ผมเคยบันทึกเรื่องเครือข่าย LLEN ที่นี่
และท่านที่สนใจโครงการนี้อาจติดตามความก้าวหน้าได้ที่นี่
วันที่ ๒๙
– ๓๐ เม.ย. ๕๓ มีการประชุมรายงานความก้าวหน้าของชุดโครงการวิจัยนี้
ต่อคณะกรรมการกำกับทิศทาง ที่เกาะสมุย
เป็นการประชุมแบบใหม่ที่น่าสนใจมาก
น่าสนใจทั้งนวัตกรรมของวิธีรายงานแบบ บูรณาการ/สังเคราะห์
หลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน
ให้เห็นภาพความสำเร็จ/การเรียนรู้ ชัดเจนยิ่งขึ้น
เพื่อให้สังคมไทย เอากรณีตัวอย่าง LLEN ไปใช้ประโยชน์ได้
แม้โครงการวิจัยนี้ยังเดินไปเพียง ๑/๔ ของโครงการ
คือ ๖ เดือน จาก ๒๔ เดือน
โครงการ LLEN
นี้มีเป้าหมายพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน
โดยดึงเอามหาวิทยาลัยในพื้นที่มาเป็นแกนนำ
สร้างเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน เวลานี้มี ๑๒
เครือข่าย และกำลังเพิ่มขึ้นอีก ๓ เครือข่าย
จึงเป็นโครงการวิจัยที่แปลก
คือในชุดโครงการมีโครงการที่เริ่มต้นไม่พร้อมกัน
และยังแปลกที่เป้าหมายของโครงการ ที่มีเป้าหมายหลายชั้น
คือนอกจากเพื่อพัฒนาครู พัฒนาโรงเรียนแล้ว
ยังเป็นการพัฒนามหาวิทยาลัย
ให้เข้ามาแสดงบทบาทพัฒนาท้องถิ่น
กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยเรียนรู้ทักษะในการทำงานเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คนในท้องถิ่น
นอกจากนั้น โครงการนี้ยังสามารถทำให้เกิดเครือข่าย All for Education
ขึ้นในพื้นที่
ทีมจัดการชุดโครงการวิจัย LLEN นำโดย ดร. เจือจันทร์ จงสถิตย์อยู่
จึงจัดให้คณะผู้ดำเนินการแต่ละโครงการ/เครือข่ายย่อย มา
ลปรร. ความสำเร็จกันล่วงหน้าในวันที่ ๒๘ เม.ย. โดยใช้เครื่องมือ
KM จัดกลุ่ม ลปรร. เป็น ๓ กลุ่ม
คือกลุ่มที่เด่นด้านการพัฒนาเครือข่าย
กลุ่มที่เด่นด้านพัฒนาครู
และกลุ่มที่เด่นด้านการใช้บริบทในพื้นที่
เท่ากับว่า กิจกรรมในวันที่ ๒๘ เม.ย. ให้ผล ๒ ซ้อน
คือทีมทำงานของแต่ละทีม/โครงการย่อย
ได้เรียนรู้วิธีทำงานจากกันและกัน
และได้สังเคราะห์กิจกรรมที่เกิดขึ้น ให้เห็นภาพใหญ่
ภาพเคลื่อนไหว
เพื่อเรียนรู้บทบาทของอุดมศึกษาต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ
การประชุมในวันที่ ๒๙ – ๓๐ เม.ย.
ทำให้ผมมองเห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในการดำเนินการโครงการนี้ของมหาวิทยาลัยในเครือข่าย
จุดแข็งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดมาจากผลงานของ มรภ.
สุราษฎร์ธานี
ที่ดำเนินการพัฒนาเครือข่ายพัฒนาการศึกษาของจังหวัดได้อย่างน่าพิศวง
โดยเกิดเครือข่ายต้นกล้าปัญญาที่นำโดยคหบดีในพื้นที่
ฟังจากที่คุณจตุพร วัชรานาถ รองประธานเครือข่ายต้นกล้าปัญญา จ.
สุราษฎร์ฯ ที่มาเล่าให้เราฟังเย็นวันที่ ๒๙ เม.ย. แล้ว
น่าประทับใจมาก
มหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่างก็มีจุดแข็งทั้งสิ้น ในหลากลายด้าน
จุดเด่นที่ผมประทับใจอีกประการหนึ่ง คือกิจกรรม LLEN นี้
ทำให้มหาวิทยาลัยเห็น local assets ในพื้นที่
ที่มหาวิทยาลัยนำมาใช้ช่วยให้การทำงานของตนมีความหมายต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น
ทำงานง่ายขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น
เท่ากับเป็นการขับเคลื่อนกระบวนทัศน์ของมหาวิทยาลัยต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่
ซึ่งหากเคลื่อนได้แรงถึงขนาด จะเปลี่ยนอุดมศึกษาไทย
(ที่เวลานี้โดนตำหนิว่าลอยอยู่ในอวกาศไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน)
ให้มี local relevance ได้
การที่มหาวิทยาลัยในเครือข่ายมองเห็นคุณค่าของ local assets
ต่อการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้โรงเรียนในเครือข่ายไปค้นหา
“ทรัพยากรการเรียนรู้” ในพื้นที่ของตน
พบมากมายหลากหลายมิติ
เท่ากับเป็นการโยงทั้งระบบของการศึกษาเข้ากับชีวิตจริง
หากเรื่องนี้เกิดพลังขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องและขยายตัว
จะเกิดคุณูปการต่อสังคมไทยเหลือคณา
ความเสี่ยงที่บางเครือข่ายจะไม่ได้ผล
อยู่ที่ท่าทีของอาจารย์ผู้ดำเนินการ ผมสังเกตว่า
บางมหาวิทยาลัยอาจารย์ในโครงการเป็นคนเก่งมากทางวิชาการ
ประสบความสำเร็จสูงในการพัฒนางานวิชาการในสาขาของท่าน
และอยากใช้กลไกของ LLEN
ถ่ายทอดความรู้ของท่านไปให้ครูใช้สอนนักเรียน
ผมคิดว่าแนวคิด/ท่าที/วิธีปฏิบัติแบบนี้ผิด
ที่ผมคิดว่าผิด (ผมอาจเป็นผู้ผิดเสียเองก็ได้) เพราะว่า
จะไม่ทำให้เกิดความต่อเนื่อง เมื่อโครงการนี้จบ
ครูก็จะกลับไปสอนแบบเดิมๆ
เพราะหากทำเป็นโครงการเอาความรู้สำเร็จรูปไปให้ครูใช้
ครูจะไม่มีโอกาสคิดเอง
แสวงหาแนวทางที่เหมาะต่อตนเองและบริบทในพื้นที่
ครูเป็นเพียงผู้ดำเนินการตามที่อาจารย์มหาวิทยาลัยบอกให้ทำ
การเรียนรู้จะเกิดน้อย ไม่ครบวงจร
ไม่เกิดการเรียนรู้แบบที่มีความไม่ราบรื่นอยู่ในกระบวนการแสวงหาและลองผิดลองถูก
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มี รศ. ดร. พูลพงษ์ บุญพราหมณ์
คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นหัวหน้าโครงการ
กำลังพัฒนาโครงการในแนว ICT-led project เมื่อวันที่ ๘
พ.ค. ๕๓ ผมพบท่านในการประชุมสภามหาวิทยาลัย
ถามท่านว่ารู้เรื่องการใช้ web 2.0
ในการพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียน
ที่ใช้โปรแกรม ThinkQuest
ของ Oracle หรือไม่ ท่านไม่ทราบ
ผมจึงแนะนำให้ท่านทราบ
รวมทั้งเล่าความสำเร็จที่น่าตื่นตาตื่นใจของโรงเรียนบางละมุง ที่นำโดย
อ. ชัฎ
ตระกูลสินทอง เพื่อจะได้หาทางใช้
LLEN ไปต่อยอด
ทำให้ผมได้เรียนรู้ต่อเนื่องว่า โครงการ LLEN ต้องมีการ
review ด้วยว่า สพฐ. เขามีโครงการอะไรอยู่แล้วบ้าง
ส่วนไหน/ที่ไหนที่มี success stories โครงการ LLEN
จะได้ไม่ต้อง reinvent นวัตกรรมใหม่ ทั้งๆ
ที่เขามีหน่ออ่อนของนวัตกรรม ที่มีความสำเร็จอยู่บ้างแล้ว
ความรู้จากความสำเร็จนั้น
จะช่วยให้เราไม่ต้องทำผิดซ้าในบางด้าน
ผมมองเห็นโอกาสที่ LLEN
จะสร้างการปลี่ยนแปลงใหญ่ให้แก่การศึกษาของประเทศ
หากเชื่อมโยงกับขบวนการครูเพื่อศิษย์
น่าจะเกิดพลังยิ่งใหญ่
วิจารณ์ พานิช
๙ พ.ค. ๕๓