เข้าพรรษาหลายชีวิตคิดถึงบ้าน
และพร้อมใจหอบหิ้วคนร่วมชีวิต หรือแม้แต่การปลงใจพับวางความฝันไว้ก่อน เพื่อหวนย้อนกลับไปสัมผัสกับกลิ่นอายแห่งชีวิตที่บ้านเกิดเมืองนอน
ผมเองก็ปรารถนาเช่นนั้น...
แต่ในความเป็นจริงของชีวิต เราไม่อาจเลือกทำในสิ่งที่เราปรารถนาได้ทุกเรื่อง เพราะ เราต่างล้วนมีบทบาทและสถานะที่ต้องโลดเล่นและรับผิดชอบ ซึ่งคงไม่ถูกนักหากต้องฝากหวัง หรือปล่อยให้ทีมงานได้แบกรับอยู่เพียงลำพัง ทั้งที่เราคือคนจุดประเด็นและจุดประกายในเรื่องบางเรื่อง...
ด้วยเหตุนี้แหละ ผมถึงต้องเทใจอยู่ร่วมงานนี้ด้วยตนเอง

ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต..แวะมาให้กำลังใจ
เช้าวันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓
ผมตื่นนอนเช้าเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่ว่า ตื่นแล้วแทนที่จะกลิ้งเกลือกเรื่อยเปื่อยไปตามที่นอน หรือไม่ก็ลุกมาเปิดคอมพิวเตอร์อ่านข่าวสารต่างๆ หากแต่ครั้งนี้ผมจำต้องรีบรุดออกจากห้องหับอย่างเร่งด่วน เพื่อมุ่งไปยังวัดชัยจุมพล อันเป็นวัดประจำหมู่บ้านขามเรียง ซึ่งเป็นชุมชนที่มหาวิทยาลัยได้มาก่อร่างสร้างตัวอยู่ในปัจจุบัน
วันนี้, ทีมงานบริการหอพักนิสิต อันเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ผมได้รับมอบหมาย (เพิ่มเติม)ให้เข้าไปช่วยกำกับดูแลมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ขับเคลื่อน และนั่นก็คือโครงการ “ทอดเทียนพรรษา
มหากุศล” ...
ปีนี้, ผมพยายามสะกิดให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนมุมคิดการจัดกิจกรรมจากตัวเองไปสู่การเปิดพื้นที่ให้คณะกรรมการหอพักได้มีบทบาทในการคิดและจัดกิจกรรมให้มากขึ้น รวมถึงการรับสมัครเจ้าหน้าที่ใหม่เพิ่มมาอีก ๒ คน เพื่อมารับผิดชอบเรื่องการจัดกิจกรรมการพัฒนานิสิตหอพักโดยตรง เพราะที่ผ่านมา ได้วิเคราะห์แล้วว่า เจ้าหน้าที่หอพักที่มีอยู่นั้น ยังขาดประสบการณ์หรือทักษะในการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิตอยู่มาก


คณะกรรมการหอพักในเสื้อทีม "สอนงาน..สร้างทีม"
ที่ผ่านมา ผมเคยได้ส่งเสริมและสนับสนุน หรือแม้แต่พยายามอย่างมากกับการสอนและเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้พัฒนาตนเองในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุดเราได้วิเคราะห์ร่วมกัน และสรุปตรงกันว่า เราจำเป็นต้องหาคนมารับผิดชอบเรื่องเหล่านี้โดยตรงสักที เพราะบัดนี้เรื่องการพัฒนาศักยภาพนิสิตเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องระดับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย หากยังลังเล หรือชักช้าไปมากกว่านี้ มีหวังกระบวนการบางเรื่องมีอันสะดุดเป็นแน่ เพราะลำพังภาระการให้บริการประจำหอพักก็หนักโขเอาการอยู่แล้ว พอพ่วงงานด้านกิจกรรมเข้ามาเต็มสูบ อะไรๆ ก็ออกอาการแกว่งไปแกว่งมา ล้มลุกคลุกคลานมาก็บ่อย เพราะไม่เคยเตรียมความพร้อมในทิศทางเช่นนี้มาก่อน
ดังนั้นการรับเจ้าหน้าที่เข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง จึงเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนานิสิตหอพักแบบเต็มกำลัง

ทีมงานองค์การนิสิต มาเติมเต็มเป็นส่วหนนึ่งกับกิจกรรมของชาวหอพัก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่านิสิตหอพักเข้าร่วมกิจกรรมในทางสังคมน้อยมาก กิจกรรมส่วนใหญ่จัดกันในหอพัก เน้นรูปแบบและประเพณีที่เคยสั่งสมกันมา ซึ่งทั้งปวงนั้นก็ยังพบว่ามีกระบวนการหลายอย่างที่นอนนิ่งไม่ตอบสนองการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำนิสิตหอพักยังเข้าร่วมกันอย่างขาดๆ เกินๆ...จนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผมต้องลุยคิดและลุยปรับแต่งมาเป็นระยะๆ
ปีนี้, ก่อนการขออนุมัติจัดกิจกรรมนั้น ผมได้ตั้งประเด็นให้ผู้รับผิดชอบได้ทบทวนว่าห้วงเวลาการจัดนั้นเหมาะสมหรือไม่ ? เพราะ (๑) เป็นช่วงสอบกลางภาค (๒) ควรปล่อยให้นิสิตมีเวลากลับบ้านไปร่วมประเพณีที่บ้านเกิดของตัวเอง หรือแม้แต่ไปเที่ยวท่องตามวิถีใจ (๓) ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งมากก็ได้ เพราะเทศกาลเข้าพรรษายังยาวไกลนัก (๔) ให้ชวนองค์การนิสิตเข้ามาร่วมจัดกิจกรรม (๕) พยายามสื่อสารขอความร่วมมือให้มีการแต่งกายที่เหมาะสม เช่น ชุดไทย,ชุดพื้นบ้าน อันเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนวิถีไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ในปีนี้และถือเป็นประเด็นหนึ่งในวิถีการรณรงค์สู่ความเป็น 3 D ด้วยเหมือนกัน (๖) มีการรณรงค์ในเรื่องต่างๆ แทรกเสริมเข้ามา
ครับ, ผมสะท้อน หรือตั้งประเด็นเช่นนั้นจริง เพราะยังมองว่าไม่ควรรีบเร่งอะไรนัก อย่างน้อยหากนิสิตสามารถกลับบ้านได้เร็ว ก็ย่อมช่วยลดทอนเรื่องการสัญจรที่แออัดได้บ้างเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่รอเข้าร่วมกิจกรรมแล้วค่อยสัญจรกลับบ้าน ซึ่งพอเดินทางกลับบ้าน ก็ตรงกับช่วงที่มีการสัญจรอย่างคับคั่ง ถ้าเป็นเช่นนั้น มันก็มีความสุ่มเสี่ยงในเกี่ยวกับการเดินทางบ้างเหมือนกัน







แต่กระนั้น ทีมงานก็มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในเรื่องดังกล่าว โดยพุ่งไปยังกลุ่มที่ไม่ได้กลับบ้าน ซึ่งเป็นการนำพาพวกเขาได้ใช้เวลาว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมไปในตัว - ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรมากไปกว่านั้น พร้อมๆ กับการจรดปากกาไฟเขียวให้ดำเนินงาน เพียงแต่เน้นให้นิสิตเข้ามามีบทบาทให้มากกว่าที่ผ่านมา รวมถึงการเชิญชวนให้บุคลากรทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงๆ จังๆ... และลงพื้นที่ประสานงานกับชาวบ้านให้รอบด้าน โดยกระตุ้น หรือหาวิธีเชิญชวนชาวบ้านให้ก้าวออกมาเป็นเจ้าภาพร่วมกับเราให้จงได้
นอกจากนั้น ผมยังถือโอกาสบรรยายพิเศษเล็กๆ ให้เจ้าหน้าที่ได้รับรู้ถึงกลวิธีในการทำงานกับชุมชน สอนให้เขาเห็นประเด็นที่ต้องเรียนรู้ชุมชนและน้อมนำเข้าสู่การซึมซับเพื่อแสดงจุดยืนให้รู้ว่า “มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน-ไม่ใช่ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย”

ทีมงานกลุ่มแม่บ้าน ก็เทใจมาร่วมงาน

ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังถือโอกาสสะท้อนในมุมกว้างๆ ว่า วิถีแห่งเทศกาลเข้าพรรษาของชุมชนนั้นมี “นาฏการณ์” เช่นใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น การแห่เทียน ทอดเทียน การร้องสรภัญญะ การทอดถวายปัจจัย การไปนอนวัดเพื่อถือศีลปฏิบัติธรรมใน "วันพระวันเจ้า" ของคนแก่คนเฒ่า ซึ่งบางทีก็พ่วงพาเอาลูกๆ หลานๆ ไปนอนในศาลาวัดด้วยเหมือนกัน (เพราะพ่อแม่ที่แท้จริง ล้วนเดินทางไปสู้ชีวิตในต่างจังหวัด)


เช่นเดียวกันนั้น ก็พยายามชวนคุยว่า บางทีอาจไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณไปยังเทียนพรรษาให้มากมายนัก เพราะความเป็นจริงในปัจจุบัน ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปก็มาก แต่ควรหารือกับชุมชนว่า สิ่งที่ขาดแคลนนั้นคืออะไร แต่ต้องไม่ละวางที่จะมีเทียนพรรษาสักเล่มสองเล่ม เพราะนั่นคือสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรม เพราะนั่นคือศิลปะและตำนานที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับการเรียนรู้....


ถัดจากนั้น ผมยังเน้นย้ำหนักแน่นตามแนวคิด "ปัญหาเก่าห้ามเกิด ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน" โดยชวนให้เจ้าหน้าที่หลับตานึกย้อนกลับไปยังปีที่แล้วว่าภาพของงานเป็นอย่างไรบ้าง .....
เป็นต้นว่า...ผมไม่อยากให้กะเกณฑ์เจ้าหน้าที่ไปถวายเทียนจนล้นศาลา (แต่ในส่วนของนิสิตกลับเข้าร่วมน้อยมาก) เพราะงานในทำนองนี้ ต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายหลักคือการพัฒนานิสิต ดังนั้น, จึงต้องสร้างกระบวนการกระตุ้นให้นิสิตเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด สร้างเจตคติให้นิสิตหอพักได้รับรู้ว่า งานนี้เป็นงานของพวกเขา และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย...และมหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
ดังนั้นกิจกรรมนี้ จึงเป็นเสมือนการตอบแทนบุญคุณของชุมชนไปในตัวด้วยนั่นเอง...


แน่นอนครับ เคยมีคนค้านทักผมในทำนองว่า กิจกรรมเช่นนี้ไม่ใช่ภารกิจหลักของชาวหอพัก เพราะควรเน้นกิจกรรมในหอพักมากกว่าต้องสัญจรออกมาจัดนอกสถานที่
กรณีดังกล่าวผมไม่แย้งมากนัก แต่ก็ตอบเปรยๆ ไปว่า ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังมีปรัชญาว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” ตราบนั้น ชาวหอพักก็ควรต้องมีกิจกรรมในทางสังคมเช่นนี้อยู่วันยังค่ำ แถมเปรยซ้ำแบบอารมณ์ดีปิดประเด็นในทำนองว่า ไม่ใช่เพราะคิดเช่นนี้หรอกหรือ นิสิตหอพักถึงดูไม่ค่อยสนใจกิจกรรมทางสังคมอย่างที่ควรจะเป็น


งานในครั้งนี้ ผมไปในฐานะหัวหน้าก็จริง แต่สารภาพตรงนี้เลยว่า ผมทำตัวเล็กลีบและไร้ตัวตนเป็นอย่างมาก ทุกอย่างมอบหมายให้เจ้าหน้าที่และนิสิตเป็นพระเอกและนางเอกของงาน...
ผมบอกกับทีมงานในทำนองว่า งานนี้ผมขอเฝ้ามองอยู่รอบๆ ขอถ่ายภาพอย่างใจรัก และขอทำหน้าที่เกี่ยวกับการสังเกตการณ์ว่า “กระบวนการที่เกี่ยวข้องว่าเป็นอย่างไร... มีพัฒนาการแค่ไหน และมีปัญหาอะไรบ้าง พร้อมๆ กับการค่อยๆ ขยับเข้าไปสะกิดให้แก้ไขเป็นระยะๆ...”


ครับ, ผมอยากให้คนทำงานในแต่ละงานเป็นพระเอกและนางเอกแบบเต็มร้อย ผมอยากให้เจ้าหน้าที่และนิสิตได้มีบทบาทในงานนี้อย่างสง่างาม พวกเขาควรค่าต่อการได้ถวายสิ่งอันเป็นศรัทธาของเขาด้วยตัวของเขาเอง...
นอกจากนั้น ผมยังไม่วายที่จะย้ำเป็นระยะๆ ว่า...ขอให้มีการมอบงาน หรือกระจายงานไปให้แต่ละคนได้ช่วยกันอย่างถ้วนทั่ว มอบหมายให้นิสิตได้ฝังตัวในงานแต่ละส่วน นับตั้งแต่ขบวนแห่ ไปจนถึงงานครัวที่เกี่ยวกับอาหารการกิน ไม่ใช่ไปบ้านท่านแล้วยังทำตัวเป็นแขก แต่ให้เปลี่ยนมุมคิดว่า “ไปบ้านท่านอย่านิ่งดูดาย...ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น”



แน่นอนครับ,
ปีนี้ ผมเห็นพัฒนาการทางรูปแบบชัดเจน จากการไม่เคยมีขบวนแห่ก็เริ่มมีขบวนแห่มาสร้างสีสัน และขบวนที่ว่านั้น ก็ช่วยให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้มากขึ้น รวมถึงการนำพลเมืองมหาวิทยาลัยได้เข้าไปหยิบจับช่วยทำอาหารการกินแบบฝังลึกร่วมกับชาวบ้าน เพราะนั่นคือเวทีหนึ่งของการเรียนรู้ที่หาได้ยากยิ่ง
มิหนำซ้ำ
ปีนี้ ยังสามารถชวนให้ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงส่งทีมนักร้อง “สรภัญญะ” มาร่วมโชว์ให้ลูกๆ หลานๆ ได้ฟังมากถึงสี่หมู่บ้าน เสียดายก็แต่นิสิต ไม่มีคณะสรภัญญะมาร่วมประชันเท่านั้นเอง...(เอาไว้คราวหน้า-ผมจะสะกิดให้เขาเตรียมในเรื่องเหล่านี้อีกรอบ) ซึ่งจริงๆ จะว่าไปแล้ว ผมก็เคยฝากให้คิดเหมือนกันว่า ควรมีการตั้งทีมสรภัญญะมาสักทีม จากนั้นก็สัญจรไปทำวัตรเย็นในวัดต่างๆ ส่วนหนึ่งก็ร่วมร้อง/สวดสรภัญญะ อีกส่วนก็นอนวัด “ถือศีลปฏิบัติธรรม” ไปพร้อมๆ กัน (ผมว่า...ท้าทายดี)
และนั่นยังรวมถึงว่า ผมเสียดายที่ยังไม่สามารถกระตุ้นให้แต่ละคนเห็นความสำคัญของการแต่งกายในแบบวิถีไทยไปร่วมงานบุญงานทาน ซึ่งคงต้องลงแรงขับเคลื่อนกันให้มากกว่าที่ผ่านมา


ครับ, มันคือการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกี่ยวกับกระบวนการจัดกิจกรรม เห็นได้ชัดว่ารูปแบบหลากหลายขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น นิสิตขยับมามีส่วนร่วมมากขึ้น บุคลากรก็ยังไม่ถอดใจโยนภาระให้ทีมงานใหม่เสียทั้งหมด รวมไปถึงชาวบ้านได้มีส่วนในการทำกิจกรรมกับนิสิต
ซึ่งทั้งปวงนั้น คือตัวชี้วัดที่ผมให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง และผมก็เชื่อว่า ...มันคือความสุขที่ทุกคนแตะต้องสัมผัสได้ร่วมกันอย่างไม่กังขา....
ส่วนจำนวนเงินที่ถวายนั้น นับรวมแล้วได้จำนวน ๑๒,๕๖๘ บาท หาใช่ตัวชี้วัดที่ผมตั้งไว้ มันเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น...
และที่สำคัญ หากนิสิตหอพักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปีที่ ๑ ได้หันเหมาร่วมกิจกรรมมากขึ้น นั่นก็เท่ากับว่าเราได้เตรียมนิสิตเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพนิสิตได้อย่างถูกทาง ซึ่งที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะตบเท้าเข้าสู่แวดวงนักกิจกรรมไปโดยปริยาย
วันนี้ ผมจึงกำลังมองว่า บัดนี้ได้เวลาประกาศอย่างชัดแจ้งแล้วกระมังว่า กรรมการนิสิตหอพัก ก็ถือเป็น "นักกิจกรรม" อีกกลุ่มหนึ่งของมหาวิทยาลัย ด้วยเหมือนกัน

....
๒๔ กรกฎาคม ๕๓
ทอดเทียนพรรษามหากุศล
วัดชัยจุมพล,ขามเรียง
งานหอพักนิสิต มมส
สวัสดีค่ะ
มาชื่นชมกิจกรรมดีดีค่ะ
มีความสุขมากมากนะคะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ
มาชื่นชมกับกิจกรรมดีๆ
เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่ควรปลูกฝังกับเหล่าเยาวชนหนุ่มสาวอย่างยิ่ง
เพราะเขาเหล่านั้นเริ่มห่างหายและกำลังจะถูกกลืนไปกับสังคมแบบใหม่
จนลืมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยเรา ที่โรงเรียนก็มีกิจกรรมนี้เช่นกันค่ะ
ขอให้อาจารย์มีความสุขและอิ่มบุญที่ได้ทำนะคะ
พรุ่งนี้พี่ก็เตรียมจะไปทำบุญที่วัดเช่นกันค่ะ
เรียนท่านอาจารย์แผ่นดิน
งานนี้ไม่รู้จะว่ายังไงดีค่ะพูดได้แต่เพียงว่า " ปลื้มใจ" และอิ่มบุญไปกับอาจารย์และน้องๆทุกคน เป็นกิจกรรมที่ดีมากๆเลยค่ะ ได้งาน ได้ใจ ได้บุญ ถ้ามีโอกาสหรือทราบล่วงหน้า ดิฉันขออณุญาตมาร่วมกิจกรรมด้วยคนนะคะ ดิฉันเองรู้สึกผูกพันธ์กับมมส.มากค่ะ ลูกชายเรียนป.ตรีที่นี่ มาส่งเค๊าเข้าหอพัก มาเยี่ยม มาดูเค๊าทำกิจกรรม(เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของคณะค่ะ) มีเพื่อนเป็นอาจารย์ที่คณะพยาบาล และยังได้ติดต่อประสานงานกับอาจารย์คณะสาธารณะสุขหลายท่านในเรื่องงานวิจัย และวันที่ 29 กค.ที่จะถึงนี้ก็ได้เรียนเชิญท่านคณบดีคณะสาธาฯเป็นวิทยากรอบรมด้วยค่ะ และที่สำคัญศูนย์หนังสือมมส.เป็นแหล่งเรียนรู้ตั้งแต่ดิฉันเริ่มทำงานวิจัยมา ตอนนี้ก็แวะมาอ่านหนังสือเกือบทุกสัปดาห์ค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
เป็นกิจกรรมที่งดงามจังเลยค่ะอาจารย์ ไม่ใช่มีเพียงรูปแบบ และวิธีการ หากแต่ทุกอย่างมันมีชีวิตที่ซ่อนเร้น
ยังอยากเห็นกิจกรรมแบบนี้อยู่ค่ะ อย่างน้อยทำให้พวกเราไม่ลืมกำพืดของตนเอง
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ น้องชาย
ขอชื่นชม เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
สวัสดีครับท่านอาจารย์ แผ่นดิน
กิจกรรมทางศาสนา ทำแล้วมีสุข สนุกแล้วได้บุญ ที่เห็นๆคือความสบายใจ เป็นที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นผู้ให้
"ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังมีปรัชญาว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” ตราบนั้น ชาวหอพักก็ควรต้องมีกิจกรรมในทางสังคมเช่นนี้อยู่วันยังค่ำ " คนระดับ ปัญญาชน ระดับอาจารย์ เป็นแบบอย่างให้สังคมในการทำกิจกรรมศาสนา
ด้วยเชื่อมั่นว่า หลักธรรม หลักศาสนา คือสุขภาวะของชุมชน
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน
อ่านบันทึกในรายละเอียดแล้วรู้สึกซึมซับในแนวคิดของการมีส่วนร่วมในชุมชนของมมส.
และขอเชียร์ให้กิจกรรมดีดีดำเนินต่อไปอย่างที่ตั้งใจนะคะ
สวัสดีครับ คุณNatcha Chalermklang
จริงๆ กิจกรรนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น หรือยกแรกๆ เท่านั้น เพราะถัดจากนี้ ก็เป็นการเปิดตัวหนึ่งคณะหนึ่งหมู่บ้าน โดยแต่ละคณะจะมุ่งลงสู่การทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน พร้อมๆ กับการเรียนรู้ชุมชนไปในตัว
และที่สำคัญก็จะมีการเน้นการปฏิบัติธรรมในเทศกาลเข้าพรรษาเป็นระยะๆ..
ขอบคุณครับ
ตามมาอ่านนักกิจกรรม ฮ่าๆๆ ได้ทำบุญพร้อมกิจกรรมดีจังเลย ได้พักบ้างหรือยังครับ
สวัสดีครับ พี่ครูอรวรรณ
ผมและทีมงานยังมีแผนงานรองรับความต่อเนื่องที่ว่าด้วยกิจกรรมเช่นนี้ นั่นก็คือการฟังธรรมะในสถานศึกษา เทอมนี้จะจัดประมาณสองครั้ง และจัดค่ายธรรมะในสถานศึกษาเป็นค่ายใหญ่ น่าจะหาคนเข้าร่วมซักประมาณ 200 คน
กิจกรรมเหล่านี้ต่อยอดจากการเข้าพรรษา วันนี้รณรงค์ตามประเพณีด้วยพิธีกรรม/พิธีการไปก่อน ถัดจากนี้ก็จะเป็นการเน้นสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังต่อไป
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณยาย
ดีใจอย่างยิ่งเลยครับที่ได้รู้จักพี่ในฐานะของผู้ปกครองของนิสิต และยังเป็นบุคคลที่มีทัศนคติที่ดีต่อมหาวิทยาลัย
กิจกรรมต่างๆ ที่ผมนำมาเขียนถึงนั้น ส่วนใหญ่จัดแล้วค่อยนำมาเขียนมาบอกเล่า ระยะหลัง ผมเริ่มเขียนเกี่ยวกับหอพักมากขึ้น เพราะมุ่งที่จะพัฒนาองค์กรนี้ให้มีรากฐานด้านการพัฒนาศักยภาพนิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลังๆ ผมไม่ค่อยได้เขียนถึงกิจกรรมในภาพรวมขององค์กรนิสิต หรือชมรมต่างๆ
ผมอยากจะเรียนว่า หากพี่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดตามปฏิทินกิจกรรมล่วงหน้าเป็นระยะๆ ได้ที่เว็บไซด์กองกิจการนิสิต นะครับ ตามลิงค์นี้เลยhttp://www.sa.msu.ac.th/
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณnamsha
ในกระบวนการทางการศึกษา ผมและทีมงานก็คงทำเต็มที่ในสิ่งที่อำนวยให้ทำ ด้วยความที่ว่าสิ่งที่ทำเป็นเพียงกิจกรรมนอกหลักสูตร ไม่สามารถกะเกณฑ์ใครๆ ให้เข้าร่วมได้เหมือนถูกกำหนดจากวิชาเรียน ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่อง "จิตอาสา" หรือจิตสำนึกสาธารณะที่เราเพียรพยายามกระตุ้นให้นิสิตเห็นความสำคัญของการเรียนรู้...
และที่สำคัญ ผมเชื่อว่า เมื่อนิสิตก้าวพ้นจากมหาวิทยาลัยไปสู่หมู่บ้าน พวกเขาย่อมได้สัมผัสเรียนรู้ในวิถีชุมชนไปโดยปริยาย อย่างน้อยก็ได้พูดได้คุยกับชาวบ้าน ได้เห็นเรื่องราวในวัด ได้กินข้าวร่วมกับชาวบ้าน ได้ฝึกทำอาหาร ฯลฯ...
นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังถือได้ว่า สอนให้นิสิตเห็นคุณค่าของการคืนทุนให้กับท้องถิ่นที่ตนเองมาพึ่งพา แถมยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชาวบ้านได้อย่างงดงาม โดยมีนิสิตเป็น "สะพานใจ" และอาศัยกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นเครื่องมือในการผูกโยงและเชื่อมประสาน
..
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ครูอ้อย แซ่เฮ
ผมกำลังจะขับรถไปกาฬสินธุ์ เพื่อรับเจ้าสองหนุ่มกลับสารคาม...
ช่วงนี้เขาไปไหนได้ไม่นาน เพราะวิตกเรื่องการบ้าน..กลัวว่าจะทำการบ้านไม่เสร็จ
...คิดถึงเช่นเคย นะครับ...
สุดยอด อาจารย์ผู้มีวิสัยทัศน์ ต้องยกให้อาจารย์แผ่นดิน ที่มีความคิด นำนิสิตนักศึกษา และกรรมการในหอพัก ออกมาร่วมกิจกรรมบ้างเป็นส่วนหนึ่งของสังคมบ้าง โดยให้มีการจัด “ทอดเทียนพรรษามหากุศล” เรียกว่าได้โอกาสเหมาะพอดี แล้วจะเริ่มต้นอย่างไร ซึ่งทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ยังขาดประสบการณ์ เพราะนิสิตในวันนี้ ก็จะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ควรจะรักษาวัฒธรรมประเพณี และมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยที่อาจารย์ดูห่างๆๆ ให้กรรมการนิสิตลองทำดู เพื่อการพัฒนาขับเคลื่อนเมื่อศึกษาจบแล้ว จะได้มีประสบการณ์บ้าง อย่างน้อยก็เป็นกำลังหรือเรี่ยวแรงในหมู่บ้านของตน ให้รู้จักรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม ซึ่งนิสิตสมัยใหม่ จะไม่ค่อยให้ความสนใจและให้ความสำคัญกัน ปล่อยให้เป็นหน้าที่บทบาทชาวบ้านหรือผู้นำชุมชน
-และก่อนการอนุมัติ ให้หาเหตุหาผล ในการสมควรจัดหรือไม่ คงจะเรียกว่า SWOT ที่อาจารย์ไดบรรยายแต่ละหัวข้อ วิเคราะห์ก่อนจะร่วม
-ภาพสวยมากเลยคะ และเห็นมุมบรรยากาศได้ชัดเจน
-และอาจารย์ยังมองออกว่า ไม่ว่านิสิต หรือชาวบ้าน ไม่สวมชุดไทยกันเลย หรือเสื้อผ้าแบบอนุรักษ์ความเป็นคนอีสาน คนไทยกัน นี่เราก็เห็นจุดอ่อนแล้วครั้งหน้า นิสิตก็คง จะต้องเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านได้เล็งเห็นความสำคัญก่อน
-สำหรับคนแก่ สูงอายุ ใส่ชุดขาว ก็ยังสื่อได้ว่าเป็นวันศีล วันพระกัน
-และโดนใจ คำนี้ ถ้านิสิตได้รับรู้ เขาก็จะตระหนักและให้ความร่วมมืออย่างดี “มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน - ไม่ใช่ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย”“ผู้มีปัญญา พึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” โดยเฉพาะในท้องถิ่นตน ถ้าอ่านประโยคนี้หรือได้ยิน แล้วยังเฉื่อยชาอยู่ ก็ไม่รู้จะไปบอกใครได้อีกคะ
-ปีหน้า ฟ้าใหม่ ยังมีโอกาสคะ นิสิตคงไม่ได้ไปมีส่วนร่วมในท้องถิ่นของตน ให้รู้ไว้ เมื่อจบไปแล้ว ต้องทำแบบนี้ นะ สร้างประสบการณ์ที่ถูกต้องของธรรมเนียมชุมชนไปก่อน
-และขอชมเชยอาจารย์ แผ่นดิน ไม่ว่าด้านความคิด การใช้คน และเห็นความสำคัญของนิสิต ที่ไม่ค่อยแสดงออก หรือเห็นความสำคัญตน ได้เปิดโอกาสแสดงตนและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมชาวบ้านบ้าง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนั้นเช่นกัน แถมมากด้วยปัญญา ที่จะเน้นรักษาวัฒนธรรมมากกว่าแข่งขันกันลงทุนมากมาย แต่ไร้ประโยชน์สื่อทางจิตใจและตำนาน
-คิดว่า ยังมีโอกาสอื่นๆๆอีกที่นิสิตจะได้มีบทบาทและการมีส่วนร่วมอีกคะ คงจะมีทักษะขึ้น ในการจัด หรือร่วมครั้งต่อไป การเรียนรู้โลกภายนอก
-ขอบคุณอาจารย์แผ่นดินมากนะคะ ส่งรูปนางฟ้อนน่าสนใจ จนพี่สุต้องตามมาชม จนได้ และได้ข้อคิดมากมายของการเป็นผู้นำ ด้านความคิด
สวัสดีครับ พี่วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
อันที่จริงตัวชี้วัดที่ดีที่สุดที่ผมปรารถนาให้เกิดขึ้นก็คือ การที่ได้เห็นนิสิต หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่หอพักได้มี "ความสุข" ในฐานะของการเป็น "ผู้ให้" กับ "ชุมชน" นั่นเอง เพราะนานมากเลยทีเดียวที่กิจกรรมในทำนองนี้ไม่ได้ถุกขับเคลื่อนออกมาอย่างจริงจัง และไม่ค่อยวางโจทย์การเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมไว้ในโครงการเท่าใดนัก
ถัดจากนี้ไปก็คงให้ทุกคนได้ลองคิดดูว่าสามารถทำกิจกรรมอะไรต่อเนื่องได้บ้าง..ดังเช่นที่ผมยกตัวอย่างก็คือ นำนิสิตเข้าปฏิบัติธรรมถือศีลในทุกวันพระร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ... จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชนไปในตัว กิจกรรมทำนองนี้ ดูเหมือนไม่มีใครพานิสิตทำเท่าไหร่นัก
จะลองพยายามทิ้งประเด็นให้มงานได้คิด และสร้างสรรค์อีกที
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ครูอิงจันทร์
ขอบพระคุณที่แวะเวียนมาร่วมเสนอแนะ และต่อยอดแนวคิดในบันทึกนี้นะครับ
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผมเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในกระบวนการเทศกาลต่างๆ ในสังคมไทย ต้องยอมรับว่าเราสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการเสกสร้างพิธีกรรม หรือพิธีการไปอย่างมากมาย
ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ เทศกาลกฐินในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว-มีการระดมคนเข้าทำงานกันใหญ่โต แจกซองไปก้เยอะ เลี้ยงดูปูเสื่อกันก็มาก มีการสมโภชในยามค่ำคืนด้วยหมอลำคณะใหญ่ ล้มวัวและหมูไปหลายตัว สุดท้ายหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเข้าถวายวัดไม่ถึงหมื่นบาท...
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็เช่นกัน เป็นปีแรกที่ชาวหอพักได้จัดแต่งขวนขึ้นมาเล็กๆ เน้นการประหยัดให้มากที่สุด นักดนตรีและนางรำก็ขอความอนุเคราะห์ให้มาช่วย มีค่าน้ำค่าข้าวให้แบบกันเอง ที่ต้องมีขบวนแห่เล็กๆ เช่นนี้ ก็เพราะต้องการใช้เป็นเครื่องมือในการดึงคนหลากวัย หลากสถานะมาร่วมทำงานกันให้มากขึ้น ซึ่งกระบวนการ หรือรูปแบบเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกของการจัดทำขึ้น ผลพวงเช่นนี้ กลายมาเป็นภาพร่างของการทำงานในรูปของเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นคือภาพแห่งการเรียนรู้ที่ชาวหอพักได้ค้นพบมากขึ้น และเห็นตัวตนของตัวเองในฐานะของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของมหาวิทยาลัยและชุมชน
ที่เหลือจากนี้ ผมยังคงต้องคิดและร่วมวางแผนกับทีมงานว่าจะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดกระแสของการ "ถือศีลปฏิบัติธรรม" โดยอาจชวนให้นิสิตและเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมถือศีลในวันพระร่วมกับชาวบ้านที่มีขึ้นในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา...อย่างน้อยก็คงเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนเรื่องธรรมะในสถานศึกษาและผูกโยงไปสู่ค่ายธรรมะในสถานศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเราห่างเหินมานานมาก
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ พี่นาง (มณีวรรณ ตั้งขจรศักดิ์)
ด้วยความที่ว่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ย้ายมาตั้งในเขตชุมชนอันเป็นหมู่บ้านรายรอบอย่างมากมาย ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้ก็ตั้งรกรากมานานแสนนานมากแล้ว มหาวิทยาลัยมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่องหลายมุม...ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน และการเปลี่ยนแปลงที่ว่า ก็เป็นธรรมดาที่วัฒนธรรมเดิมๆ ย่อมได้รับผลกระทบไปบ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่แน่นอนครับ ในฐานะของการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตร เรื่องราวเหล่านี้เราไม่เคยละเลย แต่ให้ความสำคัญอย่างมากกับมิติของการดูแลชุมชนและเรียนรู้ชุมชนไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นกิจกรรมในทำนองนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราถือว่าเป็น "พันธกิจ" มันเป็นยิ่งกว่าหน้าที่...ซึ่งเราก็พิสูจน์แล้วว่า ทั้งผมและทีมงาน หรือแม้แต่องค์กรมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้อย่างเต็มกำลัง ...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
ยังพักไม่เต็มที่เลยครับ...
ตอนนี้มหาสารคามฝนตกต่อเนื่องได้สักชั่วโมงแล้ว...
โทรกลับบ้าน-พ่อบอกฝนไม่ตกเลย..
....