โรคเบาหวาน
จากที่ท่านเคยได้ยินเรื่องโรคเบาหวาน เรามากล่าวถึงที่มาหรือสาเหตุของโรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคที่เราคนรู้จักคุ้นชื่อมานาน ซึ่งเป็นโรคที่สืบเนื่องมาจากน้ำตาลในกระแสเลือดมีปริมาณสูงขึ้น ในขณะที่เนื้อเยื่อของร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลนั้นไปใช้เป็นพลังงาน หรือนำไปใช้ได้ ไม่เต็มที่ ทำให้น้ำตาลซึ่งร่างกายดูดซึมมาจากทางเดินอาหารมีปริมาณมากในกระแสเลือดและจะล้นออกมากับปัสสาวะทำให้ปัสสาวะหวานและปัสสาวะมีปริมาณมาก โรคเบาหวานเกิดจากอะไรนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าพ่อแม่เป็นเบาหวานทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าคนปกติ สาเหตุอย่างอื่นได้แก่ อ้วนเกินไป มีลูกมากเกินไป หรือผู้ที่รับประทานยาประเภทสเตียรอยด์เป็นประจำก็มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ โรคเบาหวานที่สำคัญมี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ เบาหวานชนิดต้องพึ่งอินซูลินเบาหวานชนิดนี้ต้องรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลิน และต้องฉีดทุกวันไปตลอดชีวิต ถ้าขาดอินซูลินจะเป็นอันตรายได้ โรคเบาหวานชนิดนี้พบได้ในเด็กหรือวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พบในผู้ใหญ่ได้เช่นกันค่ะ ชนิดที่สองคือเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน เบาหวานชนิดนี้พบมากกว่าชนิดแรก คือประมาณ ร้อยละ 90-95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่ มักเป็นในคนอ้วน เบาหวานชนิดนี้ สามารถรักษาได้ด้วยการควบคุมอาหารหรือรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
องค์การอนามัยโลกประมาณการณ์ไว้ว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในปี 2004 ทั่วโลกจะมีรวมกันมากถึง 200 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยในทวีปเอเชียประมาณ 80 ล้านคน อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเบาหวานในเอเชียคิดเป็นร้อยละ 1.3-1.8 ต่อปี อัตราการเพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานเกิดขึ้นพร้อมๆไปกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การใช้ชีวิตอย่างคนเมืองมากขึ้น การกินอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง และที่สำคัญขาดการออกกำลังกายที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ
จากการศึกษาผู้ป่วยโรคเบาหวานในเอเชีย พบว่าความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติมีผลต่อความเสี่ยง ของการเป็นโรคเบาหวานอย่างเห็นได้ชัด รายงานการศึกษาโรคเบาหวานในคนเอเชียเชื้อชาติต่างๆ พบว่า คนเชื้อสายอินเดียมีความเสี่ยงสูงสุด ตามมาด้วยคนเชื้อสายมาเลย์ และที่มีความเสี่ยงต่ำสุดคือคนเชื้อสายจีน เป็นที่ทราบดีว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน โดยในบางประเทศพบความชุกของโรคเบาหวานมากถึงร้อยละ 2 ของประชากร นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
แนวโน้มที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่พบ คือ การตรวจพบผู้ป่วยโรคเบาหวานในคนอายุน้อยลง จากรายงานการศึกษาเดียวกันพบว่าคนเอเชียเริ่มเป็นเบาหวานในช่วงอายุที่ต่ำกว่าชาวตะวันตก และมีแนวโน้มพบเบาหวานชนิดที่สองมากขึ้นเรื่อยๆ พบว่าแม้แต่ในผู้ป่วยเบาหวานเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ก็มีที่เป็นชนิดที่สองมากถึงร้อยละ 10 และจากการที่พบผู้ป่วยอายุน้อยลงมากขึ้น ทำให้มีช่วงชีวิตที่ยาวนานขึ้น โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้จากการศึกษาเบาหวานในผู้ป่วยอายุ 12-40 ปี พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคเบาหวานคือความอ้วน
โรคเบาหวานที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาที่สำคัญในประเทศไทย คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ ที่นี้ จึงขอกล่าวถึงสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เท่านั้น ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานยังไม่ทราบแน่นอน แต่องค์ประกอบสำคัญที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคเบาหวานได้แก่ กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม หากบุคคลใดมีปัจจัยเสี่ยงมากย่อมมีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานมากขึ้นดังนี้
1. ปัจจัยทางพันธุกรรม มักพบโรคนี้ในผู้ที่มีบิดามารดาเป็นโรคเบาหวาน ลูกมีโอกาสเป็นเบาหวาน 6 -10 เท่าของคนที่มีพ่อแม่ไม่เป็นโรคเบาหวาน
2. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โรคอ้วน เพราะในคนอ้วนเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินออกฤทธิ์ได้น้อยลง ทำให้การขนถ่ายกลูโคสลดลงหรือขัดขวางเมตาโบลิซึมของกลูโคสภายในเซลล์ ในบางกรณีอาจดื้ออินซูลินเกิดจากจำนวนหน่วยรับอินซูลิน (Insulin receptor) ที่เซลล์เป้าหมายลดลง การขาดการออกกำลังกายทำให้จำนวนหน่วยรับอินซูลินลดน้อยลง
ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย มีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอเนื่องจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้การออกฤทธิ์ของอินซูลินดีขึ้น และช่วยให้การ
ควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น
ปัจจัยด้านอาหาร การบริโภคอาหารซึ่งมีไขมันสูงปริมาณเส้นใยอาหารต่ำ ก็อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้ร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดก็ตาม
ในอดีตการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานมักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพบว่าคนเป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปยังคงคิดว่าโรคเบาหวานเป็นโรคของคนวัยกลางคน หรือคนสูงอายุ ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติของร่างกายในคนอายุน้อย โรคเบาหวานจึงมักถูกมองข้ามไป จนอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานลุกลามมาก ดังเช่นกรณีผู้ป่วยที่ผู้เขียนจะเล่าให้ท่านผู้ฟังรายการสุขภาพดีชีวีมีสุข ไว้เป็นอุทาหรณ์ในการเฝ้าระวังอาการของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นภัยใกล้ตัวที่เราจะต้องเรียนรู้ไว้เพื่อเฝ้าระวังตนเอง โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่ตับอ่อนในการผลิตอินสุลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือเกิดจากมีอินสุลินปกติแต่อินสุลินไม่สามารถพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินสุลิน ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน จะเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าคนที่ไม่มีประวัติครอบครัว จึงควรต้องระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกังกายอย่างสม่ำเสมอ การหลีกเลี่ยงความเครียด เป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งควรตรวจระดับน้ำตาลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อประเมินว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ อาการของโรคเบาหวานสามารถสังเกตตนเองได้ มีดังนี้คือ
1. ปัสสาวะมาก และบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน ต้องตื่นมาปัสสาวะบ่อยมากกว่าปกติ
2. ดื่มน้ำมาก เนื่องจากมีอาการกระหายน้ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากการสูญเสียน้ำไปทางปัสสาวะเป็น
จำนวนมาก
3. น้ำหนักลด เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานจากโปรตีนและไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ ไม่
สามารถใช้น้ำตาลมาเป็นพลังงานได้
4. หิวบ่อย รับประทานมาก แต่น้ำหนักลด
5. อาการอื่นๆที่พบคือ เป็นฝีหนองง่าย คันในช่องคลอด ติดเชื้อราตามขาหนีบ ใต้ราวนม เป็นแผลเรื้อรังรักษาหายยาก ชาปลายมือปลายเท้า ปัสสาวะมีมดตอม ตามัว ผิวหนังแห้ง เมื่อถูกยุงกัด
หรือแมลงกัดมักเป็นรอยดำ
เมื่อเรากล่าวถึง โรคเบาหวานแล้ว เราจะรู้วิธีการป้องกัน โรคเบาหวาน ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย มีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้การออกฤทธิ์ของอินซูลินดีขึ้น และช่วยให้การควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น
ปัจจัยด้านอาหาร การบริโภคอาหารซึ่งมีไขมันสูงปริมาณเส้นใยอาหารต่ำ ก็อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้ร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดก็ตาม การป้องกันโรคเบาหวาน จึงต้องป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือ
ประการแรก ท่านต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงการเจาะเลือดตรวจหาเบาหวานเสียแต่เนิ่นๆ
ประการต่อมา คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ด้วยการควบคุมน้ำหนักตัว อย่าปล่อยตัวให้อ้วน หรือถ้ามีน้ำหนักตัวมากเกินก็ควรลดน้ำหนักตัวให้มีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 25 รู้จักการกินอาหาร ลดอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันให้น้อยลง และชดเชยด้วยโปรตีน และผักต่าง ๆ ออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 - 45 นาที นอกจากนี้ ต้องระมัดระวังมากขึ้นเมื่อมีการตั้งครรภ์ หรือเมื่ออายุเกิน 40 ปี
จากที่กล่าวมา โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย มักมีสาเหตุอยู่ 2อย่างคือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม แล้วมักจะพบในคนอ้วน ส่วนอาการ ที่พบ ปัสสาวะมาก ดื่มน้ำมาก น้ำหนักลด และมักจะเป็นฝีหนองได้ง่าย ส่วนการป้องกัน คือเราต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นตรวจสุขภาพ
แหล่งอ้างอิง :
วิทยา ศรีดามา บรรณาธิการ. การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : โครงการตำราจุฬาอายุรศาสตร์, 2543.
ภาวนา กีรติยุตวงศ์. (2546). การพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน: มโนมติสำคัญสำหรับการดูแล (พิมพ์ครั้ง ที่ 3). กรุงเทพฯ: พี เพลส.
กมลกร. (2546). เบาหวาน สัญญาณเตือนภัยถึง เด็กอ้วน. แม่และเด็ก, 26(374), หน้า 40-46.
จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์. (2545). อ้วนอันตราย : ตอนโรคที่มากับความอ้วน. ใกล้หมอ, 26(5),หน้า 90-91.
รพีพร ภาโนมัย. (2544). ความอ้วนกับสมรรถภาพทางกาย. วารสารส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอน, 10(2), หน้า 7-12.
รัศมี ภู. (2545). เบาหวาน โรคเก่าที่มากับวิถีชีวิตของเด็กยุคใหม่. ไลฟ์ แอนด์ แฟมิลี่, 6(72), หน้า48-51.