อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ผมใช้เวลากับการนั่งทำงานเขียนงานให้เสร็จทันพบอาจารย์อีกครั้ง ปัญหาของผมคือเรื่องอารมณ์ในการเขียนงานทั้งๆที่ความจริงผมใช้เวลาเขียนมนเพียงแค่ไม่เกิน ๓ ชั่วโมง เคยได้รับงานจากคุณหมอเพชรดาว โต๊ะมีนา ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ ๑๕ ให้ทำงานชิ้นนึงท่านบอกว่าให้เจ้าหน้าที่ทำมาสามเดือนแล้วแต่ไม่ลงตัว ผมรับงานชิ้นนี้มาด้วยความไว้วางใจจากผู้ใหญ่เขียนงานเสร็จเพียงแค่ครึ่งวันและผ่านกรรการจากสำนักนายกรัฐมนตรี กรมตำรวจ ฯลฯ อย่างเป็นเอกฉันท์ (อัลฮัมดุลิลละฮฺ) จนท่านเพิ่งโทรมารบกวนให้ช่วยงานอีกชิ้น คือ ตั้งชื่อกับงานชิ้นแรกที่ผมทำหน่อย ผมเลยตั้งมันว่า "สังคมเรียนรู้อะไรจากความสูญเสีย" อิอิ รออ่านกันนะครับจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข   ประเด็นของผมก็คือว่า...อารมณ์สำคัญมากครับสำหรับการทำงานสักอย่างสำหรับผม แต่อย่างน้อยก็อยากบอกใครหลายคนให้สบายใจครับว่ายังไงผมก็ยังนำหน้าใครอีกหลายคนในหลายขุมครับ และมีแววว่าน่าจะจบคนแรกของรุ่นครับ อินชาอัลลอฮฺ (ช่วยดุอาอฺด้วยครับ)  ช้าหน่อยในสายตาคนมองแต่การลองของ(เวลา) ครั้งนี้คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปครับ



      วันนี้อยากจะบันทึกก่อนนอนถึงการทำงานตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมากับบทเรียนอันทรงคุณค่าในการได้นั่งทบทวนอะไรหลายๆอย่าง จากคำถามที่ว่า "อาจารย์สำเร็จการศึกษาแล้วอาจารย์จะสอนที่นี่ต่อไหม๊"  คำถามง่ายๆสั้นๆได้ยินบ่อยไม่แพ้กับคำถามจากน้องๆเยาวชนในพื้นที่ที่ว่า "บังจะอยู่สามจังหวัดอีกนานไหม๊"


      วันนี้ผมเลือกที่จะไม่ตอบกับทุกคำถามแต่จะมีเพียงรอยยิ้ม...พร้อมกับคำว่าผมอยากเรียนรู้อะไรที่ต่างจากนี้บ้าง การปูทางหลายเรื่องกับบทพิสูจน์และบททดสอบมันคงมากพอแล้วสไหรับสนามแห่งการสร้างคนเพาะบ่มคนเต็มค่าคนสนามนี้ ผมได้คำตอบอย่างหนึ่งครับว่า "สิ่งที่เราเห็นจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับว่าเรามองหาอะไรในสิ่งนั้น"

      การพบกันก็เพื่อการจากลามิใช่หรือครับเพื่อเดินสู่เป้าหมายที่แท้จริง...วัลลอฮฺอะลัม

 

บันทึกก่อนนอนสอนใจ...เสียงเล็กๆ

         ๑ พ.ค. ๒๕๕๓  เวลา ๐๐.๔๙ น.