การบ้าน (ตอบใน blog นี้ ภายในตีห้า วันเสาร์ 17 กค 53)
ตามความเห็นของท่าน หลังจากฟังการนำเสนอสรุปแนวคิดจากหนังสือ 2 เล่ม ของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์แล้ว
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
จากการที่ได้ฟังแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เรียนรู้ถึงหัวใจของการบริหารว่า "การบริหารตามวัตถุประสงค์" ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจ ที่เอื้ออำนวยให้กลยุทธ์การกระจายอำนาจเกิดผลจนองค์กรเติบโตและเศรษฐกิจขยายตัวกว้างขึ้น ด้วยการให้คนมีส่วนร่วมในการบริหาร และมีความผูกพันกับองค์กร เรื่องสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการจัดการทั่วไปที่พูดกันจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ,นักบริหารมืออาชีพ,นักประกอบการ หรือ จริยธรรมทางธุรกิจ ต่างเป็นความรู้ที่ได้จากดรัคเกอร์
ดรัคเกอร์ให้ความคิดเกี่ยวกับ "ระบบทุนนิยมที่เปลี่ยนไป" ในยุคสมัยที่โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การมีวิกฤติทั้งราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงจากปัญหาพลังงานขาดแคลนและวิกฤติดอกเบี้ยโลกพุ่งสูง แนวคิดในหนังสือ ช่วยให้การทำแผนเปลี่ยนแปลง วางแผนตั้งรับสภาวะวิกฤติ และปรับสภาพการบริหารสู่ความทันสมัย เพื่อสู้และรับกับสภาวะข้อจำกัดกับวิกฤติได้ล่วงหน้า และหลักการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ค้าขายโดยสร้างผลกำไร การรักษาสภาพคล่อง เพื่อรองรับข้อจำกัดใหม่ที่อาจเกิดขึ้นและเสริมความปลอดภัยจากวิกฤติ และรับมือสภาวะการแข่งขัน
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
จากการที่ได้ฟังแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ สิ่งที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง ก็จะเป็นธุรกิจของตัวเองในอนาคตที่วางเป้าหมายเอาไว้ว่าจะลงมือทำซึ่งเรื่องราวแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ นั้นทำให้ตัวเองจำเป็นต้องมองโลกให้กว้างอยู่เสมอเพราะโลกมีการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาแต่ช่องทางเพียงเล็กน้อยในตลาดอาจทำให้เรากลายเป็นธุรกิจที่เติบโตและประสบความสำเร็จได้ ซึ่งความละเอียดรอบคอบและความใส่ใจในทุกรายละเอียดก็จะส่งผลให้ธุรกิจของตนเองประสบผลสำเร็จได้ ซึ่งจะประสบผลสำเร็จได้ต้องมาจากการบริหารที่มีประสิทธิภาพเป็นไปตามขั้นตอน โดยแท้จริงแล้วแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายๆเหตุการณ์แล้วแต่จะเลือกปฏิบัติแต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างมาแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
นายเสรี พรตเจริญ S-METM 53-3658-080-7
- สิ่งที่ได้เรียนรู้
ในปัจจุบันการรับรู้ข่าวสาร การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง อย่างที่มีการเรียกขานว่า"โลกไร้พรมแดน" องค์กรต่างๆรวมทั้งองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา เพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน องค์กรต้องแสวงหาความรู้ใหม่ ๆในเรื่องการบริหารจัดการ, ความต้องการของผู้บริโภค, พัฒนาบุคคลากรในองค์กรให้มีความรู้ความสามารถ และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ
- สิ่งที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
การที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และตลอดเวลานั้น เราเองต้องมีการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องทำหน้าที่การงานของเราอย่างเต็มความรู้ความสามารถ
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากหนังสือของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ทั้ง 2 เล่ม คือ
สิ่งที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ
นั้นเป็นผลมาจากการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ด้วยการสื่อสารภายในอย่างสม่ำเสมอ
การให้พนักงานได้รับข้อมูลเชิงกลยุทธ์ไปในทิศทางเดียวกัน
ก่อให้เกิดความเข้าใจว่าตนเองจะมีส่วนร่วมทำงานเชิงกลยุทธ์ให้บริษัทบรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างไร
ทำให้องค์กรมีโฟกัสและมีวินัยในการทำงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ
และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานทุกคน อันจะเป็นหนทางนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ
2.สิ่งที่คาดว่าปรับใช้กับตัวเราได้
จากความรู้เรื่องการบริหารจัดการดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับองค์กรของผมได้
เนื่องจากเป็นธุรกิจของการบริการ ต้องอาศัยการทำงานกับคนทั้งในและนอกองค์กรเป็นหลัก
แนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ จึงเป็นความรู้ที่มีประโยชน์กับผมเป็นอย่างมากครับ ทั้งในเรื่องของการบริหารคน และการสื่อสาร
นายพรสุระ เฉิดฉายพันธุ์ S-METM 53-3658-0690
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ คือ บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่ โดยที่ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ จะมีปรัชญาที่สำคัญ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล โดย ดรัคเกอร์ ได้ให้เรามีการฝึกคิดถามอย่างมีเหตุผลว่าประสิทธิภาพกับประสิทธิผลนั้นนำไปเป็นแนวทางในการจัดการและการตัดสินใจในโลกธุรกิจที่แข่งขันกันสมัยใหม่องค์กรที่มีการจัดการที่ดีจะทำให้แก้ปัญหาได้รวดเร็วและเป็นที่พึงพอใจแก่ลูกค้าการแก้ปัญหาคือการพัฒนาให้ทันต่อเวลา ดรัคเกอร์ บอกเสมอข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญการเชื่อมโยงในโลกธุรกิจสมัยใหม่นั้นไร้พรมแดนในโลกอินเตอร์เนท ลูกค้าเข้าถึงเราได้อย่างรวดเร็วและมีทางเลือกในการตัดสินใจในฐานข้อมูลที่ลูกค้าได้รับซึ่งองค์กรที่มีการจัดการฐานข้อมูลในรูปซอฟแวร์อย่างมีระบบคือ ประสิทธิภาพกับประสิทธิผล ที่ดีนั้นจะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจและเชื่อมั่น เพราะลูกค้าสมัยใหม่ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแนวคิดการมีความสัมพันธ์ที่ดีเป้นสิ่งสำคัญสิ่งเหล่านี้จะทำให้องค์กรที่นำไปใช้จะได้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเพราะ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้กล่าวไว้ว่า ธุรกิจไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจแต่มันเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจนั้นคือ ระบบประชาธิไตย
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
ผมทำงานอยู่โรงงานกระดาษเทนมาเป็นวิศวกรโรงงาน เป็นโรงงานญี่ปุ่น ผมได้อ่านแนวคิด ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ผมกว่าได้ว่าทำให้ผมมีความรู้ด้านการจัดการเพิ่มขึ้นที่โรงงานผม ญี่ปุ่นนั้นนำแนวคิดของ ดรัคเกอร์ มาใช้นานแล้วในรูปแบบ tpm และการจัดการ ข้อมูลด้านเทคโนโลยีการจัดการด้านวิธีการเช่น โตโยต้า TOYOTA Just In Time (JIT) สิ่งเหล่านี้ทำให้คนและประเทศของเขาพัฒนาและคนญี่ปุ่นนั้นเก็บฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีไว้เพื่อเป็นตัวกำหนดราคาในสิ่งนั้นความรู้ของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ทำให้ผมได้พัฒนาแนวคิดด้านการจัดการมาปรับใช้ในการทำงานให้เหมาะสมภายในองค์กรที่ผมทำงานอยู่และทำให้ตัวผมเองได้พัฒนาความสามารถเพิ่มขึ้นและแนวคิด ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ทำให้ผมรู้ว่าการที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานนั้นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ประสบผลสำเร็จครับ
นาย อัคเรศ พันธุภัทร s-metm 53-3658-081-5
1. สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในความสำคัญทีทำให้อาสาสมัครจำนวนมากมีส่วนร่วมทำงานให้องค์กรไม่แสวงหากำไรในอเมริกามาจากความต้องการของอาสาสมัครเองที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อชุมชนคือทำด้วยใจที่อยากทำอย่างแท้จริง
2. สิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
จะเห็นได้ว่าอาสาสมัครที่ทำงานในองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นการทำงานที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน คือเป็นการทำหน้าที่ให้ดีที่สุดของประชาชนคนนึงในประเทศ ซึ่งแนวคิดประเภทนี้สามารถปรับใช้ให้เข้ากับทุกอย่างในชีวิตคนๆนึง คือคิดดี ทำดี ตั้งใจทำในสิ่งที่ดีครับ
1. สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในความสำคัญทีทำให้อาสาสมัครจำนวนมากมีส่วนร่วมทำงานให้องค์กรไม่แสวงหากำไรในอเมริกามาจากความต้องการของอาสาสมัครเองที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อชุมชนคือทำด้วยใจที่อยากทำอย่างแท้จริง
2. สิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
จะเห็นได้ว่าอาสาสมัครที่ทำงานในองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นการทำงานที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน คือเป็นการทำหน้าที่ให้ดีที่สุดของประชาชนคนนึงในประเทศ ซึ่งแนวคิดประเภทนี้สามารถปรับใช้ให้เข้ากับทุกอย่างในชีวิตคนๆนึง คือคิดดี ทำดี ตั้งใจทำในสิ่งที่ดีครับ
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
ในการทำงานทุกๆอย่าง จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของคนก่อนสิ่งอื่นใด หากทุกคนทำงานกันด้วยความไว้วางใจ ทุกคนจะไม่เสียใจและผิดหวังจากการทำงาน เพราะไม่ได้ทำด้วยการถูกบีบบังคับให้ทำ แต่ทุกคนทำด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทำงานกันด้วยความไว้วางใจ โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่องกรค์กรตั้งไว้ เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายขององค์กร พนักงานหรือคนงาน ผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำงานขององค์กรทุกคนย่อมต้องการความสำเร็จ ทั้งด้านหน้าที่การงาน ค่าตอบแทน เช่นกัน
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
สามารถนำไปปฏิบัติได้ ในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา โดยการแสดงความคิดเห็นแก่ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยงาน เป็นการให้เกียรติ ให้โอกาสแสดงความสามรถหรือจุดแข็งของแต่ละบุคลเป็นการสนับสนุนให้พนักงานหรือคนงานได้สร้างผลงานเพื่อความสำเร็จของบุคคลและองค์กร โดยใช้หลักการมอบหมาย
- ทีมให้รับผิดชอบภารกิจ
- อำนาจและอิสระในการทำงาน โดยการให้แนวทางและการประเมินผล ความรับผิดชอบ โดยไม่ผิดจริยธรรม ไม่ผิดกฎหมาย
- การสนับสนุนให้ใช้จุดแข็งของแต่ละบุคคล แสดงความสามารถที่มีอยู่กับโอกาส เพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่องกรค์และความสำเร็จของบุคล
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
ได้รู้จักปีเตอร์ ดรักเกอร์ บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่และได้รู้จักปรัชญาของดรักเกอร์เรื่อง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเงิน การจัดการ การเรียนรู้ เรื่องบุคคล และได้เข้าใจถึงความเปลื่ยนแปลงของโลกธุระกิจทำให้เข้าใจการต่อเนื่องกันในโลกธุระกิจ ว่าโลกธุระกิจในปัจจุบันเป็นโลกธุระกิจแบบโลกเลโก้ ทราบถึงความสำคัญของลูกค้าที่มีความสำคัญมากต่อธุระกิจทำให้เราต้องให้ความสำคัญ และทำความเข้าใจในลูกค้าเพราะลูกค้าจะเป็นตัวชี้วัดถึงความอยู่รอดของธุระกิจ
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
ประยุกต์กับชีวิตส่วนตัวเรื่องคิอ นำปรัชญาการเรียนรู้ของดรักเกอร์ที่ว่า การเรียนรู้คือกระบวนการที่ยาวนานตลอดชีวิตเราจะต้องเรียนรู้เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ประยุกต์กับการงานคือ การที่เราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกของธุระกิจที่มีการเปลื่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและเปลื่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและให้ความสำคัญกับลูกค้าเพราะลูกค้าเป็นคนที่สำคํญมาก ประยุกต์กับสังคมคือ รู้ว่าทุกคนเป็นชิ้นส่วนต่างๆในโลกของธุระกิจที่เหมือนกับชิ้นส่วนของตัวต่อเราจึงต่อมีการพึ่งพาอาศัยกันในหลายๆด้าน
ชนาธิป ออสกุล
53-3658-056-7
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้
แนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ แบ่งการบริหารออกเป็น 2 ส่วนคือ
1)การบริหารและการประกอบการโดยการกำหนดเป้าหมายที่เจาะจงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
2)การบริหารทรัพยากรบุคคลให้ได้ใช้ความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลิตผลการทำงาน
3)การบริหารผลกระทบและความรับผิดชอบของสังคม
จุดมุ่งหมายของธุรกิจคือ การสร้างธุรกิจนั่นคือการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า สภาพการแข่งขัน โอกาสความเป็นไปได้ที่จะสร้างธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับ
1)การตลาด : หมายถึงการเข้าใจลูกค้าและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้
2)นวัตกรรม : หมายถึงการสิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
ผู้บริหารขององค์กรต้องเป็นผู้กำหนดเป้าหมายขององค์กร ระบุวัตถุประสงค์ และภาระหน้าที่ขององค์กร ผู้บริหารต้องเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์ธุรกิจในระดับนโยบาย และเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญและมีผลกระทบที่จะทำให้องค์กรไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
ผู้บริหารที่ดีต้องมีภาวะผู้นำ (Leadership) ความสำคัญของภาวะผู้นำคือผลการดำเนินงาน และภาวะของผู้นำนั้นคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการบริหาร ซึ่งการกำหนดขอบเขตการตัดสินใจความรับผิดชอบภายใต้สภาวะความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน เพราะการมีภาวะผู้นำที่ดีต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กรด้วย
การสื่อสารกันระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานจึงมีความสำคัญ การถ่ายทอดนโยบายและวัตถุประสงค์ที่ผู้บริหารต้องการไปสู่ผู้ปฏิบัติงานต้องครบถ้วน ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจและปฏิบัติงานตามแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกันกับทิศทางที่ผู้บริหารกำหนดภายใต้เป้าหมายเดียวกัน ในทางกลับกันสื่อสารจากผู้ปฏิบัติงานถึงหัวหน้างานหรือผู้บริหารก็ควรเป็นการรายงานผลที่มีหลักการรองรับ มีประโยชน์ต่อผู้บริหารที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนปรับปรุงการทำงานต่อไป
ปัจจุบันการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึงเช่นกัน การรับรู้ข้อมูลข่าสารที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าโจมตี รวมถึงการขัดขวางการขยายตัวของธุรกิจ
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง
นำมาศึกษาเปรียบเทียบกับองค์กรธุรกิจ และส่วนงานที่ทำงานอยู่ปัจจุบัน เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่า การสื่อสารเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การสื่อสารมิได้หมายถึงการพูดคุยหรือนำเสนอรายงานในการประชุม แต่หมายถึงการรับรู้ได้อย่างเข้าใจในความต้องการของทั้งผู้บริหารและผู้ฏิบัติงาน การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร จะนำไปสู่การกำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน และจะนำไปสู่การจัดวางตำแน่งหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ฏิบัติงานในองค์กรให้ได้ทำงานโดยใช้ความสามารถและจุดแข็งที่มีอย่างเต็มที่ การสร้างภาวะผู้นำและความไว้ใจเพื่อสร้างทีมงานให้แข็งแกร่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
1. สิ่งที่ได้เรียนรู้
ทำให้รู้จักปีเตอร์ ดรัคเกอร์ บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่ ได้เรียนรู้ถึงหลักในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การดำเนินชีวิตในช่วงที่ชีวิต
ที่สอง ซึ่งทำให้ได้ทราบวิธีการบริหารจัดการชีวิตในวัยทำงานทั้งของผู้บริหาร และพนักงาน ว่าควรจะทำอย่างไรเมื่อมีการเปลี่ยน
แปลงเกิดขึ้นเพื่อให้ชีวิตช่วงวันทำงานมีความสุข
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
หลังจากที่ได้อ่านเรื่อง ช่วงชีวิติที่สองของคุณ ทำให้ได้ข้อคิดในการทำงาน ทำให้ทราบวิธีการบริหารช่วงชีวิตที่สอง วิธีการ
ปรับเปลียนตัวเองในการทำงานเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้จากดรัคเกอร์ นั้นคือการบริหารการจัดการสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิผลของการบริหารจัดการมากกว่าการจัดการที่มีประสิทธิภาพ หมายความว่าต้องทำสิ่งต่างๆ อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยการอาศัยหลักการการต่างๆ ในการบริหารจัดการและการให้ความสำคัญกับสังคมมากขึ้น ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ยังแสดงให้เห็นว่าในการตัดสินใจวางแผนงานหรือการจัดการได้ๆ ต้องมาจากหลักการและเหตุผลที่ต้องหาข้อพิสูจน์ได้จนนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งในเรื่องของความร่วมมือทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กรหรือสังคมนั้นจะทำให้สังคมและองค์กรเข้มแข็ง ในส่วนบุคคล ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ยังเสนอวิธีการพัฒนาตนเองโดยการฝึกฝนตนเองที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และยังเสนอมุมมองที่ดีต่างๆ อีกมากมาย
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
จากสิ่งที่ได้เรียนรู้สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันดังนี้ ในด้านส่วนตัวและการทำงานสามารถนำหลักการตัดสินใจและแก้ปัญหานำมาปรับใช้ได้ก็คือ การตัดสินใจแก้ปัญหาหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องยืนอยู่บนหลักการและเหตุผลที่นำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด ในด้านของสังคมนั้นทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆ ที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่เราสามารถทำได้เพื่อตอบแทนสังคมแทนที่จะเป็นฝ่ายกอบโกยจากสังคมเพียงอย่างเดียว อีกทั้งในการติดต่อสื่อสารหรือการทำงานไดๆ ก็ตามถ้าเรามีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นก็มักจะได้รับความร่วมมือกลับมาด้วยเช่นกัน และยังมีประโยชน์อีกมากมายหลายด้าน เช่น การวางแผนการดำเนินชีวิต การพัฒนาตนเองและอื่นๆ อีกมากมาย
นาย กิติศักดิ์ ผึ้งทอง (S-METM) 53-3658-052-6
จากการที่ได้สรุปบทความและฟังเพื่อนๆ Present สิ่งที่ได้คือ
1. ปีเตอร์ดรักเกอร์เป็นบุคคลที่เก่งมาก
2. การทำงานนั้นจะต้องมีแผนและกำหนดเป้าหมาย ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง
3. การทำงานนั้นไม่ควรจะมุ่งหวังแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว ควรจะนึกถึงสังคมว่าเราจะตอบแทน
สังคมและองค์กรที่เราอยู่ได้อย่างไร
สิ่งที่นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
เราควรมองภาพใหญ่ขององค์กรที่ทำงานอยู่ และดูว่าเราอยู่ส่วนไหนขององค์กร และหน้าที่หลักของเราคืออะไร เราควรทำงานหลักของเราให้มีประสิธิภาพ เพื่อที่จะทำให้องค์กรเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการเริ่มคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างเป็นระบบ และเงื่อนไขในการสร้างสรรค์ รวมทั้งทราบเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ช่วงชีวิตที่สอง" อีกทั้งการปฏิบัติัตนเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงชีวิตที่สองนี้ โดยดูแบบอย่างจากต้นแบบหลายๆแบบ
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่าง ไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
ช่วยให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบในการทำงานทุกอย่าง ซึ่งสามารถทำงานอย่างเป็นระบบได้ทั้งหมด และในการคิดต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแรง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการคิด
สรุปสิ่งที่ได้คือ
คิดว่าน่าจะได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของการจัดการกับระบบการทำงานของตนเองและองค์กร รู้จักผู้ที่มีความรู้ด้านการจัดการระบบการทำงานที่ชำนาญ เรื่องระบบขององค์การ ตั้งแต่ยุคเก่า ๆ ถึงยุดใหม่ จากที่ไม่รู้จักเรื่ององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร จากการอ่านเลยทำให้รู้จัก DRUCKER ช่วยให้เราเข้าใจปัจจัยหลักของการทำงานที่มีระบบพึ่งพากัน รักองค์กร ช่วยเหลือ เสียสละ รู้จักแสวงหาความรู้เพิ่มเติมให้กับตนเองและองค์กร อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
สิ่งที่นำมาปรับใช้อะไรกับตัวเรา
รู้จักการทำงานเป็นทีม รู้จักหน้าที่ของตนเองเพื่อให้องค์กรที่เราทำงานประสบความสำเร็จบรรลุถึงเป้าหมายตามที่นโยบายธุรกิจวางไว้ เราจะต้องมีการวางระบบการเรียน ป.โท วางแผนให้เป็นระบบ การทำการบ้าน หรืองานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย ช่วยเหลือเพื่อน ๆ อย่ามุ่งหวังให้ตนเองบรรลุไปคนเดียว ให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายเหมือนเรา
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
จากแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ถือได้ว่าเป็นบิดาของความรู้ด้าน "การจัดการ" ที่แท้จริงในยุคสมัยนี้ ยาวนานนับได้แต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน โดยปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้คิดและนำเสนอความคิดและความรู้อย่างนักปราชญ์ที่เข้าใจและอธิบายความรู้ทางการจัดการ โดยเชื่อมโยงระหว่าง "องค์การ มนุษย์ กับสภาพแวดล้อม" ทั้งทางศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดจากการมุ่งพยายามยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษยชาติให้สูงขึ้น อันเป็นเป้าหมายของทั้งองค์กรธุรกิจ ของรัฐ และของโลก
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
จากการที่ได้ฟังแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ สิ่งที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง จะเป็นการวางแผนบริหารธุรกิจของตน โดยนำเอาแนวคิดมาใช้วางแผนเตรียมตัวสู้เผชิญกับปัญหาใหม่หรือใช้สร้างความสำเร็จจากโอกาสใหม่ให้ได้มากขึ้นและสามารถจัดการงานอย่างรอบคอบ สามารถเข้าใจ และนำไปใช้แก้วิกฤติหรือสร้างความสำเร็จให้กับองค์การได้
โดย ความคิดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ที่ได้รับฟังมามีประโยชน์ต่อชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน อย่างมากครับ
นาย ณัฐกานต์ บุญช่วยเมตตา (S-METM) 53-3658-061-7
สิ่งที่ได้จาก Peter Drucker
1 Peter Druckerไม่เคยเห็นผู้บริหารที่สามารถกำหนดสิ่งที่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะ ทำได้มากกว่าสองเรื่องพร้อมๆ กัน (ไม่ควรทำสองเรื่องพร้อมๆกัน)
2 ผู้นำที่ดีจะต้องเขียนแผนงานที่จะปฏิบัติ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้นำที่ดีจะต้องสามารถนำความรู้ หรือสิ่งที่รู้ไปสู่การปฏิบัติ
3 ผู้นำที่ดีจะต้องสามารถสื่อสารแผนงานและข้อมูลที่สำคัญให้เป็นที่รับรู้และ เข้าใจ
4 ผู้นำที่ดีจะให้ความสำคัญกับโอกาสมากกว่าปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานั้นจะถูกซุกซ่อน
5 ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักที่จะนำการประชุมได้อย่างทั้งมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล
ผมมองว่าการเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่พิเศษพิสดาร เพียงแต่ควรทำในสิ่งปกติเหล่านี้ให้ได้ดีที่สุด แถม Drucker ยังแถมประเด็นสุดท้ายไว้ในบทความของเขาด้วยนะครับ ว่าผู้นำที่ดีควรจะ ฟังก่อน แล้วพูดทีหลัง
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้างจากPeter Drucker
แนวคิดของPeter Drucker ในความคิดส่วนตัวถือว่าเป็นหลักการบริหารงานที่ดี และใหม่ โดยใช้ประสบการณ์และความคิดที่ไม่ได้อิงวิชาการมากแต่กลับเป็นความคิดที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และเป็นหลัการคิด/การบริหารงานภาคปฏิบัติทั่วทั้งองค์กรโดยไม่ได้มองเพียงตนเอง แต่จะมององค์กรโดยภาพรวม และสภาพจิตใจของคนทำงาน.......สุดท้ายสำหรับบุคคลที่จะเป็นผู้บริหารไม่จำเป็นตั้งใช้หลักการของPeter Druckerทุกอย่าง แต่ขอให้มีคำถามกับตนเองว่า"คุณใช้หลักการของPeter Druckerแล้วคุณประสบความสำเร็จในการบริหารงานมากน้อยเพียงใด และสามารถบรรลุKPIที่ตัวคุณตั้งไว้กับตนเองหรือยัง"
2.สิ่งที่นำมาปรับใช้อะไรกับตัวเรา
สามารถนำมาปรับใช้ได้ กับทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเรา ทั้งการรู้จักเวลาของตนเอง, สร้างประโยชน์ให้กับองค์กรเป็นต้น ถือว่าเป็นหลักการที่ดี และเป็นประสบการณ์จากการอ่านที่เราสามารถนำไปใช้ได้โดยตรง ทั้งชีวิตประจำวัน โรงงาน รวมทั้งด้านการเรียนได้เป็นอย่างดี
สุดท้ายกระผมต้องขอขอบคุณ ดร.กนกพร ที่ให้กระผมมีโอกาสได้ อ่านหนังสือ ดีๆ และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้บริหารหลายคนคงนำหนังสือดีๆเล่มนี้เป็นของฝากให้กับคนที่สนใจจะศึกษาหลักการบริหารต่อไป
นาย วุฒินันท์ สุขแสวง S-METM 53-3658-073-2
ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมอุตสาหการ
แขนงออกแบบและพัฒนาระบบอุตสาหกรรม
1. สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ทั้ง 2 เล่ม
เล่มที่ 1 เกี่ยวกับทางด้านบุคคลและสังคม
ในโลกแห่งการแข่งขันทางธุรกิจแล้วนั้นส่วนใหญ่จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดมาจาก 'ความต้องการของลูกค้า' จึงทำให้ธุรกิจเองต้องมีการสร้างพนักงานให้มีความรู้ความสามารถเพื่อที่จะนำพาธุรกิจให้เจริญก้าวหน้าและสามารถมองเห็นถึงจุดแข้งของธุรกิจของเราเองได้เพราะการที่เราพบจุดแข้งของเราเองนั้นก็จะสามารถพัฒนาธุรกิจให้นำหน้าหรือเป็นผู้นำตลาดได้แต่ก็ไม่ลืมมองจุดอ่อนที่คู่แข่งจะสามารถเข้ามาในตลาดของเรารวมถึงการรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาธุรกิจของเราให้มีความทันสมัยอยู่เสมอเพื่อเป็นรากฐานที่สำคัญในการดำเนินงานทางธุรกิจส่วนผู้ที่มองภาพโดยรวมของธุรกิจอย่าง CEO นั้นก็ต้องมีมุมมองที่กว้างไกลและมีความสามารถในการตัดสินใจที่ดีรวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่อยู่ในองค์กรเดียวกันและนำความคิดของคนในองค์กรมาพัฒนาไม่ใช่เพียงแต่ใช้ความคิดของตัวเองอย่างเดียวเมื่อธุรกิจมีผลกำไรเจริญเติมโตมากขึ้นแล้วนั้นก็ไม่หลงลืมการพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับผลกำไรที่เกิดขึ้นไปด้วยเพื่อเป็นการตอบแทนสังคม
เล่มที่ 2 เกี่ยวกับระบบการจัดการ
การจัดการระบบของธุรกิจนั้นจะมีการวางแนวทางในการจัดการตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจกันเลยที่เดียวเมื่อเรามี Ideas ในการทำสินค้าขึ้นมากระบวนการคิดการจัดการก็จะเริ่มต้นขึ้นทันที่เพราะถึงเรามีสินค้าที่มีความใหม่ไม่เคยมีคนทำมาก่อนก็ตามแต่ถ้าเราไม่มีการวางแนวคิดหรือกลยุทธ์ทางด้านการจัดการที่ดีแล้วนั้นธุรกิจที่เราเป็นคนคิดค้นขึ้นมาอาจจะหายไปจากตลาดหรือธุรกิจอย่างรวดเร็วก็เป็นไปได้ดังนั้นกลยุทธ์ที่นำมาใช้ที่ถูกต้องจะสามารถนำพาธุรกิจให้อยู่รอดจากสภาวะการแข่งขันที่โหดร้ายได้ยาวนานมากยิ่งขึ้นและเมื่อธุรกิจเองมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นก็จะมีปัญหามากยิ่งขึ้นและเป็นปัญหาที่แตกต่างจากการทำธุรกิจในช่วงเริ่มแรกจึงควรที่จะสร้างทีมงานขึ้นมากบริหารงานเพื่อเป็นการมองปัญหาจากหลายๆด้านหลายๆมุมมองเพื่อลดความผิดพลาดจากการบริหารงานและเมื่อมีทีมงานบริหารที่ดีมีความลงตัวแล้วนั้นตัวเจ้าของธุรกิจเองอาจจะวางมือทางด้านการบริหารเพื่อกลับไปยังจุดที่ตัวเองมีความชำนาญเพื่อเป็นการเพิ่มจุดแข้งให้กับธุรกิจเพิ่มมากขึ้นไปอีกด้วย
2. การนำแนวคิดของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ผมคิดว่าหลักการของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ นั้นสามารถนำมาใช้ได้ทั้งกับการทำงานและหรือการเริ่มต้นธุรกิจใหม่เพราะเป็นการมองปัญหาทั้งจากระบบการจัดการและตัวบุคคลที่อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ซึ่งจากการที่ได้อ่านและเพื่อนๆอธิบายแต่ละหัวข้อแล้วนั้นผมก็กลับมามองตัวเองว่าเรามีจุดใดที่สามารถจะพัฒนาตัวเองเพื่อให้องค์กรที่ผมทำงานมีความก้าวหน้าจากการทำงานของผมเองบ้างซึ่งตัวผมเองกก็มีจุดแข็งที่สายงานต้องการคือกล้าตัดสินใจ กล้าที่จะทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นในองค์กร และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นทำงานรวดเร็วแต่ก็จุดแข็งที่ผมกล่าวมานั้นก็กับเป็นจุดอ่อนโดยที่ผมไม่รู้ตัวเหมือนกันเพราะการทีกล้าตัดสินใจด้วยความรวดเร็วคนอื่นอาจมองว่าไม่รอบคอบในการทำงานและเกิดความผิิดพลาดได้บ่อยครั้งแต่ละครั้งสร้างความเสียหายกับองค์กร เป็นจำนวนมาก แนวคิดของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ จึงทำให้ผมมองอะไรให้กว้างมากขึ้นและหาข้อมูลเพื่อลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ
ขอขอบพระคุณมากครับ
1. สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง
ได้รู้ว่ามีองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมโดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน แต่จำเป็นจะต้องหาเงินทุนสนับสนุนเพื่อให้องค์กรอยู่รอด องค์กรที่ทำเพื่อสังคมจะทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรที่ได้ตั้งเป้ากันเอาไว้ โดยจะใช้พนักงานที่เป็นอาสาสมัครที่ต้องการหาประสบการณ์ในการทำงานโดยไม่หวังค่าจ้างหรือผลตอบแทน องค์กรแบบนี้จะต้องหวังพึ่งความร่วมมือ พลังแห่งความรวมมือของคนทุกคนในองค์กรจะทำให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันกับที่องค์กรได้ตั้งไว้
ในองค์กรต่างๆจะต้องมีวัตถุประสงค์ โดยมีผู้บริหารเป็นคนกำหนดวัตถุประสงค์แต่จะมีผู้บริหารที่เป็นระดับสูงเป็นอนุมัติวัตถุประสงค์ของผู้บริหาร วัตถุประสงค์ต่างๆนั้น รวมไปถึงระเบียบวิธีการทำงาน และแบบฟอร์มต่างๆรายงานและระเบียบวิธีการทำงานนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหาร แต่เครื่องมือบางอย่างก็อาจนำไปใช้ผิดๆ ได้อย่างง่ายดาย เครื่องมือบางอย่างก็ส่งผลกระทบเสียหายสำหรับรายงานและระเบียบวิธีการทำงานที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดๆ
ปรัชญาเป็นสิ่งที่สำคัญที่องค์กรต้องการเพื่อใช้ในการบริหาร เพื่อเป็นหลักการของการบริหารที่สามารถให้ภาพรวมจุดแข็งและความรับผิดชอบของธุรกิจ ในขณะเดียวกันก็ให้ทิศทางของวิสัยทัศน์และความพยายามร่วมกันทั้งองค์กร สร้างการทำงานแบบเป็นทีม และประสานเป้าหมายของแต่ละบุคคลกับผลประโยชน์ของส่วนรวม
รูปแบบและหน้าที่มีความสำคัญกับองค์กรในยุคปัจจุบันจะมีการจัดการระบบการผลิตโดยใช้เครื่องจักรและอาจทำให้มีผลการผลิตที่ดีขึ้นหลังจากการเพิ่มกำลังการผลิตแต่สภาพแวดล้อมในการทำงานของแต่ละคนก็เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจในการปฏิบัติงาน
2. นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
นำไปใช้กับการทำงาน
เรื่องของการตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญของการทำงาน การนำไปใช้กับการทำงาน ผมจะต้องสั่งซื้อของที่เป็นอุปกรณ์ทางด้าน IT ผมจะต้องศึกษาตัวอุปกณ์ว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้าง แล้วตรงกับ Spec ที่เราต้องการไหม แต่ถ้ารายละเอียดของ Spec ในตัวอุปกรณ์ไม่มี ผมจะต้องสอบถามไปทาง supplier ก็จะต้องใช้ในเรื่องของการสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมได้รายละเอียดของตัว Spec มาแล้ว ผมก็จะใช้การวิเคราะห์ตัวอุปกรณ์ ตรวสอบ หาข้อมูลต่างๆ และราคาของตัวอุปกรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ตัวไหนให้เหมาะกับรูปแบบงานที่จะทำ และจะต้องมาปรึกษากับอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้าน IT เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนการสั่งซื้ออุปกรณ์ จะต้องรอบครอบทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ถ้าเกิดการผิดพลาดขึ้นที่เราเราก็จะยอมรับผิดในสิ่งที่เราได้ตัดสินใจไปแล้ว ถ้าเราตัดสินใจผิดพลาดก็อาจจะส่งผลกระทบต่อองค์กรอาจจะต้องสั่งซื้ออุปกรณ์ตัวใหม่มาอีกครั้งเพื่อมาแทนอุปกรณ์ตัวเก่าที่เราสั่งมาผิดประเภท
นำไปใช้ในสังคม
การสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างพ่อ แม่ พี่ เพื่อน น้อง การสื่อสารที่ดีจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แต่ถ้าการสื่อสารไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกันก็อาจจะเกิดความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายอาจจะทำให้เกิดการทะเลาะขึ้นก็เป็นไปได้ การรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การสื่อสารนั้นเข้าใจเร็วขึ้นและเป็นไปในแนวทางเดียวกันที่เข้าใจง่ายขึ้น
นายเฉลิมพล พวงแฉล้ม S-METM 53-3658-055-9
1.สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง การบริหาร คือการจัดสรรทรัพย์กรที่มีอยู่อย่างลงตัว โดยให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ซึ่งมีความแตกต่างกันให้มาทำงานร่วมกัน โดยจะทำอย่างไรในการดึงจุดแข็งของแต่ละคนออกมาใช้งานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงสุด ในปัจจุบันธุรกิจที่มีความเจริญก้าวหน้ามักจะมีแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ การที่จะเป็นเช่นนั้นได้องค์กรหรือผู้บริหารจะต้องให้การสนับสนุน อบรม เพิ่มพูนความรู้ ทักษะให้กับแรงงาน ผลลัพธ์จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรตามเป้าหมายและภาระหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ อีกทั้งจะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมคู่ขนานกันไปด้วย จุดมุ่งหมายของธุรกิจ คือการสร้างลูกค้าให้กับธุรกิจโดยการตอบสนองหรือสร้างความต้องการผ่านวิธีการทางการตลาดหรือ นวตกรรม ผู้บริหารที่ดีจะต้องมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล สามารถมองสิ่งต่างๆในภาพรวม มีภาวะผู้นำ กล้าตัดสินใจบนสมมติฐานที่ถูกต้อง
2.นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง (ชีวิตส่วนตัว-ชีวิตการงาน-สังคม-อื่นๆ)
ชีวิตส่วนตัว. สามารถนำการบริหารงานต่างๆมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ การบริหารเวลา การเพิ่มพูนแสวงหาทักษะความรู้ความสามารถที่ขาดอยู่เข้ามาเติมเต็มให้กับตนเองซึ่งการเข้ารับการศึกษาป.โท ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เพิ่มทักษะความรู้
ชีวิตการงาน. สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดี อาทิ ภาวะผู้นำ การสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน สามารถนำไปใช้งานได้กับทั้งผู้บังคับบัญชาและ ผู้ใต้บังคับบัญชา และการบริหารทรัพยากรต่างๆทั้ง ทุน แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรมนุษย์ ที่หน่วยงานจะมีการให้ฝึกอบรม และพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา
สังคม. อย่างที่ทราบกันดีธรุกิจก็คือส่วนหนึ่งของสังคม ในสังคมก็ประกอบไปด้วยกลุ่มคนต่างๆที่รวมกันเป็นสังคม ดังนั้นเมื่อ คนอยู่ได้ สังคมอยู่ได้ ธุรกิจเองก็จะอยู่ได้เช่นกัน ซึ่งองค์กรที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ได้นำหลักการดังกล่าวมาใช้ อาทิ การรับบริจาคเงินสิ่งของจากพนักงานเพื่อช่วยเหลือองค์กรการกุศลต่างๆ การขายสินค้าและบริการที่เป็นธรรม รวดเร็ว ถูกต้องและตรวจสอบได้ล้วนเป็นความต้องพื้นฐานที่ลูกค้าคาดหวัง
หมายเหตุ เนื่องจากตอนตี4 ระบบล่ม GRATE WAY TIME OUT ทำให้ผมส่งไม่ได้ในเบื้องต้นได้ส่งไปทาง E-mail ของ อ.กนกพร ก่อน พอตอนเช้าเห็นว่าเข้าได้จึงของส่งซ้ำอีกครั้ง
ดุสิต มหันตระกูล ID :53-3658-062-5