See Iridescence Pileus cloud and Die:หมวกเมฆสีรุ้ง…สุดยอดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของธรรมชาติ

เย็นวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ในขณะที่ชมรมคนรักมวลเมฆทั่วประเทศต่างเก็บภาพหมวกเมฆสีรุ้งแสนสวยงามได้ แต่พิกัดที่ฉันอยู่เห็นเป็นเพียงเส้นบางๆ ไม่สามารถถ่ายภาพได้ ทุกๆ 5 โมงเย็นฉันจึงรีบออกจากที่ทำงาน เพื่อหาทำเลที่จะเห็นท้องฟ้าและพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าแบบเต็มๆ

8 มิถุนา ที่ผ่านมาฉันมีภาระกิจประชุมและประชุมมากมายจนเกือบ 6 โมงเย็น ระหว่างที่ฉันเลี้ยวรถขึ้นถนนสายคันคลอง เหลือบสายตามองกระจกมองข้างตามความเคยชิน สิ่งที่เห็นทำให้ฉันจอดรถข้างทางทันที แม้ดวงอาทิตย์ยังส่องแสงแรงจ้าฉันก็ยังเห็นหมวกเมฆสีรุ้ง(Iridescence Pileus cloud)สีจางๆ

ให้คลิกที่รูปภาพเพื่อชมภาพต้นฉบับขนาดใหญ่ที่สุดแสนอลังการนะคะ

ฉันขับรถต่อไปติดไฟแดงแยกหน้า จากกระจกมองหลังฟ้าเปลี่ยนสีดวงอาทิตย์หายไปแล้วเมฆสีรุ้งขนาดมหึมาปรากฎขึ้นแทนที่ ฉันเลี้ยวขวาเปลี่ยนเส้นทางเดินรถทันทีโดยไม่สนใจว่ารถคันหลังจะว่าอย่างไร

นึกในใจว่ามีที่ไหนใกล้ๆนี้ที่ไม่มีบ้านคนและสายไฟ

สะพาน…เร็วเท่าความคิดฉันรีบบึ่งมาที่สะพานที่ใกล้ที่สุดเลี้ยวรถแอบข้างทางคว้ากล้องวิ่งออกไปถ่ายรูปแบบถี่ยิบเพื่อแข่งกับเวลา

ฉันถ่ายรูปไปหลบรถสิบล้อไปเพราะดวงอาทิตย์ตกอีกฟากหนึ่งของถนน

ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นต่างชะลอรถและหันมอง

คงคิดว่ายัยคนนี้หน้าตาก็ดีแต่งตัวชุดทำงานเต็มยศ แต่คงเพี้ยนถึงได้มายืนถ่ายรูปอะไรก็ไม่รู้อยู่ข้างถนน

ขณะถ่ายรูปฉันโทรหาคนที่อยู่พิกัดเดียวกันสองคนบอกให้รีบออกมานอกบ้านและมองไปทางทิศตะวันตก โทรหาน้องชายที่โคราชน้องบอกว่าเห็นเพียงเส้นบางๆ ฉันโทรหาคนสุดท้ายที่เพชรบรูณ์เห็นเพียงเศษเสี้ยวเช่นกัน

ฉันเก็บโทรศัพท์และหันมาตั้งใจถ่ายรูปด้วยกล้อง 2 ตัว มีเสียงตะโกนถามว่าถ่ายรูปอะไรหรือ ฉันพึ่งสังเกตว่ามีคนจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ริมตลิ่งด้านล่างกำลังและมีความสุขกับการนั่งเล่นและว่ายน้ำ

ฉันชี้ให้พวกเขาให้ดูเมฆบนท้องฟ้า หลายคนลุกขึ้นยืนและชะเง้อมอง สวยจังหลายเสียงบอก ฉันได้แต่ยิ้ม และถ่ายรูปต่อไปจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในเวลา 1 ทุ่ม

หากคุณยังจำได้ฉันเคยนำเสนอภาพ Mount Fuji : Cap Cloud จานบินร่อนลงเหนือภูเขาไฟฟูจิ  เมฆในบันทึกนั้นมีลักษณะเป็นหมวกเมฆเช่นกัน

แล้วเมฆสีรุ้งคืออะไร ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย และผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ  ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวไว้ว่าว่า “ปรากฏการณ์สีรุ้ง หรือ irisation (เรียกว่า iridescence ก็ได้) เกิดจากการที่แสงอาทิตย์สีขาวตกกระทบเม็ดน้ำขนาดต่างๆ ในเมฆจางๆ ซึ่งเป็นเมฆที่มีจำนวนหยดน้ำไม่หนาแน่นมากนัก เมื่อแสงตกกระทบหยดน้ำแต่ละหยด จะเกิดการหักเหเปลี่ยนทิศทางไปจากแนวเดิม แต่เนื่องจากแสงสีต่างๆ (ที่ประกอบขึ้นเป็นแสงสีขาว) หักเหได้ไม่เท่ากัน ผลก็คือ แสงสีขาวแตกออกเป็นสีรุ้ง และเนื่องจากในเมฆจางๆ ที่ว่านี้มีเม็ดน้ำขนาดต่างๆ กัน ทำให้สีรุ้งสีหนึ่ง (เช่น สีเขียว) ที่หักเหออกจากเม็ดน้ำขนาดหนึ่งๆ ซ้อนทับกับสีรุ้งอีกสีหนึ่ง (เช่น สีเหลือง) ที่มาจากเม็ดน้ำอีกขนาดหนึ่ง จึงทำให้มองเห็นสีรุ้งมีลักษณะเหลือบซ้อนทับกันอย่างสลับซับซ้อน บางทีก็คล้ายสีรุ้งบนผิวไข่มุก บางทีก็ซ้อนกันเป็นชั้นๆปรากฏการณ์สีรุ้งอาจเกิดในเมฆจางๆ บนท้องฟ้า โดยที่ไม่ต้องมีเมฆก้อนใหญ่ (อย่างเมฆฝนฟ้าคะนอง) มาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ แต่เท่าที่พบกันบ่อยๆ ก็คือ สีรุ้งที่อยู่เหนือเมฆก้อนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า…” 
 

****

หลายคนอาจคิดว่าฤดูหนาวจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้งดงามที่สุด แต่วันนี้ฉันอยากบอกให้คุณเปลี่ยนความคิด ฤดูฝนต่างหากที่ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ไอน้ำและก้อนเมฆรวมตัวกันสร้างความมหัศจรรย์ให้บังเกิดขึ้นบนท้องฟ้า

 

เอ…ฉันมีเบอร์โทรศัพท์ของคุณหรือยังคะ คุณอาจจะโชคดีได้รับโทรศัพท์จากฉันในยามดวงอาทิตย์อำลาขอบฟ้า ประสบกาณ์สุดแสนสวยงามอลังการแบบนี้แม้มีเงินร้อยล้านพันล้านก็ซื้อไม่ได้นะคะ … See Iridescence Pileus cloud and Die

มหัศจรรย์แห่งฟากฟ้าวันพุธที่ 2 มิถุนายน 2553

ปรากฏการณ์ “หมวกเมฆสีรุ้ง” หรือ "irisation" ธรรมชาติที่งดงาม

017 : ชวนดู 'เมฆสีรุ้ง'

ชมรมคนรักมวลเมฆ

ชมรมคนรักมวลเมฆ สาขา FaceBook


******