“ฟังกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น” เพราะมันเป็นการแบ่งปันที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว และเริ่มต้นได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งการ

วันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ที่ผ่านมา ณ โรงแรมริช โฮเต็ล ถนนพระราม ๕ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ส่วนพัฒนากระบวนการเรียนรู้และองค์ความรู้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการจัดการความรู้โดย Dialogue (สุนทรียสนทนา) กับการถอดบทเรียนเป็นองค์ความรู้ ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรมนอกจากตัวแทนจากภาค/ส่วน/หน่วยต่างๆ ของสถาบันฯ แล้ว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นภาคีการพัฒนาก็ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมในงานครั้งนี้ด้วย

ผมประสานงานการจัดฝึกอบรมในครั้งนี้และได้เรียนเชิญดร.มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร มาเป็นวิทยากรกระบวนการ คุณหวาน_รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมฝึกอบรมในครั้งนั้นได้บันทึกบรรยากาศการอบรมในครั้งนั้นไว้ที่   ผมขออนุญาติคุณหวานนำมาเผยแพร่ต่อในG2Kเพื่อการลปรร.ครับ

สุนทรียสนทนา : รากฐานการพัฒนาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ 

           

“คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันยากขึ้น เชื่อใจกันแย่ขึ้น” คำพูดนี้น่าจะเป็นประโยคหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมของสังคมในยุคสมัยปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และนับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในระดับปัจเจกบุคคล คู่รัก ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ไล่เรียงไปจนถึงโครงสร้าง กลไก ทั้งในหน่วยงานภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐในรูปแบบต่างๆ กระทั่งในระดับสภาผู้ทรงเกียรติ ที่เมื่อประชุมกันคราใดภาพที่เห็นจนชินตาไปแล้วก็คือการทะเลาะเบาะแว้ง ก่นว่า กล่าวหา ช่วงชิงกันทุกครั้งทุกคราวไป ที่ทำอยู่ที่ทำไปเพื่อสิ่งใดกันหรือ? หรือว่าโครงสร้างทางสังคมในทุกระดับชั้นมุ่งบ่มเพาะสิ่งเหล่านี้ให้เจริญเติบโตงอกงาม ทั้งๆ ที่ภายในของคนทุกคนต่างต้องการความรัก ความเข้าใจ การยอมรับ และเคารพซึ่งกันและกัน ช่างน่าเศร้าใจ และเสียดายยิ่งนัก

แทนที่จะกลับกัน อย่างในภาพยนตร์โฆษณาทางจอโทรทัศน์เพื่อขายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง เมื่อสมัยหนึ่งที่พยามจะสื่อสารบอกกับผู้คนในสังคมให้รับรู้ว่า คนเราเมื่อ “คุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น” แต่ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายมุ่งหวังในยอดขาย และกำไรสูงสุด โดยจับจุดความสำคัญของการสื่อสารระหว่างกันของผู้คนมาเน้นย้ำให้เห็นถึงข้อดี และคุณค่าของมนุษย์ที่พึงมีต่อกัน โดยต้องใช้เครื่องมือที่สามารถสนองตอบได้ก็คือ โทรศัพท์ยี่ห้อของเขานั่นเอง ซึ่งผมก็ไม่ได้ปฏิเสธเครื่องมือประเภทนี้ที่จะทำให้คู่สนทนาได้รับสาร สร้างความเข้าใจระหว่างกัน

แต่เครื่องมือสร้างความเข้าใจในกันและกัน ไม่ได้มีเฉพาะในรูปแบบนี้เพียงเท่านั้น “สุนทรียสนทนา” หรือ “สานเสวนา” ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษที่ว่า “Dialogue” ก็เป็นเครื่องมืออีกประเภทหนึ่งที่จะทำให้การสื่อสารระหว่างกันสร้างความเข้าใจ รับรู้ถึงกัน ในแบบฉบับด้านบวกด้วยความสร้างสรรค์โดยมุ่งเป้าสู่ “ความดีงาม” ทั้งนี้สามารถใช้ได้ในทุกระดับของสังคมด้วยเช่นกัน

เมื่อวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ที่ผ่านมา ณ โรงแรมริช โฮเต็ล ถนนพระราม ๕ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ส่วนพัฒนากระบวนการเรียนรู้และองค์ความรู้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการจัดการความรู้โดย Dialogue (สุนทรียสนทนา) กับการถอดบทเรียนเป็นองค์ความรู้ ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรมนอกจากตัวแทนจากภาค/ส่วน/หน่วยต่างๆ ของสถาบันฯ แล้ว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นภาคีการพัฒนาก็ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมในงานครั้งนี้ด้วย

        

“Dialogue” เครื่องมือการจัดการความรู้ : รากฐานการพัฒนาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้

ดร.มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ในฐานะวิทยากรผู้ให้ความรู้แก่ผู้อบรม ได้เสนอแง่คิดให้เราเห็นว่า “หัวใจของ Dialogue เป้าหมายเพื่อต้องการให้กลุ่มคนทั้งที่ทำงานด้วยกันหรือไม่ได้ร่วมงานกันมาก่อน สามารถทำงานทางความคิดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแชร์ความคิดด้วยกัน ใช้สติปัญญาด้วยกัน ร่วมคิดร่วมสติปัญญาด้วยกัน นี่คือหัวใจหรือเป้าหมายท้ายสุดของกระบวนการ Dialogue”

ในระหว่างการเข้าไปสู่เป้าหมายปลายทาง ต้องมีการพัฒนาทักษะของแต่ละคนก่อน ทักษะเรื่องการเรียนรู้ที่จะ “ฟัง” และ “วาง” และเปิดตัวเข้าไป ฟังแล้ววางและเปิดตัวเข้าไปเรื่อยๆ ตามลำดับ อันนี้เป็นทักษะการฟัง และที่สำคัญอีกประการคือ “การไตร่ตรอง” ความคิด และทักษะการพูดการนำเสนอ ซึ่งรวมถึงทักษะการซักถามประเด็นที่เราสนใจด้วย

ดร.มนต์ชัย ชี้ว่ากระบวนการนี้สามารถส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งบทบาทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป้าหมายหลักคือ การทำให้องค์กรชุมชนเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของชุมชน คือการที่ชุมชนมีสติปัญญาของตัวเอง และทั้งกลุ่มทั้งชุมชน ที่ไม่ใช่แค่ผู้นำเพียงไม่กี่คน พอผู้นำจากไปแล้วชุมชนนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม กระบวนการ Dialogue อาจจะช้าหน่อยแต่เราก็เน้นที่จะฝากไว้กับทุกคน เมื่อกลุ่มคนเข้มแข็งมีสติปัญญา กระบวนการพัฒนาก็สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง แต่ระหว่างทางก็ทำให้คนในชุมชนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น ปัญหาความขัดแย้งก็จะหายไป ความไม่เข้าใจระหว่างกันก็ลดน้อยลง

ความน่าอยู่ของชุมชนก็เกิดขึ้น เมื่อมีคนฟังเรา เสียงของเราก็มีความหมาย เมื่อมีใครพูดคนทั้งหมดฟังเรา ความคิดของเราได้รับการยอมรับ เพราะแต่ละคนที่ฟังเค้าต้องวางความคิดตนเองก่อน ความคิดที่ไม่เข้าท่า ความคิดที่รู้สึกว่าใช้ได้ใช้ไม่ได้ก็ได้รับการยอมรับ

เรื่องที่พูดนั้นเป็นกลไกพื้นฐานของมนุษย์ ที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำความขัดแย้งกันในสังคมได้ สังคมเราทุกที่ ทุกกลุ่มเมื่อมีความขัดแย้งกัน บางเรื่องเรามักคุยกันไม่ได้ ถ้าเรามีทักษะในเรื่องเหล่านี้ทุกคน คนในสังคมก็สามารถที่จะคุยกันได้หมด ซึ่งเราสามารถแตกต่างทางความคิดได้ แต่ต้องไม่แตกแยกกัน คนส่วนมากจะพูดกันถึง End แต่ไม่พูดถึง Mean เราอยากได้แบบนี้ แต่วิธีการเราไม่พูดถึงกัน ซึ่งกระบวนการ Dialogue เป็นทักษะที่เราลืมกันไป เรามัวแต่ไปสนใจเรื่องอื่นๆ นอกตัวเรา คนใกล้ๆ คนข้างๆ รอบตัวเราเรามักจะไม่สนใจซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ

         
สอดคล้องกับพัชณี พนิตอังกูล ผช.ผู้จัดการปฏิบัติการชุมชนภาคใต้ ที่เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะได้เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ ตนเองได้ทำเรื่องงานจัดการความรู้มาก่อนหน้า แล้วมาเข้าร่วมเวที Dialogue ในครั้งนี้ ทำให้กระบวนการจัดการความรู้ที่เรากำลังทำ ได้มีเทคนิคที่จะทำให้การจัดการความรู้ส่งผลในทางที่จะพัฒนาได้มากขึ้น อย่างเช่นเรื่องการฟัง คือ ฟังอย่างตั้งใจ รู้จักที่จะฟังคนอื่นก่อน แล้วก็นำการข้อมูลที่ได้จากการฟังมาไตร่ตรอง แล้วถึงจะพูดสื่อสารออกไป และฝึกให้เราเป็นคนที่มีสมาธิ ฟังคนอื่นก่อนที่จะพูด

ตอนแบ่งกลุ่มย่อยเราคุยกันถึงเรื่องกลุ่ม COP: Community Of Practice หรือกลุ่มนักปฏิบัติการด้านการจัดการความรู้ของเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งก็กำลังร่วมกันออกแบบที่จะนำเรื่อง Dialogue หรือสุนทรียสนทนาไปประยุกต์ใช้กับการถอดองค์ความรู้ การจัดการความรู้ และการเขียน ณ ขณะนี้อาจยังไม่ตกผลึก และชัดเจนมากนัก แต่คิดว่าจะไปโยงกับเรื่องชุมชนจัดการตัวเองที่เรากำลังพัฒนาเชิงคุณภาพกันอยู่ เพราะการพัฒนางานในเชิงคุณภาพต้องใช้เครื่องมือหลายตัว และก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ในการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงแล้วนำความรู้จากการปฏิบัติงานจริงนำมาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งกระบวนการแลกเปลี่ยนก็สามารถนำเอาเครื่องมือ Dialogue ไปเสริมให้การแลกเปลี่ยนเป็นการพูดคุยที่สร้างสรรค์ คนทำงานเอาความรู้จากการทำงานมาเล่าสู่กันฟัง โดยเพื่อนต้องฟังอย่างตั้งใจ เพื่อจะได้นำ Dialogue ไปประยุกต์กับการออกแบบงานต่อไป

พัชณี สะท้อนความรู้สึกให้ฟังว่า ต้องการให้กลุ่มเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชนได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ เราอาจไม่ใช้คำว่า Dialogue เพราะจะดูวิชาการเกินไป เราอาจใช้คำว่า “เราจะทำงานอย่างสร้างสรรค์ จะฟังอย่างสร้างสรรค์ จะคุยอย่างสร้างสรรค์” มาครั้งนี้ก็เหมือนมาเติม มาชาร์ตแบตทั้งตนเองและเพื่อนๆ ที่มาร่วม ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ทำให้เรามีเครื่องไม้เครื่องมือมากขึ้น และที่สำคัญ อย่ารู้สึกแอนตี้กับสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ หรือเที่ยวตั้งคำถามว่าเป็นไปตามกระแสหรือเปล่า เมื่อพอได้มาสัมผัสก็ได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งน่าจะทำให้การออกแบบงานนั้นมีคุณภาพมากขึ้น จากที่ผ่านมาที่เน้นไปในเรื่องของเชิงปริมาณอย่างเดียว

          
คล้ายๆ กับจักรพันธ์ ยาคู เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชน ภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออก ที่เผยว่า หลักสูตรนี้เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่ดีในการทำงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมได้รู้ว่าในการทำงาน “การฟัง” สำคัญที่สุด “การฟังสำคัญกว่าการพูด” ในวงสนทนาสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราพูดอย่างไร แต่สำคัญที่ว่าเราฟังอย่างไรมากกว่า

สำหรับการที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในงาน ไม่ใช่เอาไปให้ชาวบ้านประชุมแบบ Dialogue วิธีการที่ชัดเจนที่สุดคือ ค่อยๆ ชวนชาวบ้านด้วยกระบวนการอะไรบางอย่าง เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการสุนทรียสนทนา เช่น การเอากติกาของ Dialogue บางข้อไปใช้ เช่นในเรื่องของทุกคนต้องได้พูด กระบวนการนี้น่าจะไปประยุกต์ได้ในบางขั้นตอนของเวที เพื่อให้ความสัมพันธ์ในเวทีดีขึ้น แล้วนำไปสู่การจัดการ เป้าหมายของเวทีที่ดีขึ้นร่วมกัน

คิดว่ากระบวนการแบบนี้สำคัญ และนอกจากเจ้าหน้าที่จะนำไปประยุกต์ใช้แล้ว น่าจะมีการส่งเสริมให้กระบวนการหรือเวทีแบบ Dialogue ให้เกิดขึ้นมากๆ น่าจะมีวันและเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้มาพูดคุยกันในรูปแบบของ Dialogue มากขึ้นในองค์กร เพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรให้ดีขึ้น

             

ไม่ต่างกับอนุชิต อรรคสังข์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบิรหารงานชุมชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ที่สะท้อนให้ฟังว่า การอบรมในครั้งนี้ สำหรับตนเองเป็นความรู้ใหม่ Dialogue เป็นหลักสูตรที่เน้นในเรื่องการฟัง ฟังอย่างไม่ตัดสิน ในวงสนทนาให้ทุกคนเอาสิ่งที่ตนเองคิดมากองไว้บนโต๊ะสนทนา อะไรที่อยู่ใต้พรมก็เอามากองไว้ด้วยเช่นกัน ท้ายสุดเมื่อการคุยเสร็จสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่จะเลือกหยิบเอาสิ่งที่พูดคุยนำไปใช้ต่อได้อย่างไร เป็นจุดที่ผมมองจากเนื้อหาของการอบรม

คล้ายกับเป็นการพัฒนาเราในเรื่องของการฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น เพราะโดยปรกติของการประชุมโดยทั่วไปเรามักจะใช้การ Discussions ที่หนักไปทางถกเถียง โต้แย้ง ที่ทุกคนมุ่งแต่จะนำเสนอแนวทางในความคิดของตนอย่างเดียว โดยที่ไม่ฟังว่าฝ่ายตรงข้ามเขาคิดอย่างไรบ้าง เป็นการรุกอย่างเดียว การใช้ Dialogue จะให้เรากลับมาเป็นฝ่ายรับ ถอยออกมาดูก้าวหนึ่งว่ารอบข้างเราเป็นอย่างไรบ้าง ทำความเข้าใจกับมัน แล้วเราจะดำเนินการหรือตัดสินใจจากข้อมูลต่างๆ อย่างไร

การไปปรับใช้ในเบื้องต้นคงปรับใช้กับตัวเองก่อน เวลาการประชุม หรือเวลาลงชุมชนไปพบกับชาวบ้าน ต้องรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านเป็นหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้เราจะเป็นฝ่ายที่นำแนวคิดของเรา หรือนโยบายที่ผู้บริหารกำหนดมาไปบอกให้ชาวบ้านฟัง แต่ต่อไปนอกจากเราจะนำนโยบายไปบอกชาวบ้านแต่สิ่งที่เราจะเพิ่มเติมคือเราต้องถอยหนึ่งก้าวเพื่อฟังชาวบ้านว่าเขาคิดอย่างไรบ้าง และฟังอย่างเข้าใจโดยที่ไม่ตัดสินว่าดีหรือไม่ดีถูกต้องหรือไม่ถูกต้องจากนโยบายที่เราเสนอให้เขา และหาทางประนีประนอมและหาทางทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป อนุชิตกล่าวทิ้งท้าย

         
สำหรับผมแม้จะเคยมีโอกาสได้มองผ่านวิวไฟน์เดอร์ (View Finder) จากการบันทึกเทปของกล้องวีดีโอ ที่ร่วมเดินทางไปกับหลักสูตรการอบรม Dialogue ของอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ แห่งสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) มาหลายครั้งก็ตามที และเมื่อรวมกับครั้งนี้...โดยส่วนตัว...ผมมองว่า Dialogue เป็นเรื่องของ “การขัดเกลาตนเอง” โดยยึดหลักในทางศาสนาเช่นเรื่องของ ศีล สติ สมาธิ การปล่อยวาง ไม่ถือดี อวดดี และฯลฯ โดยอาศัยการฟัง การไตร่ตรองเป็นเครื่องมือ และการมั่นฝึกฝนดำรงสติ ค้นหาความสงบ เพื่อสร้างให้เกิด “สภาวะตื่นรู้” จากภายใน และนี่แหละจะเป็นเหตุเพื่อนำไปสู่ผลของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์กรชุมชนได้อย่างมีพลัง และมั่นคง...ซึ่งผมเชื่อเช่นนี้จริงๆ “ฟังกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น” เพราะมันเป็นการแบ่งปันที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว และเริ่มต้นได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งการ

เรื่อง/ภาพ: รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน
เสาร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๓