ครูปลั่งศรี มูลศาสตร์

ครูของครูหยุย

                ผมเป็นศิษย์มีครู   เป็นศิษย์ที่มีครูหลายคน   แต่หากจะถามผมว่า ครูคนใดของผม ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตผมมากที่สุด    คำตอบก็คือ “ครูปลั่งศรี มูลศาสตร์”  ครูที่ผู้คนมากมายในจังหวัดสุรินทร์ให้ความเคารพนับถือตลอดมา 

                 เหตุที่ ครูปลั่งศรี มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมนั้น  ไม่ใช่เพราะครูเป็นครูที่สอนผมในห้องเรียน  เหมือนครูคนอื่นๆ  แต่ครูเป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่างสำหรับผม

                 หนึ่ง...ครูให้โอกาสตั้งต้นในการเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายแก่ผม  พูดเช่นนี้เพราะผมเป็นคนประเภทไม่ใส่ใจในการศึกษาเล่าเรียนมากนัก  หากแต่หนักไปในทางเกเรและเที่ยวเตร่เสียมาก  การเรียนจึงลุ่มๆ ดอนๆ  สอบผ่านแต่ละชั้นปีมาด้วยเกณฑ์หวุดหวิดหวาดเสียว  ดังนั้นเมื่อถึงคราวไปสอบเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสิรินธร  จ.สุรินทร์ ในระดับมัธยมปลาย  จึงพลาดและชื่อตกไปอยู่ในกลุ่ม “ตัวสำรอง”

                 ช่วงเวลานั้น  แม้ใจจะหวาดหวั่น แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ไปเอาความกล้ามาจากไหน ถึงอาจหาญเข้าไปพบ ครูปลั่งศรี  ถึงห้องอาจารย์ใหญ่   เข้าพบก็ได้พบ  ทันทีที่พบ  ความหวาดหวั่นในจิตใจก็หายไป  เพราะ ครูปลั่งศรี  ที่ได้พบนั้น  นั่งยิ้มและแววตาเต็มไปด้วยความอารี  

                 เมื่อความหวาดหวั่นหายไป ความกล้าก็เพิ่มมากขึ้น   ครูปลั่งศรีเสนอให้ผมเรียนสายศิลป์  แต่ผมยืนกรานขอเรียนสายวิทย์    ท้ายสุดครูคงทนความดื้อดึงของผมไม่ไหว ก็อนุญาต  โดยมีข้อแม้ว่าต้องตั้งใจเรียนให้มาก  (จำได้ว่าคราใดที่ครูพบเห็น  จะถามเสมอว่าเรียนไหวไหม  ตั้งใจเรียนนะ)

                  ข้อนี้  ครูได้ส่งเสริมให้คนๆ หนึ่ง  มีโอกาสได้เรียน  หากวันนั้นถูกปฏิเสธ  ผมไม่แน่ใจว่าผมจะเรียนต่อหรือไม่  หากไม่เรียนต่อ  ผมก็ไม่ทราบเช่นกันว่า วันนี้ผมจะเป็นอย่างไร  แต่ที่แน่ๆ คือ “ ผมคงไม่ได้เป็นครูหยุย”อย่างแน่นอน

                  สอง..ครูให้กำลังใจและข้อคิดแก่ผมเรื่อยมา  พูดเช่นนี้ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะครูได้เขียนจดหมายมาถึงผมหลายครั้งครา  เนื้อความในจดหมาย จะเริ่มต้นกล่าวถึงงานที่ผมทำอยู่เสมอ  ตามด้วยการเล่าถึงข่าวคราวของโรงเรียน  ก่อนจะลงท้ายด้วยการให้กำลังใจและขอให้มุ่งมั่นกระทำประโยชน์เพื่อสังคมสืบไป 

                  จดหมายกระชับ เขียนด้วยลายมือของครู  ทำให้ผมตระหนักเสมอว่า กิจการงาน ข่าวคราวและข้อเขียนต่างๆ ของผมนั้น  อยู่ในการติดตามของครูเสมอ ซึ่งผมก็เชื่อว่าครูได้ติดตามข่าวคราวของลูกศิษย์คนอื่นๆ เช่นเดียวกัน 

                  ข้อนี้  ทำให้ผมได้คิดและบอกตนเองอยู่เสมอว่า  ผมต้องตั้งมั่นในกิจการงานเพื่อสังคมและทุ่มเทใส่ใจช่วยเหลือเด็กๆ ให้มากยิ่งขึ้น  เพราะการทำประโยชน์และความดีมากเพียงใด  ครูของผมย่อมมีความสุขใจมากเพียงนั้น

                  ปีนี้  ครูปลั่งศรีของผม  อายุครบ  80 ปีบริบูรณ์   แม้อายุของครูจะเพิ่มมากขึ้น  แต่ครูทราบหรือเปล่าครับว่า  ครูยังเป็นครู ที่คงมีรอยยิ้มเหมือนเดิม  มีแววตาที่เมตตาอารี เสมอต้นเสมอปลาย  ศิษย์ที่ได้พบครูจะรู้สึกเช่นกันทุกคน คืออบอุ่นและมีความสุข  

                  ในวาระดีงามเช่นนี้  ผมขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณงามความดีทั้งหลาย  ได้หนุนส่งให้ครูมีสุขภาพสมบูรณ์  มีความสุขกายสุขใจ  เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร  เป็นกำลังใจ  เป็นหลักมั่นให้ศิษย์ทั้งหลายในด้านต่างๆ  นานสืบไป

                                  น้อมกราบครูด้วยความรักเคารพยิ่ง

                                                  ครูหยุย

หมายเหตุ  ข้อเขียนในหนังสือครบรอบ 80 ปี ครูปลั่งศรี มูลศาสตร์ ปูชนียบุคคลของชาวสุรินทร์