ทีมงานได้ลงไปให้กำลังใจเกษตรกร ที่ได้รวมกลุ่มส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ในการทำกิจกรรมได้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้กันเองในชุมชนระหว่างสมาชิกด้วยกัน

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ผมและทีมงานได้ลงไปให้กำลังใจเกษตรกรในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ได้รวมกลุ่มส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ในการทำกิจกรรมได้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้กันเองในชุมชนระหว่างสมาชิกด้วยกัน ณ.ที่บ้านห้วยน้อย หมู่ที่6 ตำบลแม่ลาด อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร

 

 

           คุณสำรวย ทองดี ซึ่งเป็นประธานกลุ่ม ได้เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากเกษตรกรที่อยู่ในชุมชนบ้านห้วยน้อย ส่วนใหญ่มีพื้นที่ทางการเกษตรเป็นสภาพพื้นที่ทำนา แต่ก็มีพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับน้ำทางการเกษตรจากโครงการย่อยชลประทานแม่ลาด เมื่อเกษตรกรทำนาหลายรุ่นติดต่อกันมาหลายปี ไม่มีการพักพื้นที่ทำนา แต่ต่อมาพบว่าสภาพพื้นดินที่ทำนาเสื่อมคุณภาพลงปลูกข้าวแล้วได้ผลผลิตน้อย

 

            เกษตรกรจึงได้รวมตัวกันประมาณ 50 ครอบครัว ได้มีการลงหุ้นเพื่อทำกิจกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน และการลดตุนทุนการผลิต ในระยะแรกทางอบต.แม่ลาดก็ได้สนับสนุนงบประมาณให้ดำเนินการในระยะเริ่มต้นส่วนหนึ่ง  แต่เมื่อทางกลุ่มได้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไประยะหนึ่งก็พบปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ เช่นวัตถุดิบที่เป็นมูลสัตว์ที่ผลิตในชุมชนไม่พอ และวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตก็ไม่พร้อมยังขาดอีกหลายอย่าง ทางกลุ่มจึงได้ชะลอการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ก่อน

        

           จากการที่ทีมงานของเราได้ไปร่วมเรียนรู้กับกลุ่ม และได้ร่วมถอดบทเรียนในครั้งนี้ก็พบว่าในการวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ และชุมชน จะทำให้เราเห็นว่า การให้การเสริมหนุนกลุ่ม และชุมชนในระยะเริ่มต้น ควรจะมุ่งเน้นด้านการปรับแนวคิด ด้านส่งเสริมความรู้ และอาจจะเพิ่มเติมด้านการบริหารจัดการ กระบวนการกลุ่ม เป็นต้น มากกว่าการสนับสนุนด้านงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์

 

 

        จากการพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็ได้รับทราบความต้องการด้านความรู้ที่จะเป็นการเพิ่มผลผลิตข้าวและการลดต้นทุน จากสมาชิกกลุ่ม ทั้งนี้ โดยความเชื่อของผมแล้วว่าชุมชนต้องมีความรู้ของชุมชนอยู่ และชุมชนต้องมีปราชญ์ชาวบ้านอยู่แน่นอน จากการตั้งคำถามว่า ในชุมชนเรานี้ใครเคยลดต้นทุนข้าวได้บ้าง

  

        ทันใดนั่นเอง มีสมาชิกกลุ่มคนหนึ่งชื่อคุณสำราญ โพธิ์แสง ได้ยกมือขึ้นแล้วได้เล่าให้ฟังว่า ณ.วันนี้ทางครอบครัวของตนเองได้ผลิตน้ำส้มควันไม้ เพื่อนำไปฉีดพ่นแมลงศัตรูพืชในนาข้าว ปรากฏว่าได้ผลดี พร้อมนี้ยังมีการผลิตฮอร์โมนจากหอยเชอร์รี่และผลไม้ในท้องถิ่น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ระดับหนึ่งแต่ข้อสำคัญเราจะต้องลดพื้นที่ทำนาจากเดิมลงเพื่อให้สอดคล้องกับแรงงานในครอบครัวและเป็นจำนวนพื้นที่ที่เราสามารถบริหารจัดการได้ หรือพูดง่ายๆก็คือทำจำนวนที่เราจะสามารถดูแลรักษาได้ดีนั่นเอง

 

 

 

 

 

        นี่เป็นข้อคิดเห็นที่สมาชิกกลุ่ม ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น จากนั้น ทางทีมงานก็ได้ไปเยี่ยมกิจกรรมการผลิตน้ำส้มควันไม้และฮอร์โมนรวมทั้งสารขับไล่แมลง ของคุณสำราญ โพธิ์แสง และเรายังได้พบกับคุณพิทักษ์ โพธิ์แสง ซึ่งเป็นสามีของคุณสำราญ นั่นเอง

 

   

       คุณพิทักษ์ โพธิ์แสง ยังได้เล่าให้ทีมงานเราฟังอีกว่า ขณะนี้ตนเองและครอบครัวได้เตรียมน้ำส้มควรไม้ สารหมักขับไล่แมลง และฮอร์โมน ที่ผลิตเองไว้เป็นจำนวนมากพอสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไปถึง 80 ไร่ โดยได้ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเราหว่านข้าวลงนาเมื่อไหร่แล้ว เมื่อข้าวอยู่ในระยะแตกกอ ก็จะเริ่มให้การดูแลโดยใช้สารสกัดชีวภาพ ที่ผลิตไว้เองทันที โดยจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  สำหรับการใช้สารเคมี ตนเองเคยใช้มาแต่แพ้สารเคมีทำให้ตนเองเกือบตายมาแล้วเพราะว่าใช้มากเกินความจำเป็นนั่นเองครับ

 

เขียวมรกต 

28 พค.53