ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังมีปรัชญาว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” ตราบนั้น ชาวหอพักก็ควรต้องมีกิจกรรมในทางสังคมเช่นนี้อยู่วันยังค่ำ

เข้าพรรษาหลายชีวิตคิดถึงบ้าน 
และพร้อมใจหอบหิ้วคนร่วมชีวิต หรือแม้แต่การปลงใจพับวางความฝันไว้ก่อน  เพื่อหวนย้อนกลับไปสัมผัสกับกลิ่นอายแห่งชีวิตที่บ้านเกิดเมืองนอน 

ผมเองก็ปรารถนาเช่นนั้น...
แต่ในความเป็นจริงของชีวิต เราไม่อาจเลือกทำในสิ่งที่เราปรารถนาได้ทุกเรื่อง  เพราะ เราต่างล้วนมีบทบาทและสถานะที่ต้องโลดเล่นและรับผิดชอบ  ซึ่งคงไม่ถูกนักหากต้องฝากหวัง หรือปล่อยให้ทีมงานได้แบกรับอยู่เพียงลำพัง ทั้งที่เราคือคนจุดประเด็นและจุดประกายในเรื่องบางเรื่อง...

ด้วยเหตุนี้แหละ ผมถึงต้องเทใจอยู่ร่วมงานนี้ด้วยตนเอง


ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต..แวะมาให้กำลังใจ
 

เช้าวันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ 
ผมตื่นนอนเช้าเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่ว่า ตื่นแล้วแทนที่จะกลิ้งเกลือกเรื่อยเปื่อยไปตามที่นอน หรือไม่ก็ลุกมาเปิดคอมพิวเตอร์อ่านข่าวสารต่างๆ หากแต่ครั้งนี้ผมจำต้องรีบรุดออกจากห้องหับอย่างเร่งด่วน  เพื่อมุ่งไปยังวัดชัยจุมพล อันเป็นวัดประจำหมู่บ้านขามเรียง ซึ่งเป็นชุมชนที่มหาวิทยาลัยได้มาก่อร่างสร้างตัวอยู่ในปัจจุบัน 

วันนี้, ทีมงานบริการหอพักนิสิต อันเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ผมได้รับมอบหมาย (เพิ่มเติม)ให้เข้าไปช่วยกำกับดูแลมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ขับเคลื่อน  และนั่นก็คือโครงการ “ทอดเทียนพรรษา
มหากุศล” ...
 

ปีนี้, ผมพยายามสะกิดให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนมุมคิดการจัดกิจกรรมจากตัวเองไปสู่การเปิดพื้นที่ให้คณะกรรมการหอพักได้มีบทบาทในการคิดและจัดกิจกรรมให้มากขึ้น  รวมถึงการรับสมัครเจ้าหน้าที่ใหม่เพิ่มมาอีก ๒  คน เพื่อมารับผิดชอบเรื่องการจัดกิจกรรมการพัฒนานิสิตหอพักโดยตรง  เพราะที่ผ่านมา ได้วิเคราะห์แล้วว่า เจ้าหน้าที่หอพักที่มีอยู่นั้น ยังขาดประสบการณ์หรือทักษะในการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิตอยู่มาก

 


คณะกรรมการหอพักในเสื้อทีม "สอนงาน..สร้างทีม"

ที่ผ่านมา ผมเคยได้ส่งเสริมและสนับสนุน หรือแม้แต่พยายามอย่างมากกับการสอนและเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้พัฒนาตนเองในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง  กระทั่งล่าสุดเราได้วิเคราะห์ร่วมกัน และสรุปตรงกันว่า เราจำเป็นต้องหาคนมารับผิดชอบเรื่องเหล่านี้โดยตรงสักที  เพราะบัดนี้เรื่องการพัฒนาศักยภาพนิสิตเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องระดับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย หากยังลังเล หรือชักช้าไปมากกว่านี้  มีหวังกระบวนการบางเรื่องมีอันสะดุดเป็นแน่  เพราะลำพังภาระการให้บริการประจำหอพักก็หนักโขเอาการอยู่แล้ว พอพ่วงงานด้านกิจกรรมเข้ามาเต็มสูบ  อะไรๆ ก็ออกอาการแกว่งไปแกว่งมา ล้มลุกคลุกคลานมาก็บ่อย เพราะไม่เคยเตรียมความพร้อมในทิศทางเช่นนี้มาก่อน

ดังนั้นการรับเจ้าหน้าที่เข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง  จึงเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนานิสิตหอพักแบบเต็มกำลัง

 
ทีมงานองค์การนิสิต มาเติมเต็มเป็นส่วหนนึ่งกับกิจกรรมของชาวหอพัก


ตลอดเวลาที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่านิสิตหอพักเข้าร่วมกิจกรรมในทางสังคมน้อยมาก
 
กิจกรรมส่วนใหญ่จัดกันในหอพัก เน้นรูปแบบและประเพณีที่เคยสั่งสมกันมา  ซึ่งทั้งปวงนั้นก็ยังพบว่ามีกระบวนการหลายอย่างที่นอนนิ่งไม่ตอบสนองการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำนิสิตหอพักยังเข้าร่วมกันอย่างขาดๆ เกินๆ...จนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผมต้องลุยคิดและลุยปรับแต่งมาเป็นระยะๆ

ปีนี้, ก่อนการขออนุมัติจัดกิจกรรมนั้น  ผมได้ตั้งประเด็นให้ผู้รับผิดชอบได้ทบทวนว่าห้วงเวลาการจัดนั้นเหมาะสมหรือไม่ ? เพราะ (๑) เป็นช่วงสอบกลางภาค (๒) ควรปล่อยให้นิสิตมีเวลากลับบ้านไปร่วมประเพณีที่บ้านเกิดของตัวเอง หรือแม้แต่ไปเที่ยวท่องตามวิถีใจ (๓) ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งมากก็ได้ เพราะเทศกาลเข้าพรรษายังยาวไกลนัก (๔) ให้ชวนองค์การนิสิตเข้ามาร่วมจัดกิจกรรม (๕) พยายามสื่อสารขอความร่วมมือให้มีการแต่งกายที่เหมาะสม เช่น ชุดไทย,ชุดพื้นบ้าน อันเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนวิถีไทย  ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ในปีนี้และถือเป็นประเด็นหนึ่งในวิถีการรณรงค์สู่ความเป็น 3 D ด้วยเหมือนกัน (๖) มีการรณรงค์ในเรื่องต่างๆ แทรกเสริมเข้ามา

ครับ, ผมสะท้อน หรือตั้งประเด็นเช่นนั้นจริง  เพราะยังมองว่าไม่ควรรีบเร่งอะไรนัก  อย่างน้อยหากนิสิตสามารถกลับบ้านได้เร็ว ก็ย่อมช่วยลดทอนเรื่องการสัญจรที่แออัดได้บ้างเหมือนกัน  ไม่ใช่อยู่รอเข้าร่วมกิจกรรมแล้วค่อยสัญจรกลับบ้าน  ซึ่งพอเดินทางกลับบ้าน ก็ตรงกับช่วงที่มีการสัญจรอย่างคับคั่ง  ถ้าเป็นเช่นนั้น  มันก็มีความสุ่มเสี่ยงในเกี่ยวกับการเดินทางบ้างเหมือนกัน 






แต่กระนั้น ทีมงานก็มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในเรื่องดังกล่าว  โดยพุ่งไปยังกลุ่มที่ไม่ได้กลับบ้าน  ซึ่งเป็นการนำพาพวกเขาได้ใช้เวลาว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมไปในตัว  - ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรมากไปกว่านั้น  พร้อมๆ กับการจรดปากกาไฟเขียวให้ดำเนินงาน  เพียงแต่เน้นให้นิสิตเข้ามามีบทบาทให้มากกว่าที่ผ่านมา  รวมถึงการเชิญชวนให้บุคลากรทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงๆ จังๆ... และลงพื้นที่ประสานงานกับชาวบ้านให้รอบด้าน โดยกระตุ้น หรือหาวิธีเชิญชวนชาวบ้านให้ก้าวออกมาเป็นเจ้าภาพร่วมกับเราให้จงได้

นอกจากนั้น  ผมยังถือโอกาสบรรยายพิเศษเล็กๆ ให้เจ้าหน้าที่ได้รับรู้ถึงกลวิธีในการทำงานกับชุมชน  สอนให้เขาเห็นประเด็นที่ต้องเรียนรู้ชุมชนและน้อมนำเข้าสู่การซึมซับเพื่อแสดงจุดยืนให้รู้ว่า “มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน-ไม่ใช่ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย”




ทีมงานกลุ่มแม่บ้าน ก็เทใจมาร่วมงาน


ไม่เพียงเท่านั้น  ผมยังถือโอกาสสะท้อนในมุมกว้างๆ ว่า วิถีแห่งเทศกาลเข้าพรรษาของชุมชนนั้นมี “นาฏการณ์”  เช่นใดบ้าง  ยกตัวอย่างเช่น  การแห่เทียน ทอดเทียน  การร้องสรภัญญะ การทอดถวายปัจจัย การไปนอนวัดเพื่อถือศีลปฏิบัติธรรมใน "วันพระวันเจ้า" ของคนแก่คนเฒ่า ซึ่งบางทีก็พ่วงพาเอาลูกๆ หลานๆ ไปนอนในศาลาวัดด้วยเหมือนกัน (เพราะพ่อแม่ที่แท้จริง ล้วนเดินทางไปสู้ชีวิตในต่างจังหวัด) 

เช่นเดียวกันนั้น  ก็พยายามชวนคุยว่า  บางทีอาจไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณไปยังเทียนพรรษาให้มากมายนัก  เพราะความเป็นจริงในปัจจุบัน ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปก็มาก  แต่ควรหารือกับชุมชนว่า  สิ่งที่ขาดแคลนนั้นคืออะไร  แต่ต้องไม่ละวางที่จะมีเทียนพรรษาสักเล่มสองเล่ม  เพราะนั่นคือสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรม เพราะนั่นคือศิลปะและตำนานที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับการเรียนรู้....


ถัดจากนั้น  ผมยังเน้นย้ำหนักแน่นตามแนวคิด "ปัญหาเก่าห้ามเกิด ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน" โดยชวนให้เจ้าหน้าที่หลับตานึกย้อนกลับไปยังปีที่แล้วว่าภาพของงานเป็นอย่างไรบ้าง  .....

เป็นต้นว่า...ผมไม่อยากให้กะเกณฑ์เจ้าหน้าที่ไปถวายเทียนจนล้นศาลา (แต่ในส่วนของนิสิตกลับเข้าร่วมน้อยมาก) เพราะงานในทำนองนี้ ต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายหลักคือการพัฒนานิสิต ดังนั้น, จึงต้องสร้างกระบวนการกระตุ้นให้นิสิตเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด  สร้างเจตคติให้นิสิตหอพักได้รับรู้ว่า งานนี้เป็นงานของพวกเขา  และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย...และมหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน 

ดังนั้นกิจกรรมนี้ จึงเป็นเสมือนการตอบแทนบุญคุณของชุมชนไปในตัวด้วยนั่นเอง... 

แน่นอนครับ  เคยมีคนค้านทักผมในทำนองว่า  กิจกรรมเช่นนี้ไม่ใช่ภารกิจหลักของชาวหอพัก  เพราะควรเน้นกิจกรรมในหอพักมากกว่าต้องสัญจรออกมาจัดนอกสถานที่

กรณีดังกล่าวผมไม่แย้งมากนัก แต่ก็ตอบเปรยๆ ไปว่า  ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังมีปรัชญาว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน”  ตราบนั้น ชาวหอพักก็ควรต้องมีกิจกรรมในทางสังคมเช่นนี้อยู่วันยังค่ำ  แถมเปรยซ้ำแบบอารมณ์ดีปิดประเด็นในทำนองว่า  ไม่ใช่เพราะคิดเช่นนี้หรอกหรือ นิสิตหอพักถึงดูไม่ค่อยสนใจกิจกรรมทางสังคมอย่างที่ควรจะเป็น

งานในครั้งนี้  ผมไปในฐานะหัวหน้าก็จริง  แต่สารภาพตรงนี้เลยว่า  ผมทำตัวเล็กลีบและไร้ตัวตนเป็นอย่างมาก  ทุกอย่างมอบหมายให้เจ้าหน้าที่และนิสิตเป็นพระเอกและนางเอกของงาน... 

ผมบอกกับทีมงานในทำนองว่า  งานนี้ผมขอเฝ้ามองอยู่รอบๆ ขอถ่ายภาพอย่างใจรัก และขอทำหน้าที่เกี่ยวกับการสังเกตการณ์ว่า “กระบวนการที่เกี่ยวข้องว่าเป็นอย่างไร...  มีพัฒนาการแค่ไหน และมีปัญหาอะไรบ้าง พร้อมๆ กับการค่อยๆ ขยับเข้าไปสะกิดให้แก้ไขเป็นระยะๆ...” 



ครับ, ผมอยากให้คนทำงานในแต่ละงานเป็นพระเอกและนางเอกแบบเต็มร้อย  ผมอยากให้เจ้าหน้าที่และนิสิตได้มีบทบาทในงานนี้อย่างสง่างาม  พวกเขาควรค่าต่อการได้ถวายสิ่งอันเป็นศรัทธาของเขาด้วยตัวของเขาเอง...

นอกจากนั้น ผมยังไม่วายที่จะย้ำเป็นระยะๆ ว่า...ขอให้มีการมอบงาน หรือกระจายงานไปให้แต่ละคนได้ช่วยกันอย่างถ้วนทั่ว  มอบหมายให้นิสิตได้ฝังตัวในงานแต่ละส่วน  นับตั้งแต่ขบวนแห่ ไปจนถึงงานครัวที่เกี่ยวกับอาหารการกิน  ไม่ใช่ไปบ้านท่านแล้วยังทำตัวเป็นแขก แต่ให้เปลี่ยนมุมคิดว่า “ไปบ้านท่านอย่านิ่งดูดาย...ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น”



แน่นอนครับ,
ปีนี้  ผมเห็นพัฒนาการทางรูปแบบชัดเจน  จากการไม่เคยมีขบวนแห่ก็เริ่มมีขบวนแห่มาสร้างสีสัน และขบวนที่ว่านั้น ก็ช่วยให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้มากขึ้น  รวมถึงการนำพลเมืองมหาวิทยาลัยได้เข้าไปหยิบจับช่วยทำอาหารการกินแบบฝังลึกร่วมกับชาวบ้าน  เพราะนั่นคือเวทีหนึ่งของการเรียนรู้ที่หาได้ยากยิ่ง
 
มิหนำซ้ำ
ปีนี้ ยังสามารถชวนให้ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงส่งทีมนักร้อง “สรภัญญะ”  มาร่วมโชว์ให้ลูกๆ หลานๆ ได้ฟังมากถึงสี่หมู่บ้าน  เสียดายก็แต่นิสิต ไม่มีคณะสรภัญญะมาร่วมประชันเท่านั้นเอง...(เอาไว้คราวหน้า-ผมจะสะกิดให้เขาเตรียมในเรื่องเหล่านี้อีกรอบ) ซึ่งจริงๆ จะว่าไปแล้ว  ผมก็เคยฝากให้คิดเหมือนกันว่า  ควรมีการตั้งทีมสรภัญญะมาสักทีม จากนั้นก็สัญจรไปทำวัตรเย็นในวัดต่างๆ ส่วนหนึ่งก็ร่วมร้อง/สวดสรภัญญะ  อีกส่วนก็นอนวัด “ถือศีลปฏิบัติธรรม” ไปพร้อมๆ กัน  (ผมว่า...ท้าทายดี)

และนั่นยังรวมถึงว่า ผมเสียดายที่ยังไม่สามารถกระตุ้นให้แต่ละคนเห็นความสำคัญของการแต่งกายในแบบวิถีไทยไปร่วมงานบุญงานทาน  ซึ่งคงต้องลงแรงขับเคลื่อนกันให้มากกว่าที่ผ่านมา



ครับ,  มันคือการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกี่ยวกับกระบวนการจัดกิจกรรม  เห็นได้ชัดว่ารูปแบบหลากหลายขึ้น  มีชีวิตชีวามากขึ้น  นิสิตขยับมามีส่วนร่วมมากขึ้น บุคลากรก็ยังไม่ถอดใจโยนภาระให้ทีมงานใหม่เสียทั้งหมด รวมไปถึงชาวบ้านได้มีส่วนในการทำกิจกรรมกับนิสิต

ซึ่งทั้งปวงนั้น  คือตัวชี้วัดที่ผมให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง  และผมก็เชื่อว่า ...มันคือความสุขที่ทุกคนแตะต้องสัมผัสได้ร่วมกันอย่างไม่กังขา.... 

ส่วนจำนวนเงินที่ถวายนั้น นับรวมแล้วได้จำนวน ๑๒,๕๖๘ บาท หาใช่ตัวชี้วัดที่ผมตั้งไว้  มันเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น...

และที่สำคัญ หากนิสิตหอพักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปีที่ ๑ ได้หันเหมาร่วมกิจกรรมมากขึ้น นั่นก็เท่ากับว่าเราได้เตรียมนิสิตเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพนิสิตได้อย่างถูกทาง ซึ่งที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะตบเท้าเข้าสู่แวดวงนักกิจกรรมไปโดยปริยาย 

วันนี้  ผมจึงกำลังมองว่า บัดนี้ได้เวลาประกาศอย่างชัดแจ้งแล้วกระมังว่า กรรมการนิสิตหอพัก ก็ถือเป็น "นักกิจกรรม" อีกกลุ่มหนึ่งของมหาวิทยาลัย ด้วยเหมือนกัน

 

....

๒๔ กรกฎาคม ๕๓
ทอดเทียนพรรษามหากุศล
วัดชัยจุมพล,ขามเรียง
งานหอพักนิสิต มมส