ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์กับสังคมไทยในยุคการชุมนุมเฟื่องฟู
นายสว่าง ไชยสงค์
เหตุการณ์บ้านเมืองของไทยในปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสน แบ่งพรรคแบ่งพวกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไม่เชื่อฟังกัน ไม่เคารพกติกาข้อกฎหมายบ้านเมือง ไม่เคารพผู้อาวุโส จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ก่อเหตุความรุนแรง จนหลายคนบอกว่าเป็น “ยุคอนาธิปไตย” คือยุคที่เสมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ไม่มีผู้ใหญ่ผู้น้อย ไม่มีผู้นำผู้ตาม ที่สำคัญคือไม่เป็นประชาธิปไตย จนบางกลุ่มบางพวกก็บอกว่าเป็นยุคเด็จการของรัฐบาล จนต้องรวมตัวออกมาต่อต้านเผด็จการโดยการพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเดียวกันก่อม็อบ แม้ในเวลาต่อมาปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการต่อต้านก็ตามที ความวุ่นวายโกลาหลจึงยังไม่หยุดยั้ง หากแต่อุบัติปัญหาใหม่ขึ้นมาท่วมทับซับซ้อนอยู่เรื่อยร่ำ ดังที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้
หากจะว่าไปขณะนี้มีอยู่ หลายกลุ่มหลายฝ่ายที่ยืนปักหลักต่อสู้เรียกร้อง หรือโหยหาผลประโยชน์ อันเป็นความต้องการแห่งตน โดยหันลำโพงไปที่หูของรัฐบาล กลุ่มฝ่ายที่ว่านั้น ได้แก่กลุ่มคนสวมเสื้อสีต่าง ๆ
ในขณะนี้ ถือได้ว่ารัฐบาล เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กุมอำนาจรัฐอยู่ในมือ และพยายามรักษาอำนาจไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ จึงจัดได้ว่าถือไพ่เหนือกว่าทุกกลุ่ม ได้เปรียบในทุกกรณี ทั้งในเชิงกลและเชิงตรง ส่วนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นกลุ่มที่เรียกร้องความต้องการ ความปรารถนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเรียกร้องผลประโยชน์ นัยว่าเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งตนอยู่ในฐานะที่กำลังเสียเปรียบ
อย่างไรก็ตาม ถ้าการเรียกร้องประสบผลสำเร็จ ได้รับการตอบสนองลงตัวด้วยดี ทุกอย่างก็จะสงบจบลง บรรยากาศทางการเมืองก็จะเป็นมิตร เกิดความสมานฉันท์ มีภราดรภาพ คือ มีความเป็นพี่เป็นน้อง ศรัทธานับถือกัน ร่มเย็นเป็นสุข เอื้อเฟื้อเกื้อกูล คารวะและสามัคคีกัน เจริญก้าวหน้าสืบไป ในทางตรงกันข้าม ถ้าข้อเรียกร้องถูกเมินเฉย ไม่ได้รับการเหลียวแล ความขัดแย้ง (conflict) ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยร่ำดำเนินต่อไปไม่หยุดหย่อน เกิดความตึงเครียด และอาจทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากร้าวฉานก็จะกลายเป็นแตกแยก แตกหัก ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียภาพลักษณ์ ของประเทศ
จากปรากฏการณ์เช่นนี้ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเชิงระบบ ทฤษฎีความขัดแย้ง และทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งเป็นทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะทฤษฎีเชิงระบบ
ทฤษฎีเชิงระบบ (System Theory) ประกอบด้วยโครงสร้าง ดังนี้
1. โครงสร้างด้านบน (superstructure) ซึ่งมีองค์ประกอบทั้งหมด 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 คือ ฝ่ายบริหาร (executive) ส่วนที่ 2 คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ (legislative) ส่วนที่ 3 คือ ฝ่ายตุลาการ (judicial) และส่วนที่ 4 ซึ่งอยู่ใต้สามส่วนแรก คือ ระบบราชการ (bureaucracy )
2. โครงสร้างด้านล่าง (infrastructure) ประกอบด้วยปัจเจกบุคคล มีประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ (interest group) กลุ่มกดดัน และพรรคการเมือง
จากทั้ง 2 โครงสร้างข้างต้น จะมีความสัมพันธ์ในเชิงปัจจัยนำเข้า (input) และปัจจัยนำออก (output) กรณีของปัจจัยนำเข้าจะมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ การเรียกร้อง (demand) อีกส่วนหนึ่ง คือการสนับสนุน (support) ส่วนด้านปัจจัยนำออกมี 4 องค์ประกอบ ถ้าเป็นปัจจัยนำออกที่มาจากฝ่ายบริหาร เรียกว่า “นโยบาย” ถ้าเป็นปัจจัยนำออกที่มาจากฝ่ายนิติบัญญัติ เรียกว่า “กฎหมาย” ถ้าเป็นปัจจัยนำออกที่มาจากฝ่ายตุลาการ เรียกว่า “คำตัดสิน” ถ้าเป็นปัจจัยนำออกที่มาจากระบบราชการ เรียกว่า “กฎกระทรวง” และ “ระเบียบต่าง ๆ)
ปัจจัยนำออกที่มาจากส่วนต่าง ๆ ของ superstructure จะมีผลกระทบต่อ infrastructure ปฏิกิริยาจาก infrastructure จะแปลงเป็นปัจจัยนำเข้า กล่าวคือถ้า infrastructure พอใจก็จะนำไปสู่การสนับสนุนปัจจัยนำเข้า ถ้าไม่พอใจก็จะนำไปสู่การเรียกร้องปัจจัยนำเข้า ซึ่ง superstructure ทั้ง 4 ส่วน คือ ฝ่ายบริหาร (executive) ฝ่ายนิติบัญญัติ (legislative) ฝ่ายตุลาการ (judicial) และระบบราชการ (bureaucracy) ต้องนำปัจจัยนำเข้าไปกลั่นกรองและแปลงออกมาเป็นปัจจัยนำออก ถ้า superstructure ไม่ตอบสนอง (responsive) ต่อการเรียกร้องของ infrastructure ก็จะเกิดปัญหาทางการเมือง ยิ่ง superstructure ไม่ responsive ต่อ infrastructure มากขึ้น ก็จะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองในรูปของการปฏิวัติรัฐประหาร หรือรบราฆ่าฟันกันจนตายกันไปคนละข้าง แล้วก็เริ่มนับหนึ่งใหม่อีกที อันเป็นวงจรอุบาทว์ นี่คือหลักการแห่งทฤษฎีนี้
จากปรากฏการณ์ปัจจุบันฝ่ายรัฐบาล ตามทฤษฎีคือ โครงสร้างด้านบน (superstructure) กลุ่มเสื้อสี คือ โครงสร้างด้านล่าง (infrastructure) และกำลังมีการเรียกร้อง (demand) กันขนานหนัก โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อสีต่าง ๆ เป็นกลุ่มหัวหอกสำคัญที่มีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ โดยสิ่งที่เรียกร้องสุด ๆ ก็คือ อยากให้มีการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ เริ่มกันใหม่ และกล่าวหาว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม เป็นเผด็จการ ใช้อำนาจที่มีพื้นฐานมาจากการยึดอำนาจของทหาร แต่การนี้ ปัจจัยนำออกจะได้รับการสนองตอบ (responsive) อย่างเป็นที่พอใจก็หาไม่ ถึงแม้จะได้จัดให้มีการเจรจาระหว่างแกนนำแล้วก็ล้มเหลว นั่นแสดงว่าปัจจัยนำออกไม่ตรงกัน (match) กับข้อเรียกร้อง จนในที่สุดก็เกิดเหตุปะทะกันถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย แม้จะมีแผนการสันติวิธีออกมาแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง สรุปว่าปัจจัยนำออกไม่ได้รับการตอบสนอง หรือตอบสนองก็ไม่เต็มส่วน จึงเกิดอาการรับไม่ได้ของ infrastructure อย่างกลุ่มคนเสื้อสีต่าง ๆ จนมีการตั้งเงื่อนไขอื่น ๆ ออกมาต่อรอง
ตามทฤษฎีเชิงระบบ ถ้าปัจจัยนำออกจาก superstructure ไม่“โดนใจ” infrastructure หนัก ๆ เข้าก็ต้องเกิดการสูญเสีย มีผู้บาดเจ็บตายกันไปข้างหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน แม้แต่ไทยในอดีตก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งขอภาวนาอย่าให้การบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นอีกเลย ถึงแม้ว่าฝ่ายรัฐบาลจะออกมาพูดว่าความอดทนเหลือน้อยแล้วก็ตามที เพื่อสังคมที่สงบสุขจะได้กลับคืนมา พร้อมภาพที่ทั่วโลกขนานนาม “สยามเมืองยิ้ม” เหมือนในอดีต.
สุดยอดเลยท่าน Thana เยี่ยม ๆ ขอบคุณ ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ท่าน thana ที่นับถือ จะส่งให้เรื่อย ๆ นะ ติชมบ้าง หรู้ไหม ทั้งหมดนี้ คือ การบ้าน ป. เอก คริ คริ ขอบคุณเด้อ