า แล้วจะมีข้าวไหนมารับประทาน

เขาบอกว่า ซื้อเอาจากตลาด

ผมถามย้ำว่า แล้วไม่กลัวสารพิษในข้าวที่มาจากตลาดหรือ

เขาบอกว่า คงไม่มีใครใช้สารพิษมากเท่าที่เราใช้ แม้จะบังเอิญมีข้าวที่เราปลูกปนมาบ้าง สารพิษก็คงจะจางๆไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ ผมหาทางออก และสร้างความเชื่อมโยงไม่ได้

จนกระทั่งผมมาทำนาเอง ปลูกผัก ผลไม้เอง จึงทำให้ผมได้เห็นสัจธรรมของการผลิตแบบธรรมชาติ หรือการผลิตเพื่อการบริโภคเอง ที่แตกต่างจากการผลิตเพื่อขาย

ทั้งชุดความรู้ และการจัดการ

การผลิตแบบธรรมชาติ จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ความงาม จะเป็นไปตามความอุดม สมบูรณ์ และจังหวะเวลาของระบบธรรมชาติจะเอื้ออำนวย

การผลิตเพื่อบริโภคเอง ผู้ผลิตก็จะพยายามจัดการเลียนแบบธรรมชาติ ได้ผล ทั้งปริมาณ และคุณภาพ มากน้อยตามความรู้ ทักษะ และความสามารถที่มี เพื่อให้ได้ผลผลิตงาม มีรสชาติดี เรียกได้ว่า “ขึ้นอยู่กับระดับความรู้ หรือ ฝีมือ”

แต่การผลิตเพื่อการขาย ผู้ผลิตจะต้องผลิตจำนวนมาก ตามจังหวะความต้องการ(ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติ) ของตลาด ที่น่าจะหมายถึงผู้บริโภค หรือผู้แปรรูปก็แล้วแต่ ทำให้ผู้ผลิตต้องใช้สารพิษต่างๆ ควบคุม ดูแล แบบ “ฉีดเช้า เก็บเย็น”

จนในปัจจุบันพบว่า

 ผู้ผลิตผักไม่ต้องทำรั้วล้อมกันสัตว์เข้ามากิน เพราะเป็นที่รู้กันว่า ใครปล่อยให้สัตว์ของตนเข้ามาในแปลงผักเหล่านี้ สัตว์เหล่านั้นมีโอกาสตายได้

แม้แต่ช้างยังตายเพราะกินแตง (ตามข่าวหนังสือพิมพ์ เมื่อสองสามปีก่อน)

ที่ชาวไทยภูเขา ผู้ผลิตผักบอกว่า

เขาจะไม่เอาเศษผักให้หมูเขากิน เพราะ เกรงว่าหมูเขาจะตาย

แม้ไม่ตายทันทีก็จะสะสมสารพิษไว้ ไม่เหมาะแก่การบริโภค

แต่เขากลับขายผักเหล่านั้นให้กับคนพื้นล่างรับประทานกัน

(โดยการแบ่งพื้นที่ปลูก เป็นคนละหุบเขากันไปเลย ถ้าทำได้ ไม่งั้นก็แยกห่างให้ไกลกันไว้ก่อน มากที่สุด)

ผักที่ให้หมูกิน จะเก็บมาจากธรรมชาติเท่านั้น

ผมเคยสัมภาษณ์ชาวไทยเผ่าม้งที่อำเภอแม่อาย เชียงใหม่ ว่า

ทำไมจึงคิดว่าสารพิษในผักจะไม่เป็นอันตรายกับคนบริโภค แต่กลับเป็นอันตรายกับพวกตน หมูที่เขาเลี้ยง ถึงกับต้องแยกแหล่งอาหารออกจากกัน

เขาบอกว่า

คนไทยภูเขาส่วนใหญ่และสัตว์เลี้ยงอ่อนแอต่อสารพิษ ต้องกินอาหารและน้ำสะอาดที่ออกมาจากภูเขาเท่านั้น จึงต้องอยู่บนภูเขา

แต่คนเมืองพื้นล่างเขาแข็งแรง

อาหารและน้ำปนเปื้อนอย่างไรก็กินได้ ไม่มีปัญหา

ที่ผมไม่ทราบว่า จริงหรือเปล่า

ใครทราบ (โดยเฉพาะคนเมือง) ช่วยตอบด้วยครับ

ประเด็นนี้ ทำให้ผมคิดเชื่อมโยงกลับไปที่ระบบเศรษฐกิจเดิมของไทย

กิน แจก แลก ขาย

ที่ทำเพื่อกินเอง เหลือก็แจก เหลือมากก็แลก มากกว่านั้นก็ขาย

แล้วผลผลิตที่ได้จากการเริ่มแผนการผลิตแบบนี้จะเป็นอย่างไร

ก็น่าจะดี สะอาด มีคุณค่าอาหารสูง

  •  
    • เพราะถ้ามีน้อย (อุดม และสมบูรณ์น้อย) ก็กินเอง อย่างมากก็แจก
    • พออุดมสมบูรณ์มาก มีมาก ได้มากขึ้น ก็แจก หรือแลก
    • มีมากแบบเหลือเฟือ (อุดมสมบูรณ์มาก) ก็สามารถนำไปแลกให้ได้สิ่งที่ตัวเองขาดแคลน หรือ ขายเพื่อเป็นเงิน หรือออมไว้ทำงานอื่นๆ ในระยะยาว

นี่คือสิ่งที่ผมพอจะเข้าใจ

ทีนี้ พอเราปรับวิธีคิดมาเป็นระบบ

“การปลูกเพื่อขาย”

  • ผู้ผลิตส่วนใหญ่ ก็รวบรัดตัดตอน ไม่สนใจความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และของดิน
  • โดยการใช้สารพิษต่างๆเป็นตัวช่วย ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า  แม้กระทั่งสุขภาพ และชีวิตของตัวเขาเอง
  • เพียงเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ตลาด (ที่เข้าใจว่า เป็นผู้บริโภค)
  • ทั้งๆที่ ตลาด หรือผู้บริโภค ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น
  • และได้ "เงิน" เป็นค่าตอบแทน

จึงอยู่ในสภาพ

ผู้ผลิตใช้ความรู้ที่เป็นพิษ ตามระบบเศรษฐกิจใหม่ (ผลิตเพื่อขาย)

และ

ผู้บริโภค (ตัวจริง) ก็ขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือแม้กระทั่ง จิตสำนึกในการรักษาสุขภาพของตัวเอง (เช่น แม้สารเสพติดที่เป็นพิษ ก็ยังเสพ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นพิษ เป็นต้น)

  •  
    • ผมได้เห็นความเชื่อมโยงนี้
    • และได้พยายามอธิบายในทุกโอกาส
    • แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่

ผู้บริโภค ก็

  • ทำเป็นไม่รู้ หรือ
  • ไม่รู้จริงๆ หรือ
  • รู้แต่ไม่คิดจะแก้ หรือ
  • ไม่อยากจะแก้ไขก็ไม่ทราบ

ผู้ผลิต ก็

  • ทำตามสะดวก
  • ตามชุดความรู้ใหม่ที่เขามี
  • ชุดความรู้เดิมๆ พยายามจะลืม หรืออย่างมากเก็บไว้ใช้บริโภคเอง

นักวิชาการ ก็

  • วนเวียนอยู่กับความรู้ที่เป็นพิษ แบบแยกส่วน
  • เพราะส่วนใหญ่ไม่เคยทำจริง เลยไม่ทราบและไม่ตระหนักในปัญหา

ฝ่ายแผนและนโยบาย ก็

  • วิ่งตามกระแสเศรษฐกิจ
  • ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้กระแสเศรษฐกิจสะพัดในทุกระดับถือว่าสำเร็จแล้ว

ความรู้เป็นพิษ ความไม่รู้ไม่ชี้ และกระแสเศรษฐกิจ (และระบบการศึกษาวิจัย) จึงเป็นที่มาของอาหารเป็นพิษ (บนระบบความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ)

เป็นเช่นนี้ แล

ผมก็ได้แต่ประกาศทุกแห่งหน แบบหาคนฟังยากเหลือเกิน

เพราะ มันอาจเป็นความจริงที่บางคนไม่อยากได้ยิน หรือรับไม่ได้ หรือไม่รู้จะทำอย่างไร หรือ ไม่สนใจ

แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่าง เสื่อมโทรมมากขึ้นเรื่อย ที่กำลังระบาดเข้ามาหาสุขภาพ อนามัย

ที่อาจคิดว่า

แก้ได้ด้วย การตั้งโรงพยาบาลมากๆ มีเตียงรักษาคนไข้มากๆ มีหมอมากๆ พยาบาลมากๆ

คิดอย่างนี้ ไม่มีวันแก้ไขได้ เพราะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบแก้ที่ปลายเหตุเพราะเห็นผลชัดเจนดี

การรักษาผู้ป่วย ๑ คนให้หาย (ชั่วคราวก็ไม่เป็นไร)

ชัดกว่า ดังกว่า เด่นกว่า

การป้องกันไม่ให้คนปกติธรรมดา ๑ ล้านคนไม่ป่วย

นี่คือวิธีคิดในปัจจุบัน ที่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เชื่อมโยงกัน และยังหาคนช่วยกันแก้ ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

มันเป็นเช่นนั้นเอง