วันนี้เกิดนึกแว๊บขึ้นมาระหว่างที่ อ่านต้นฉบับบทความจดหมายข่าว เลยต้องหยุดอ่านและรีบบันทึกเอาไว้ก่อน ถามตัวเองขึ้นมาว่า ...
งานเขียนที่อ่าน ไม่ว่าใน blog ในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ต ที่เราได้อ่านมานั้น มองเห็นอะไรบ้างในเรื่อง ลีลาของการเขียน
หยุดคิดพักหนึ่ง....
ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร จึงจะสามารถสื่อความรู้สึกได้ตามที่เราคิดได้หมด เอาเป็นว่าเอาสิ่งที่เห็นชัดๆก่อนนะครับ เห็นลีลาการเขียนที่ต่างกัน 2 ลีลาใหญ่ๆลีลาแรก คือ ลีลาแจ้งเพื่อทราบ (information style) เป็นลักษณะของคนที่เขียนแบบแจ้งข้อมูลข่าวสารในเชิงประจักษ์ให้ทราบ เช่น มีเหตุการณ์อะไร ที่ไหน มีใครบ้าง เมื่อไหร่ ผู้รู้เขาเคยว่าไว้อย่างไร อะไรประมาณนี้ เป็นต้น
ส่วนอีกลีลา ก็คือ ลีลาสะท้อนความคิด (reflection style) เป็นลักษณะของงานเขียนที่เป็นแนวใช้มุมมองของตัวเองตีความสิ่งที่พบเห็น สะท้อนความรู้สึกที่มีต่อ คนนั้น เหตุการณ์นั้น สิ่งนั้น เหล่านั้น ว่าเห็นเป็นอย่างไร?
ผมย้อนนึกถึงตัวเอง ในสมัยที่เรียนหนังสือในโรงเรียน ตั้งแต่ผมเริ่มเขียนข้อความเป็นเขียนเป็นประโยคได้ ผมถูกสอนให้เขียนเป็นแบบลีลาแรกเสียเป็นส่วนใหญ่ ได้เขียนลีลาอย่างหลัง ด้วยตัวเองสมัยเรียนที่วิทยาลัย เริ่มเขียนไดอารี่ส่วนตัว ตอนนั้นก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าผมไปได้ไอเดียการเขียนไดอารี่มาจากไหน แต่ก็เขียนไม่ได้บ่อยนัก คือไม่ทุกวันนะครับ แต่มันเขียนแบบอิสระมาก จนบางครั้งกลับไปอ่านใหม่ ก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เขียนเหมือนกัน เพราะเขียนวกวนจริงๆ
แต่วันนี้ที่เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่อีกอย่างก็คือ การเขียนลีลาสะท้อนความคิดนั้น มันเป็นมากกว่าที่เราเคยรู้จักมัน มันช่วยให้คนเราเกิดการฝึกทักษะอะไรบางอย่างที่นำไปสู่การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ดีมากทีเดียว พอเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน พูดถึงการเขียนในงานที่ทำก็ต้องเขียนแบบลีลาแรกอีกเหมือนเดิม เพราะใครๆก็เขียนอย่างนั้น ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาอย่างนั้น จนมาถึงตอนนี้ ได้มีโอกาสเขียนในลีลาหลังมากขึ้น จึงพอเข้าใจมองเห็นความแตกต่างบางอย่าง
การเขียน แม้จะดูว่าเป็นสิ่งเล็กๆ แต่สมแล้วที่คนเฒ่า คนแก่เขาบันทึกไว้ว่า “ลิขิต” เป็นหนึ่งของหัวใจนักปราชญ์ ยิ่งการเขียนที่เป็น จิ + ลิ (การเขียนที่ใส่หัวจิตหัวใจของคนเขียนเอาไว้ด้วย) น่าจะช่วยให้เรียนรู้สิ่งที่ตัวยังไม่รู้อีกมากทีเดียว
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ อยากจะพูดว่าคุณธวัช ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานเขียนออกมา คนอ่านก็จะได้รับอารมณ์ ความรู้สึกร่วมไปด้วย
คุณธวัช สังเคราะห์ขึ้นมาทำให้ผมได้เครื่องมือดีขึ้นมาชิ้นหนึ่งในการอ่านงานเขียนต่างๆว่าอุดมไปด้วยข้อมูลชนิดใด และใช้เตือนตนเองในการเขียนบันทึกด้วยครับ ขอบคุณมากครับสำหรับองค์ความรู้นี้
เห็นด้วยค่ะ เรามักจะถูกสอนมาให้เขียนแบบแรก ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน และที่ทำงาน การเขียนแบบหลังจึงยาก ต้องใช้จินตนาการ และความกล้าหาญสูง เราถูกสอนให้เดินตามกรอบที่มีอยู่ ห้ามคิดนอกกรอบ เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ทำนองนั้น..... ส่วนใหญ่จึงถูกปลูกฝังให้ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น จินตนาการ คงต้องใช้เวลาเรียนรู้ต่อไปค่ะ.....
แซว ๆ ก่อนนะครับ เจ้าตัวเล็กยังกวนตอนดึก ๆ อีกไหมครับ หรือยังกวนเหมือนเดิม แต่ไม่ค่อยเกี่ยวกับผม (ฮา)
ผมมองว่าการเขียนแบบหลัง ซึ่งเป็นการเขียน reflection style จะเป็นการเขียนประมาณว่า บ่น ๆ นะ เวลาผมนึกได้อย่างนี้ (นึกว่าขอบ่นหน่อย เพราะชีวิตจริงเราบ่นไม่ค่อยได้ด้วยวาจา) จะเขียนออกมาได้ดีแฮะ (วัดด้วย คห.) อันนี้ผมนะ ท่านอื่นอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ฉะนั้นการเขียนของผมก็ใช้เทคนิคการจินตนาการเช่นนี้ครับ
เป็นองค์ความรู้หนึ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเข้ามานำไปปรับใช้การอ่านความคิดของคนอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร
ขอบคุณครับ