เมื่อไรจะปฎิรูปสำเร็จ

                    โรงเรียนคือองค์กรที่สำคัญที่สุดของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐ   ซึ่งส่งผลสำเร็จของการพัฒนาเด็กนักเรียนมากที่สุด แนวคิดพื้นฐานของการปฏิรูปการศึกษาเชื่อว่า  การปฏิรูปการศึกษาใด ๆ จะไม่เกิดผลสำเร็จ หากไม่จัดการที่โรงเรียนและห้องเรียน   โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนานักเรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้  การปฏิรูปการศึกษาจึงควรมีจุดหมายที่การจัดระบบการศึกษาของรัฐทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ   เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคน ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกัน   

                    ปี  2550  กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาใน  6  ยุทธศาสตร์   คือ  

                   1)   เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความรู้  

                   2)   ขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชน  

                   3)   พัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ 

                  4)   กระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา   

                  5)   การมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคเอกชนและท้องถิ่น 

                 6)   การจัดการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้   

                  ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดผลในทางปฏิบัติและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา  ให้มีคุณภาพทัดเทียมกับนานาชาติได้   ผลการประเมินสถานภาพการศึกษาไทย  ปี  2549  ข้อมูลดัชนี  IMD   เกี่ยวกับการจัดอันดับความสามารถด้านการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศในเอเชีย  ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่  48   จาก  61  ประเทศ  และจากการประเมินคุณภาพโดยสำนักงานรับรองคุณภาพมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา    

 (สมศ.)   พบว่ามีโรงเรียนเพียง   10,147   โรง   จาก  30,919   โรง  คิดเป็นร้อยละ  32.82  ที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับดี  และมีจำนวน  567  โรงที่ต้องปรับปรุง 

                  ผลการจัดการศึกษาจึงยังไม่บรรลุตามเจตนารมณ์ที่ต้องพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านปัญญา  อารมณ์  จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม    และคุณธรรม  จริยธรรม    จึงจำเป็นอย่างยิ่ง  ที่การศึกษาจะต้องเติมเต็มหรือส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้   มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์    ประยุกต์และใช้เป็น  และปลูกฝังให้ตระหนักว่าการเรียนคือ   การที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  ในการพัฒนาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงานและควรเป็นการดำเนินงานที่มีการสานต่อกัน   โดยส่วนกลาง เป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การดำเนินงานแล้ว ก็จะต้องให้ความสำคัญกับระบบการกำกับติดตาม  และประเมินผลการดำเนินงานซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้เกิดการพัฒนา   สำหรับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษานั้นเป็นกลไกหลักในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผล       

                 การพัฒนาที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด    คือการพัฒนาที่เกิดจากเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของหน่วยงานและนำจุดเด่นและข้อจำกัดที่มีมาเป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของหน่วยงาน  ที่จะต้องร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกับส่วนอื่นๆ ในการพัฒนาการศึกษา  ทั้งนี้ด้วยการศึกษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาคน  ซึ่งจะไปสู่การพัฒนาประเทศ  จึงจำเป็นต้องมีการกำหนทิศทางหรือยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานและมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนตลอดจนมีการดำเนินงานที่ประสานสัมพันธ์และโยงใยกันในทุกภาคส่วน 

             ครูในฐานะผู้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ผู้เรียนเป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม  จัดเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาอย่างมาก   ครูต้องรับผิดชอบ    ต้องพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม  จริยธรรม รู้จักใช้ชีวิตและปรับตัวอยู่ในสังคม สอนให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน     บทบาทของครูต่อการพัฒนาสังคม  การพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  หน้าที่ครูจึงเป็นภาระงานที่หนัก   ตัวชี้วัดที่สามารถวัดได้ที่ความสำเร็จของศิษย์   ครู จึงต้องปรับตัวให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ( Learning  Person)   และประเทศจะต้องมุ่งไปเพื่อการศึกษาของปวงชน  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการใช้ชีวิตด้วยความมีคุณธรรมและจริยธรรมมุ่งสู่การสร้างสรรค์สังคมอย่างสันติ     ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรมีหลักการในการบริหารจัดการครูเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาครูให้เปี่ยมด้วยศักยภาพตามลักษณะของมาตรฐานในวิชาชีพครู  ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษาสมัยใหม่   โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพและสมรรถนะครูเพื่อให้เข้าสู่ความเป็นครู   มีคุณลักษณะครูตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา  โดยมีเป้าหมายที่คุณภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูสู่ความมีคุณภาพของนักเรียน    จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคหลักการในการบริหารจัดการครูและสถานศึกษา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้นำหลักการบริหารจัดการทรัพยากรครูมาปรับใช้ในการบริหารสถานศึกษาย่อมเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อครูและผู้บริหารสถานศึกษา  ในการร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง  แม้โรงเรียนจะอยู่ในท้องถิ่นชน  จัดการศึกษาท่ามกลางความขาดแคลน   แต่ถ้าการบริหารงบประมาณ รายหัวต่อปีอย่างมีประสิทธิภาพ  การใช้จ่ายงบประมาณ/ทรัพยากรเพื่อการศึกษา   ให้สอดคล้องตามความต้องการจำเป็น  ก็จะส่งผลสำเร็จของการพัฒนาเด็กนักเรียนมากที่สุด  จะทำให้การปฏิรูปการศึกษา  ประสบผลสำเร็จ  บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้   โดยเปิดโอกาสให้เด็กทุกคน ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกัน