เสียงโทรศัพท์จากครูวันนี้เหมือนเสียงทิพย์ เป็นความรู้สึกที่วิเศษ ยอมรับกับครูตรงนี้เลยค่ะว่า “ศิษย์ เจอทางตัน” ที่สำคัญรอคอยครู สองสามวันมานี้ เผลอวูบ ใจก็คร่ำครวญถึงครู แต่ก็ไม่กล้าหาญพอที่จะโทรหา ทำได้เพียงตามอ่านบทความที่ครูเขียน วันนี้เหมือนได้ไม้หน้าสาม มาเคาะหัวแรง ๆ ให้ตื่นจากความเศร้าหมอง ช่วยย้ำให้รู้สึกตัว คือ
“บทเรียนยาก ๆ ไม่ยอมทำ ไม่ใช่ติ๋วทำไม่ได้ แต่ติ๋วไม่ทำ”
แล้วหนูก็ตอบครูว่า
“ที่ไม่กล้าทำ เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี อยากให้มันออกมาดูดี ก็เลยกลายเป็นว่าไม่ได้ทำ”
ครูบอกว่า “เราเคยคุยกันแล้วเรื่องนี้ เราบรรลุแล้วเหรอ”
ฟังแล้วก็รู้สึกจ๋อย แต่ก็ยอมรับว่า “ยังค่ะ” จากนั้นเหมือนมีคำตอบดังในใจว่า “ถึงต้องฝึกต่อไปไง”
ครูย้ำเรื่องโอกาส
“ติ๋วเป็นคนไม่เคยรักษาโอกาส ไม่เคยเห็นคุณค่าในโอกาสที่ตนเองได้ นึกถึงแต่ตนเอง เสียสละไม่เป็น ที่ทำดี ก็เพราะทำเพื่อ ฉันเป็นคนดี”
“ขณะที่เรามีลมหาย คือ โอกาส รู้ตัว แก้ไข รู้ปุ๊บแก้ปั๊บ ทำไม่ได้ ก็ทำใหม่ วันหนึ่งจะแก้เป็นพัน ๆ ครั้งก็ได้ ทำจนกว่ามันจะหลาบจำ”
“จำได้ไหม ทำไมพี่ให้เขียนบันทึกใน G2K”
หนูตอบครูว่า
“เขียนเพื่อทบทวนในตนเอง เพื่อใช้การดำเนินชีวิตเป็นวิถีทางให้คนอื่น เผื่อจะได้อะไรบ้าง”
ครูบอกว่า
“มันเป็นวิทยาทาน เราบอกพี่เองไม่ใช่เหรอว่า อยากทำประโยชน์”
พอฟังประโยคนี้จากครูรู้สึกฮึดขึ้นมา ครูค่ะ เหมือนหนูคอยแต่ตอกย้ำตนเองว่า “เป็นคนไม่มีประโยชน์ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ไม่ได้เรื่อง” พอได้ยินประโยคของครู ช่วยสะท้อนเสียงอีกด้านภายในชัดเจน แล้วก็เหมือนเป็นแรงฉุดแห่งโอกาสในการทำประโยชน์
ตั้งแต่กลับจากนนทบุรี หนูไม่ค่อยได้คุยกับครู แล้วครูก็เมตตาอธิบายในวันนี้ว่า
“ทำไมหกเดือนที่ผ่านมาเราไม่พูด เราให้ฝึกปัญญา ที่ผ่านมาวินัยก็ฝึกมาแล้ว แม้จะกระท่อนกระแท่น อันที่จริงวินัยนั้น ต้องมีแนบใจ ตั้งใจตอนไหนต้องวิ่ง ถ้าร่างกายไม่พร้อมเราจะเดี้ยง สังเกตไหม พี่วิ่งทุกเช้า เย็นก็ว่ายน้ำ เพราะเรายังอาศัยร่างกายนี้อยู่”
ขณะฟังคำพูดของครู ภาพที่ตอนไปบ้านครูแล้วไปวิ่ง และไปว่ายน้ำ ก็ปรากฎขึ้นมาในความคิด อย่างรวดเร็ว แล้วครูก็เอ่ยว่า
“อย่าว่อกแว่ก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อประชุมหรืออะไร เราเกิดมาเพื่อตายเท่านั้น ถ้าติ๋วเข้าใจคำนี้มันจะมีค่ามาก” รู้สึกเบาในหัว แต่ก็ยังไม่มีปัญญาเข้าใจคุณค่าของความตายที่ครูเอ่ยถึง
“เหนื่อยทุกข์ เก็บไว้ในตนเอง อย่าแบก แต่ติ๋วแบกมันก็เลยเป็นแบบนี้”
แล้วครูก็เล่าย้อนถึงตอนไปเที่ยวลาว ขณะไปพายเรือที่แม่น้ำสรอง
“ก่อนลงน้ำ เราซ้อมบนฝั่งก่อนใช่ไหม ปีหนึ่งที่ผ่านมาก็เหมือนฝึกซ้อมบนฝั่ง ส่วนหกเดือนต่อมาก็เหมือนการลงพายในน้ำ ตอนแรก ๆ ก็พายวกไปวนมา มันก็ชนต้นไม้ ตอนนี้ติ๋วก็เหมือนกัน พอลงน้ำจริงทำไมมันทำไม่ได้”
หนูตอบว่า “เพราะมันมีอุปสรรค”
ครูตอบว่า “อุปสรรคมันก็มีหมดนั่นแหละ”
ครูถามอีกว่า “ก่อนเราโทรมาทำอะไร”
หนูตอบว่า “อ่านอะไรในเน็ตค่ะ”
“ไปอ่านมันทำไม มันฟุ้งซ่าน เราอนุญาตให้อ่านแล้วรึ”
หนูจ๋อย “ยังค่ะ”
“จิตไม่มั่นคงพอนี่ จิตตกได้นะ”
ครูให้ทบทวนว่า ควรจะทำอะไรหลังจากวางสาย จากครู
ตอบว่า “อาบน้ำ ทำวัตรเย็น ทำสมาธิแล้วก็นอนค่ะ”
“นั่นมันหน้าที่ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำนะ ลองไปคิดดู”
การไป R2R จะไปทำอะไร รู้สึกอึ้ง ไม่แน่ใจว่าจะช่วยอะไรครูได้ แต่ก็อยากช่วย ที่สำคัญที่ผ่านมาก็รู้สึกบกพร่อง ครูเมตตาย้ำเพื่อให้นำไปแก้ไขว่า
“บนพื้นที่ G2K เราให้ฝึก ก็ไม่ฝึก พี่เตรียมเรามา สองปีแล้วนะเนี่ย”
ฟังแล้วภาพของตาราง อบรม Note taker ก็ปรากฎขึ้นมาแล้วก็มีเสียงว่า
“มิน่าหล่ะ หัวข้อเหมือนกับที่ครูเคยพูดถึงมาแทบทั้งหมด ยังได้ถามตัวเองตอนที่อ่านเลยว่า ครูเป็นคนเขียนรึเปล่านะ”
หลังจะได้ยินสียงข้างในตัวเอง ก็ได้ยินเสียงครูพูดว่า
“โจทย์ติ๋วควรจะเตรียมตัวอย่างไร แค่โจทย์นี้เขียนได้ทุกวัน เขียนทุกวัน ๆ เราจะรู้ว่าเราช่วยอะไรได้ ลองไปคิดเอาเอง ติ๋วควรจะรู้ด้วยตัวติ๋วเองว่า ติ๋วควรทำอะไร”
อ้อที่สำคัญจดหมายถึงครู ให้เขียนใคร่ครวญไม่ใช่สารภาพผิด เพราะถ้ามันสารภาพผิดแล้วก็ยังทำใหม่ ให้เขียนใคร่ครวญ เช่น บางเรื่องเราวีนแตก แล้วติ๋วผ่านสภาวะนั้นมาได้อย่างไร ขณะนั้นมันเกิดอะไรขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงในตนเองอย่างไร
การบ้านเพิ่มเติมที่ได้จากครูคือ “ใคร่ครวญกับคร่ำครวญต่างกันอย่างไร”
พอวางสายเหมือนใจร้องไชโย ใจตื่นจากความเศร้าหมอง เหมือนมีพลังที่จะฝึกฝนตนเองและเผชิญความจริง ผิดเป็นครู ผิดพลาดก็ แก้ไขใหม่ เริ่มใหม่ ใจตอนนี้สว่างสบายเหมือนโดนปลดปล่อยจากบ่วงแห่งความเศร้าหมอง เห็นความแตกต่างชัดเจนจากใจที่มัว ๆ หมอง ๆ ก่อนหน้านี้ การสอบตกครั้งนี้ แล้วได้รับโอกาสให้เรียนซ้ำชั้น กลับรู้สึกได้ถึงใจที่โล่ง ปีติกับโอกาสครั้งนี้ที่ได้รับ กราบขอบพระคุณครูค่ะ
กลับเข้ามาตรวจสอบแก้ไขคำถูกผิด
จากที่ครูเมตตาโทรมาให้กำลังใจ และชี้แนะให้แก้ไขว่า "การเขียนบันทึกคือ การภาวนา"
ขอบพระคุณค่ะ