หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาคริสต์
หลักความรัก
เนื่องจากพระเยซูนับถือศาสนายิว เมื่อพระองค์ประกาศศาสนาก็ไม่ได้บอกว่าเป็นศาสนาใหม่ พระองค์ยังคงถือปฏิบัติทุกอย่าง ตลอดจนเข้าโบสถ์ สวดมนต์ และประกอบพิธีกรรมทางศาสนายิว เมื่อพระองค์ประกาศคำสอน พระองค์แจ้งแก่ชาวยิวว่า พระองค์นำข่าวดีมาบอก ข่าวดีของพระองค์คือความรัก ความรักจึงเป็นหลักคำสอนสำคัญของคริสตศาสนา ความรักที่พระเยซูสอนมี 2 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 ความรักระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
ระดับที่ 2 ความรักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์
ความรักระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า แต่เดิมพวกยิวถือว่าพระเจ้าเป็นของชาติยิวเท่านั้น และชาวยิวต้องรักพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแบบบ่าวกับนาย พระเยซูได้สอนเพิ่มเติมว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นพระเจ้าของชนชาติยิวเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าของมนุษย์ทั้งโลก และพระเจ้าทรงรักมนุษย์เหมือนบิดารักบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบิดารักบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร พระเยซูสอนว่า “จงรักพระเจ้าของท่านอย่างสุดชีวิตจิตใจ” หมายความว่า เคารพและเชื่อฟังในพระประสงค์ของพระองค์ ศรัทธาและปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์ สละสิ่งต่างๆ และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระองค์ มิใช่ทำเพื่อตนเอง และต้องสละความเห็นแก่ตัวให้หมด (คือปฏิบัติตามบัญญัติ 4 ข้อแรกของบัญญัติ 10 ประการ)
ส่วนความรักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์นั้น พระเยซูสอนว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”ซึ่งเพื่อนบ้านตามความเข้าใจเดิมของพวกยิวหมายถึงชนชาติยิวเท่านั้น แต่พระเยซูได้ขยายความออกไปว่าเพื่อนบ้านนั้นหมายถึงมนุษย์ทั้งโลก เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้า มนุษย์ทุกคนจึงเป็นพี่น้องกัน ซึ่งการแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์คือการปฏิบัติตาม 6 ข้อหลังของบัญญัติ 10 ประการ นอกจากนี้ยังมีข้อปฏิบัติซึ่งแสดงถึงความรักแท้ต่อเพื่อนมนุษย์ เช่น ละเว้นการมองคนในแง่ร้าย อดทนต่อความผิดพลาดและบกพร่องของผู้อื่น ตอบแทนความชั่วด้วยความดี ละเว้นการอิจฉาริษยาต่อผู้อื่น ดังนี้เป็นต้น
ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก เพราะพระเยซูสอนให้รักแม้กระทั่งศัตรู”จงรักศัตรูของท่านและภาวนาอุทิศแด่ผู้ที่เบียดเบียนท่าน ทำเช่นนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระบิดาบนสวรรค์ เพราะพระองค์ทรงประทานดวงอาทิตย์ให้ส่องแสงสำหรับคนเลวเท่ากับคนดี ให้ฝนตกสำหรับคนคดเท่ากับคนซื่อ “ นอกจากรักศัตรูแล้วยังต้องเมตตากรุณาต่อคนทั้งหลายไม่เลือกหน้าและไม่ละโอกาสที่จะช่วยเหลือตามความสามารถและโอกาส ทั้งนี้ต้องมิใช่กระทำด้วยท่าทางเย้ยหยันแต่ด้วยความหวังดีอย่างจริงจัง ดังวจนะเชิงภาพพจน์ของพระเยซูว่า”ถ้าผู้ใดตอบแก้มขวาของท่านให้หันแก้มซ้ายให้เขาด้วย”(มัดธาย 5: 35)
ตัวอย่างคำสอนของพระเยซูคริสต์
“ จงรักศัตรูและอวยพรแก่ผู้ที่แช่งด่าท่าน จงทำคุณแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และจงขอพรให้แก่ผู้ที่ประทุษร้ายเคียวเข็ญท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงบันดาลให้ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่ว และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม แม้ท่านรักผู้ที่รักท่านจะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีกก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ ถ้าท่านคำนับพี่น้องของตนแต่ฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ดีรอบคอบเหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์นั้นเป็นผู้ดีรอบคอบ”(มัดธาย 5 : 44 : 48 )
พระเยซูทรงสอนว่าถ้าเรารักเฉพาะคนที่รักเรา เราก็ไม่ดีไปกว่าคนชั่ว เช่น คนเก็บภาษีหรือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า หรือแม้แต่โจร ซึ่งคนชั่วเหล่านี้ต่างก็รักคนที่รักเขาเช่นกัน เราต้องทำให้ดีกว่าคนเหล่านั้นและให้ดีกว่าคนเหล่านั้นและให้ดีเท่าพระเจ้า คือให้ความเมตตา ความรักแก่คนดีและคนชั่วเท่าๆกัน เราจึงต้องรักศัตรูด้วยโดยไม่ตอบแทนความชั่วด้วยความชั่ว แต่ให้ทำความดีตอบแทนความชั่ว “อย่าทำชั่วตอบแทนแก่ผู้ใดเลย แต่จงมุ่งกระทำสิ่งที่ใครๆเห็นว่าดี...อย่าทำการแก้แค้นแต่จงมอบการนั่นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาญา...อย่าแก้แค้นเลยถ้าศัตรูของท่านหิวจงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม...อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี”(โรม 12 : 14 : 21)
“อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อเขาจะได้ไม่กล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร เขาจะกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด เขาจะตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่านท่านก็ไม่รู้สึก(มัดธาย 7 : 1-3)เรื่องนี้พระเยซุทรงสอนให้ละเว้นการมองคนในแง่ร้ายเราต้องไม่คอยจ้องจับผิดผู้อื่น หรือพยายามหาข้อบกพร่องหรือข้อเสียของคนอื่น เพราะเราก็อาจจะผิดหรือบกพร่องได้เช่นกันโดยที่ไม่รู้
“จงมีใจยินดีด้วยกันกับผู้ที่มีความยินดี จงร้องไห้ด้วยกันกับผู้ที่ร้องไห้” กล่าวคือให้ละเว้นการอิจฉาผู้อื่นให้นึกเสียว่าความดีของมนุษย์ทุกคนสืบเนื่องมาจากความดีของพระเจ้าเป็นการประกาศความดีของพระเจ้า เราจึงควรร่วมอนุโมทนาและร่วมดีใจกับความดีนั้น คือยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี และเห็นใจผู้ที่ประสบชะตากรรม
นอกจากนี้ พระเยซูคริสต์ยังสอนให้ร่วมใจกันทำงานด้วยความเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกัน พระองค์ทรงอธิษฐานถึงพระบิดาว่า “ขอให้พวกเราทั้งหลายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เหมือนความเป็นหึ่งเดียวของเรา”(โยฮัน 17:11) การร่วมมือกันเช่นนี้มิได้มีขอบเขตในหมู่คณะใดหรือสังคมใด แต่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ที่จะขยายวงกว้างออกไปทั่วพิภพ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “จงไปประกาศข่าวนี้ทั่วพื้นพิภพ “
(มาระโก 16 : 16)
บัญญัติ 10 ประการ
เพื่อให้ชาวยิวเกิดความสามัคคีและเดินทางถึงแผ่นดินแห่งสัญญา โมเสสประกาศให้ชาวยิวปฏิบัติตามบัญญัติ 10 ประการอย่างเคร่งครัด ผู้ใดไม่เชื่อฟังบัญญัติดังกล่าวจะถูกพระเจ้าลงโทษให้ได้รับความลำบาก บัญญัติ 10 ประการมีดังนี้
ข้อ 1 อย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเราเลย
ข้อ 2 อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน...อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น
ข้อ 3 อย่าออกนามพระยะโฮวา พระเจ้าของเจ้าเปล่าๆ
ข้อ 4 จงระลึกถึงวันซะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ จงทำงานทั้งสิ้นของเจ้า หกวัน แต่วันที่ 7 นั้นเป็นซะบาโตแห่งพระยะโฮวา พระเจ้าของเจ้า ในวันนี้อย่ากระทำการงานสิ่งใดๆ
ข้อ 5 จงนับถือบิดามารดาของเจ้า
ข้อ 6 อย่าฆ่าคน
ข้อ 7 อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
ข้อ 8 อย่าลักทรัพย์
ข้อ 9 อย่าเป็นพยายเท็จต่อเพื่อนบ้าน
ข้อ 10 อย่าโลภเรือนของเพื่อนบ้าน หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของๆเพื่อนบ้าน
ศีล 7 ชนิด
1. ศีลล้างบาป หรือศีลจุ่ม (Baptism)
ผู้นับถือศาสนาคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีศีลล้างบาป(นิกายโปรเตสแตนท์เรียกว่าศีลจุ่ม) เสียก่อนจึงจะเป็นชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ การรับศีลล้างบาปปรับได้ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วไม่ต้องรับอีกจนตลอดชีวิต แม้จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นแล้วในภายหลังกับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลล้างบาป ที่เรียกว่าศีลล้างบาปเพราะคริสตศาสนาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด ที่เรียกว่าบาปกำเนิด บาปนี้ติดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรกคืออาดัมและอีฟ
การล้างบาปทำได้โดยเอาน้ำรดที่หน้าผาก จะให้ผู้ใดเป็นผู้ล้างบาปให้ก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นชาวคริสต์ด้วยกัน เมื่อเอาน้ำเทรดหน้าผากให้กล่าวว่า “ฉันล้างท่านในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต”นอกจากนั้นเป็นพิธีประกอบอาจทำหรือไม่ทำก็ได้ เช่น การสวดมนต์ รับศีล และอดอาหารเป็นต้น
2. ศีลกำลัง (Confirmation)
เป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ผู้ให้ศีลกำลังโดยปกติต้องมีตำแหน่งเป็นพระสังฆราช และผู้รับศีลต้องอยู่ในวัยที่รู้เหตุผลแล้ว(อายุระหว่าง9-14ปี)พิธีนี้พระสังฆราชจะเอามือทั้งสองวางที่ศรีษะของผู้รับศีล เจิมหน้าผากด้วยน้ำมันมะกอกเป็นรูปกางเขนและประกาศว่าผู้รับศีลนั้นเป็นผู้ได้รับความรอดในนามของพระบิดา พระบุตรและพระจิต
3. ศีลมหาสนิท (Holy Communion)
ฝ่ายคาทอลิกเรียกว่า ศีลมหาสนิท ฝ่ายโปรเตสแตนท์เรียกว่า มิซซา(Missa)เป็นพิธีกรรมเพื่อน้อมจิตระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน ผู้ที่สมควรรับศีลต้องเป็นผู้ที่เชื่อหรือยอมรับว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนเขา และแสดงว่าเป็นการร่วมกับฝ่ายจิตและวิญญาณระหว่างพระเยซูกับชาวคริสต์ เป็นการยอมรับว่าพระเยซูมาสถิตอยู่ในกายตน ก่อนเข้าพิธีต้องมีการเตรียมใจมีเจตจำนงซื่อตรง แต่งกายสุภาพ และต้องอดอาหารเพื่อรับศีล ก่อนรับศีลต้องสวดมนต์ภาวนาโดยบทสวดมนต์แสดงความเชื่อและแสดงความวางใจในศีล บทแสดงความทุกข์ถึงบาปและความรักต่อพระองค์ ตลอดจนแสดงความปราถนาดีที่จะรับศีล พระผู้ทำพิธีจะแจกขนมปังและเหล้าองุ่น ซึ่งมีความหมายถึงเนื้อและเลือดของพระเยซู(ปัจจุบันแจกแต่ขนมปัง เพราะมีผู้เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก) นิกายโรมันคาทอลิกถือว่าพระเยซูเสด็จมาประทับท่ามกลางพิธี และขนมปังก็คือขนมปัง ไม่ใช่เนื้อของพระเยซู
4. ศีลสารภาพบาป (Confession)
เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ศีลอภัยบาป คือพิธียกบาปที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งจะต้องมีการไถ่โทษด้วย เช่น ถ้าไปขโมยเงินเขามาก็ต้องนำไปคืนเสียก่อนแล้วจึงมาสารภาพ เมื่อสารภาพแล้วจะได้รับการอภัยจากพระเจ้า(จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าศีลอภัยบาป)ถ้ายังชำระหรือชดใช้บาปไม่หมดก็ต้องไปใช้ในโลกหน้า ที่เรียกว่าแดนชำระ
5. ศีลเจิมผู้ป่วย (Holy Unction)
เป็นพิธีที่ทำเพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย และศีลนี้จะรักษาโรคทางกายให้บรรเทาเบาบางหรือให้หายได้หากพระเจ้าทรงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่วิญญาณของผู้รับศีลนั้น ในการทำพิธีนั้นพระผู้ทำพิธีจะให้ศีลด้วยการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ตามร่างกายของผู้ป่วย เช่น ที่ตาหู จมูก ปาก มือ และเท้าของผู้ป่วยพลางสวดอ้อนวอนขอให้พระเจ้าโปรดอภัยบาปอันได้กระทำลงไปแล้วด้วยอวัยวะดังกล่าว
6. ศีลบวชในบาทหลวง (Ordination)
เป็นพิธีที่เจ้าอาวาสในวัดทำให้แก่ผู้เข้าพิธีบวชเพื่อจะเป็นพระในศาสนา(คือบาทหลวง) และมอบอำนาจที่จะทำหน้าที่สงฆ์ต่อไป การเป็นพระสงฆ์ในศาสนาคริสต์ถือเป็นกิจอันยิ่งใหญ่และเป็นเกียรติอันสูงส่ง เพราะพระสงฆ์จะบำเพ็ญกรณียกิจแทนพระเยซูคริสต์เพื่อเป็นสิริมงคลของพระเจ้าและเพื่อความรอดของวิญญาณ
7. ศีลสมรส (Matrimony)
เป็นศีลซึ่งรวมชายหญิงคู่หนึ่งต่อหน้าพระเจ้าเพื่อจะได้สร้างครอบครัวชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ต่อไป สามีภรรยาจะอยู่ร่วมกันได้ต้องมีความรักและซื่อสัตย์ต่อกัน ยอมรับลูกทุกๆคนที่พระเจ้าประทานมาให้ พิธีแต่งงานต้องทำต่อหน้าพระสงฆ์เจ้าอาวาสหรือผู้แทน และต่อหน้าพยานอีกสองคนซึ่งพิธีจะทำในโรงสวด โดยคู่บ่าวสาวหมอบลงหน้าแท่นบูชารับพรจากพระผู้ทำพิธี เป็นการประกาศความรักและความซื่อสัตย์ระหว่างตนให้พระเจ้าทรงทราบ
พิธีทั้ง 7 ประการนี้ นิกายโรมันคาทอลิกรับไปปฏิบัติทุกพิธี ส่วนนิกายโปรเตสแตนท์รับไปปฏิบัติเพียงสองพิธีคือพิธีศีลจุ่ม และพิธีศีลมหาสนิท
ที่มา : 1. ศาสนาเปรียบเทียบ รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม
2. ศาสนาเบื้องต้น ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
3. สิบเอ็ดศาสนาของโลก พล.อ.ต.ประทีป สาวาโย
4. จริยศาสตร์ วศิน อินทสระ
ขอขอบคุณ อ.จริยา พรจำเริญจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐมที่ได้ให้ข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่นักเรียนกลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช ในการเรียนวิชา ศาสนศึกษา ส 31101 ขอขอบคุณมากๆค่ะ
เป็น บทความที่ดีมากๆเลยครับ
ขอเสริมนิดนึงครับ
ศีลล้างบาปนั้น
นิกายโรมันคาทอลิกจะรดน้ำที่หน้าผากครับ
ส่วน นิกายโปรเตสแตนท์ เนี่ย (เรียกว่าบัพติสมา) เขาจะ จุ่มทั้งตัวลงไปในน้ำจนมิดหัวครับ
สวัสดีครับ พี่มาลีพันธุ์
พี่พูดถึงพระเจ้าได้เสมอได้ครับ ยินดีครับ ยินดี
พวกเรารู้สึกเป็นเกียรตือย่างยิ่งที่มีคนมาขอให้พระเจ้าอวยพรพวกเราครับ
แต่ถ้า พูด "โอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก" แบบนี้ไม่เหมาะครับ
เพราะผิดพระบัญญัติ 10 ประการข้อที่ 3 ครับ
ขอพระเจ้าอวยพรพี่เช่นกันครับ
ขอบคุณค่ะ