Crisis

        

         การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(พ.ศ.2552 – 2561) เป็นผลแห่งการต่อยอดการปฏิรูปการศึกษาในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2542 – 2551) เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะบริหารจัดการการศึกษาของคนในชาติ เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาของชาติทั้งระบบ แต่ระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมุ่งเน้นการจัดตั้งหน่วยงาน องค์กรทางการบริหารศึกษาโดยอ้างว่าเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ มากกว่าการมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนและสถานศึกษา ประกอบกับสภาพทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร โดยเฉพาะด้านคุณภาพผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดจนสถานศึกษาจำนวนมากที่ไม่ได้มาตรฐาน นับเป็นวิกฤตทางการจัดการศึกษาในประเทศที่เกิดขึ้นนับจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 เป็นต้นมา

        ปีพ.ศ.2552 เริ่มทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา ทุกภาคส่วนได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของการร่วมมือ ร่วมใจในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองโดยมี นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแต่เหมือนบุญมีแต่กรรมบังเพราะในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษานทศวรรษที่สองนี้ หนทางอันยาวไกลข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้ว่าจะมีความมุ่งมั่นดังนโยบายที่แถลงไว้ว่าจะมุ่งเน้นให้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ และมีการมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองแล้วก็ตาม แต่วิบากของการดำเนินงานก็ปรากฎขึ้นเป็นอุปสรรคเป็นระยะๆ ให้รัฐบาลต้องรับสถานการณ์ และหาแนวทางแก้ไข

        วิกฤตการณ์ที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกหวาดวิตกว่าจะลุกลามมาถึงประเทศของตนหรือไม่ เริ่มจากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamberger Crisis) ในประเทศสหรัฐอเมริกา และล่าสุดวิกฤตการณ์โอลิมเปีย (Olympia Crisis) ในประเทศกรีซ วิกฤตการณ์นี้ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยเหตุที่ประเทศไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งอาจส่งผลมาถึงเรื่องการจัดการศึกษาภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง

        วิกฤตการณ์ที่เกิดจากปัจจัยภายใน ได้แก่วิกฤตการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศ ซึ่งคนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ วิกฤติการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคใหญ่ที่อาจทำให้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองเกิดการชะงักงัน เพราะรัฐบาลจะต้องเสียเวลาไปกับการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองการปกครองหรือทางศาสนา ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงไปยังระบบทางสังคม ระบบเศรษฐกิจและที่สำคัญคือการศึกษาของคนในชาติ ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการ ดูแลอย่างต่อเนื่องทุกระบบ โดยเฉพาะด้านงบประมาณที่รัฐต้องทุ่มลงไป แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงนโยบายทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล การศึกษาซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของชาติควรจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นโยบายและแผน สามารถขับเคลื่อนไปได้โดยไม่สะดุด หากสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ก็คงยากที่จะดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายและแผนของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษาและการสาธารณสุข ให้ประชากรของประเทศได้มีความเป็นอยู่อย่างเป็นปกติสุข ดังนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง

         แนวทางการดำเนินการบริหารจัดการศึกษาของชาติจึงต้องแยกการบริหารจัดการศึกษาออกจากการเมือง เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาขับเคลื่อนไปตามกรอบแนวทางที่วางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่นับว่าเป็นไปได้ยากมากในสังคมไทยปัจจุบัน เพราะการเมืองได้เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยจนฝังรากลึกเข้าไปในทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนหรือแม้กระทั่งองค์กรอิสระก็ตาม นักการบริหารการศึกษา นักวิชาการยุคใหม่ต้องหาหนทางที่จะแยกระบบการศึกษาออกจากระบบการเมือง เพื่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง และเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืน