วันนี้มาเล่าต่อเกี่ยวกับองค์ประกอบด้านการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนที่มีชีวิต ตามทรรศนะของผม ที่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาจารย์ไปแล้ว กล่าวคือ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2545 หมวดที่ 4 ได้กำหนดแนวการจัดการศึกษา ตั้งแต่มาตรา 22 – มาตรา 30 ที่เป็นคุณภาพการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับองค์ประกอบของโรงเรียนที่มีชีวิตไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าเป็นการยึดหลักผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุดถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตามปรัชญา Constructivism การจัดการเรียนรู้ต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ ควรจัดอย่างไร การจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ การประเมินผลผู้เรียนให้พิจารณาจากพัฒนาการ ความประพฤติ พฤติกรรม การเรียน การร่วมกิจกรรม ควบคู่กับการทดสอบ โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย การจัดให้มีหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรสถานศึกษา ความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และการส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เป็นต้น
แนวการจัดการศึกษาดังกล่าวจึงเป็นแนวคิดทฤษฎีให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ขอให้มีการวิเคราะห์ วางแผน ดำเนินการและมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามตัวบ่งชี้ที่กำหนดได้อย่างครบถ้วน
ประเด็นสำคัญที่จะทำให้การจัดการเรียนรู้เป็นโรงเรียนที่มีชีวิต มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. การวิเคราะห์หลักสูตรสู่การวางแผนการจัดการเรียนรู้ (แผนการสอน) และการจัดการเรียนรู้ในสภาพจริง ควรยึดหลักการร่วมกันว่า “จะเขียนในส่งที่จะทำ จะทำในสิ่งที่จะเขียนและมีการปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่อง” เพื่อไม่ให้ “แผนการสอน” เป็น “แผนการส่ง” อย่างที่ผ่านมา โดยมีข้อตกลงร่วมกันที่เป็นกรอบกว้าง ๆ ที่มีการยืดหยุ่นไม่ติดแบบฟอร์มมากนัก และส่งเสริมให้ครูได้ใช้ความชำนาญการและความเชี่ยวชาญอย่างเต็มที่และมีการพัฒนาแผนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในท้ายแผนการสอน ควรให้มีการบันทึกผลหลังสอนที่เป็นประเด็นที่ชัดเจน 3 ประเด็น คือ 1) ผลการสอน ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนว่ามีความรู้ ความเข้าใจ มีผลการประเมินเป็นอย่างไร 2) ปัญหาที่พบ เมื่อสอนแล้วพบปัญหาอะไรบ้าง โดยวิเคราะห์สาเหตุปัญหาที่มาจากทั้งตัวครู นักเรียนและสิ่งแวดล้อมอื่น 3) ข้อเสนอแนะว่า ถ้าจะแก้ปัญหาและสาเหตุของปัญหา ควรปรับแผนการสอนครั้งต่อไปอย่างไร (วิธีสอน/สื่อ/การวัดผล ฯลฯ) ควรเขียนให้เป็นประเด็นที่ชัดเจนแล้วนำข้อมูลนี้ไปปรับแผนการสอนในครั้งต่อไป และทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เป็นระบบ สอดคล้องกับกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างเป็นชีวิตจริง
2. ใช้หลักทฤษฎี Constructionism ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิด (Thinking) ซึ่งเกิดจากประสบการณ์เดิมของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน เชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่หรือข้อมูลใหม่ แล้วสร้างความรู้ (Constructing) ขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วส่งเสริมให้มีการสะท้อนความคิดหรือสะท้อนประสบการณ์ (Reflection) มีการปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กับบุคคลอื่น โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ (New thinking) แล้วสร้างความรู้ใหม่ (New construction) สะท้อนความคิดใหม่ (New reflecting) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ความรู้จึงไม่หยุดนิ่งจะเกิดการคิดค้นต่อไปอีก
3. ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ที่แน่นและแม่นในกลุ่มสาระที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อทำให้ครูเกิดความมั่นใจ เป็นครูที่เก่ง เห็นช่องทางในการจัดการเรียนรู้ และการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ดังที่มีผู้กล่าวว่า “ถ้าแน่นในเนื้อหา ลีลาก็จะมาเอง” เพราะพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่ดีจะนำไปสู่การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ได้ หากครูขาดความรู้พื้นฐาน ขาดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน จะทำให้ครูคิดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้อย่างไร ก็คงจะไม่เป็นแบบอย่างในการสร้างนิสัยใฝ่เรียนใฝ่รู้แก่นักเรียนได้ เช่นเดียวกันถ้านักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก คิดเลขไม่เป็น เขาจะสามารถคิดวิเคราะห์และมีความรู้ตามกลุ่มสาระต่าง ๆ ได้อย่างไร การพัฒนาความรู้ในเนื้อหาสาระ จึงเป็นความต้องการจำเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการสอนที่เน้นเนื้อหาที่หลายคนเป็นห่วงกัน ส่วนการพัฒนาเทคนิคการจัดการเรียนรู้การใช้สื่อเทคโนโลยี ฯลฯ จะเป็นความต้องการจำเป็นลำดับถัดไปที่มีความสำคัญต้องส่งเสริมควบคู่กันไป
4. ส่งเสริมให้ครูรู้ข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนเป็นรายบุคคล เป็นอย่างดี ทั้งปัญหาเรื่องการเรียน เรื่องพฤติกรรมความประพฤติ เรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องสุขภาพอนามัย ฯลฯ เหมือนกับแพทย์ที่ต้องรู้โรคของคนไข้ก่อน แล้วจึงรักษาด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับโรค เช่น ให้ยา ผ่าตัด บำบัดทางจิต กายภาพบำบัด ฯลฯ จึงจะเรียกว่า “เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ”
ปัจจุบันเรามีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีการสำรวจนักเรียนเป็นรายบุคคล มีการเยี่ยมบ้านนักเรียน มีเครื่องมือและวิธีการคัดกรอง วิธีการดูแล ช่วยเหลือ รักษา บำบัดที่เป็นระบบในทุกเรื่องเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง มีการแบ่งนักเรียนให้ครูดูแลช่วยเหลือ ระบบนี้จึงเป็นระบบที่ทำให้ครูได้มีความรับผิดชอบนักเรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น ทำให้ครูทุกคนเป็นครูแนะแนว เป็นครูปกครอง และมีความรัก ความเมตตามีความเข้าใจใช้เหตุผลกับนักเรียนเป็นอย่างดีที่แสดงถึงการพัฒนาวิชาชีพครูให้สูงขึ้น โรงเรียนที่มีชีวิตจึงน่าจะนำระบบนี้ไปประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง
เนื้อหาแน่นดีมากครับ ผมลองสรุปเพื่อจดจำได้ง่ายว่า...โรงเรียนที่มีชีวิต
ดีมากค่ะอยากมีโรงเรียนท่เป็นแบบนี้จัง..
สุดยอดเลยครับ "มีแผน แน่นในเนื้อหา แก้ปัญหาเป็นรายบุคคล" คิดได้ยังไงเนี่ย...
ถ้าอยากให้มโรงเรียนที่มีชีวิตก็ต้องเริ่มต้นทำ ทำไปปรับไป อาจจะพบสิ่งที่ดีดีมากขึ้นก็ได้ เพราะที่ผมนำเสนอนี้จริงๆก็ยังแข็งไปด้วยซ้ำ