ในที่สุด คุณภาพชีวิต (quality of life) ก็มีคู่จนได้ คุณภาพการเสียชีวิต (quality of death)

วันนี้ที่ประเทศสิงคโปร์ มีการเปิดตัวรายงานอันดับคุณภาพการดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายของประเทศต่างๆตามตัวชี้วัดที่ชื่อ ดัชนีคุณภาพการเสียชีวิต Quality of Death (QoD) Index โดยนิตยสาร The Economist และมูลนิธิ The Lien Foundation เป็นครั้งแรก

คนที่ชื่นชอบตัวเลข การจัดอันดับ ตัวชี้วัด การแข่งขันเอาที่หนึ่ง คงหูผึ่ง ส่วนคนที่เกลียดการเปรียบเทียบแบบระบบดิจิตอล ก็คงแค่ชายตามองผาดๆ

ผมกำลังเขียนโครงการจัดตั้งสมัชชา palliative care แห่งประเทศไทย ก็เลยได้วัตถุดิบชั้นดีในการเขียนร่างโครงการ เพราะ ประเทศไทย ไม่ถูกเขาเอาไปจัดอันดับ อันนี้แน่นอน เพราะเรื่องนี้ต้องยอมรับว่า ระบบบริการคนไข้ระยะสุดท้ายของบ้านเรายังอยู่ในระยะเริ่มต้น ไม่สามารถเอาไปเทียบเคียงกับ ๔๐ ประเทศที่เขานำไปจัดลำดับได้

มาดูผลคร่าวๆกัน จากคะแนนเต็ม ๑๐ ประเทศที่ได้อันดับหนึ่ง คือ อังกฤษ​ (๗.๙) รองลงมาคือ ออสเตรเลีย (๗.๙) นิวซีแลนด์ (๗.๗) ส่วนประเทศในเอเชียที่อยู่ในอันดับได้แก่

อันดับ ๑๔ ไต้หวัน (๖.๐)

อันดับ ๑๘ สิงคโปร์  (๕.๕)

 อันดับ ๒๐ ฮ่องกง (๕.๓)

อันดับ ๒๓ ญี่ปุ่น  (๔.๗)

อันดับ ๓๒ เกาหลีใต้  (๓.๗)

 อันดับ ๓๓ มาเลเซีย (๓.๗)

อันดับ ๓๗ จีน (๒.๓)

อันดับ ๔๐​ สุดท้าย อินเดีย (๑.๙)

ผมรู้สึกสะดุดอยู่ประเทศเดียว คือ จีน ซึ่งผมค่อนข้างสงสัยที่ได้คะแนนดีกว่าอินเดีย สำหรับประเทศอื่นๆที่ได้คะแนนดี จะเห็นว่ามีระบบสาธารณสุขถอดแบบมาจากอังกฤษ ที่เป็นต้นธารของการดูแลรักษาประเภทนี้

สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาเวลาดูการจัดลำดับแบบนี้ คือ เกณฑ์การให้คะแนน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจมากกว่าประเทศไหนได้ที่เท่าไร

ดัชนีนี้ให้คะแนน ๔ ​ด้าน คือ

  • คุณภาพของระบบดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย                  น้ำหนัก ๔๐%
  • การมีระบบบริการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย                  น้ำหนัก ๒๕%
  • ระบบสาธารณสุขที่เอื้อต่อการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย   น้ำหนัก ๒๐%
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย              นำหนัก ๑๕%

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในตารางข้างล่าง

อ้างอิงและสามารถ download รายงานได้ที่ http://www.lifebeforedeath.com/qualityofdeath/index.shtml


อย่างน้อยดัชนีนี้ ก็ทำให้เรารู้ว่า การพัฒนางานด้านนี้ในประเทศของเรา ต้องมุ่งเน้นเรื่องอะไรบ้าง

อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีไปไหนนะครับ