Gotoknow เผชิญปัญหาเป็นที่นิยมมากเกิน : จะเลือกทางแก้แนวไหน
Gotoknow ยุคที่ ๒ เปลี่ยนโฉมและ software ใหม่หมด งามงดและสะดวกกว่าเดิม แต่ช้า เพราะคนนิยมใช้มากเกินคาด แต่ละเวลามีคนใช้อยู่ ๕๐๐ - ๖๐๐ คน ส่วนใหญ่เข้ามาอ่าน เราจะต้องหาทางแก้ และต้องมียุทธศาสตร์ในการแก้
ที่จริงก็มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์อยู่ ๒ ทางเท่านั้น คือแนวเปิดให้ทุกคนเข้ามาใช้อย่างอิสระ อย่างที่ทำมาปีเศษ เรียกว่าแนว inclusive กับอีกแนวหนึ่งเรียกว่าแนว exclusive ให้เข้ามาใช้ได้เฉพาะคนที่เราเลือกแล้วว่าเหมาะสมที่จะใช้ บล็อก ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เริ่มมีคนให้ความเห็นว่าน่าจะจำกัดการใช้ gotoknow คือใช้แนวที่ ๒ เพราะมีการใช้แบบไม่ค่อยตรงเป้าประสงค์ของ บล็อก อยู่ด้วย เช่น
รศ. พญ. ปารมี ตั้งคำถามว่า "การใช้ blog ในการสอนนักเรียน นักศึกษา โดยให้นักเรียนค้นหาความรู้ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ search มาจากเน็ตนั่นเอง) มาเขียนตอบใน blog จะตรงกับวัตถุประสงค์ของ gotoknow กับการขับเคลื่อน KM ที่ต้องการเน้นการบันทึกและ ลปรร. tacit knowledge หรือไม่ อยากให้ทีมงาน และ สคส. พิจารณาประเด็นนี้ด้วย"
ดร. จันทวรรณ มีความเห็นว่า "ในฐานะผู้ดูแลระบบ ดิฉันขอแสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติมนะคะ จากการดูแลระบบจะพบว่า gotoknow มีกลุ่มผู้ใช้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1) กลุ่มที่ต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การทำงาน
2) กลุ่มที่ต้องการสนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารความเป็นไปของกลุ่ม และ
3) กลุ่มที่เข้ามาเพื่อการส่งงานการบ้านจากการเรียนการสอน
เรื่องในแง่นโยบายของ GotoKnow คงต้องรบกวนให้ทางอาจารย์วิจารณ์ช่วยตอบนะคะ ดิฉันคงขอตอบในแง่ของเทคโนโลยี ดังนี้คะ Gotoknow แม้จะมีจุดยืนที่ประกาศอย่างชัดเจน แต่ด้วยว่าเป็น website ที่เปิดออกสู่สาธารณชนทั้งโลกอินเตอร์เน็ต การควบคุมการใช้งานเพื่อให้ตรงวัตถุประสงค์จึงเป็นไปได้ยากคะ
การจะทำให้ Gotoknow เป็น professional blog และเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้ใช้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ที่ตนมีอยู่ พอมีวิธีการอยู่บ้าง เช่น การใช้ระบบ rating เพื่อสร้าง reward ให้แก่ผู้ที่เขียนบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือ อีกวิธีก็เป็น
การสร้างระบบ approval ร่วมกันกับระบบการ invitation เพื่อการร่วมเป็นสมาชิกคะ"
เราอยากขอความเห็นจากสมาชิกของ gotoknow นะครับ ว่าจะกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการเปิดกว้าง หรือจำกัดประเภทการใช้ อย่างไรดี
โดยที่นโยบายเดิมคือเปิดเต็มที่ยกเว้นไม่อนุญาตการเข้ามาขายของ มาจีบกัน มาด่ากัน หรือมาโป๊เปลือย อย่างนี้เราไม่ยอมให้ทำ และโชคดีที่ไม่มีใครเข้ามาทำสิ่งไม่สร้างสรรค์ เราจึงเป็นเว็บสร้างสรรค์อันดับหนึ่งของประเทศไปโดยปริยาย
แต่เราก็มาพบปัญหาที่มากับความสำเร็จ นี่คือปัญหาคลาสสิคนะครับ แม้ในทางส่วนตัวของคนเราทุกคนความสำเร็จก็เป็นปัญหาในตัวของมันเอง gotoknow ของเราสำเร็จในการดึงดูดคนเข้ามาใช้มากเกินไป จนเครื่องรับไม่ไหว ทำให้ช้า
สไตล์ผมคือแก้ปัญหาเชิงรุกครับ มันช้าก็ทำให้มันเร็วเสีย ถ้าไม่หมดเปลืองเกินไปก็พอรับไหว คือผมอยากให้คงความเปิดกว้างไว้
หันไปเน้นแก้ปัญหาทางเทคนิค ให้มันกลับมาเร็วดังเดิม หรือเร็วกว่าเดิม แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องหันมาจำกัดคนใช้ที่ใช้ผิดประเภทอยู่
ที่จริงผมมีความเห็นว่าการที่อาจารย์ใช้ในการเรียนการสอนเป็นสิ่งดีครับ แต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่เกิดโทษ การที่ นศ. ทำการบ้านส่งครูแบบค้นเน็ตแล้วตัดแปะสำหรับผมถือว่าผิดจริยธรรม และเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะจะเป็นการเรียนแบบไม่เกิดปัญญา และอาจารย์ที่สนับสนุนหรือยอมให้ลูกศิษย์ทำเช่นนั้น ในสายตาของผมเป็นอาจารย์ที่ใช้ไม่ได้
โปรดช่วยกันเสนอความเห็น เกี่ยวกับ "แนวทางแก้ปัญหา gotoknow คนใช้มาก ทำให้ช้า" เข้ามานะครับ
วิจารณ์ พานิช
๒๔ มิย. ๔๙
วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ความเห็นของผม
๑. ใช้ทางแก้หลายทาง
๒. จำกัดทุกคน ให้ทุกคนได้รับผลกระทบหมด โดยการลดลูกเล่นลง ให้มี features จำกัด เช่นไม่ต้องมี บันทึกสุ่ม บันทึกที่มีข้อคิดเห็นมากที่สุด บันทึกที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด ในระยะแรกน่าจะลองแนวนี้ดูก่อน นอกจากย้ายกลับประเทศไทย
เรียนทีมงาน GotoKnow
๑.เห็นด้วยครับ ช้ามาก แต่เช้านี้ "ปรับหน้าแรกใหม่ เร็วขึ้นแล้วครับ"
ต้องขอให้กำลังใจ ท่านอาจารย์ ดร.จันทวรรณ และ อาจารย์ ดร.ธวัชชัย และ สคส ครับ
๒.ใช้การเรียนการสอนเหมือนกันครับ ส่งการบ้านด้วย แต่เป็นการ เผยแพร่ให้ GotoKnow สู่นักศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน เช่น
๒.๑ สอน AA(L)R ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๕ ทั้งด้านจริยธรรมและด้าน Formative Evaluation คลิก
๒.๒ สอนในหลักสูตรรังสีเทคนิค ที่ได้ไปเรียนรู้จากการดูงานในวิชา จริยธรรมและการบริหาร เพื่อ สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ คลิก

สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดคือ คนใช้มากขึ้น - ดีเชิงจำนวนหรือปริมาณ แต่ทำให้ช้า มีผลให้ผู้ใช้ที่มีคุณภาพ ใช้ ลปรร. ความรู้ปฏิบัติ / ความรู้ฝังลึก และเป็นคนไม่ค่อยมีเวลา เมื่อเข้ามาใช้ก็พบปัญหา จึงเบื่อและเข้ามาใช้น้อยลง อย่างนี้เราไม่ชอบ เพราะ gotoknow ก็จะได้แต่ปริมาณ แต่ด้อยคุณภาพ
เราอยากให้ gotoknow เป็น ชุมชน ของการ ลปรร. ความรู้ปฏิบัติที่มีคุณภาพครับ ช่วยกันออกความเห็นวิธีแก้ปัญหานะครับ
1. ดึง Features ที่ไม่จำเป็น และทำให้ระบบช้าออกไปก่อน คงไว้เฉพาะที่ทำให้การสื่อสารคล่องตัว "พอประมาณ" แต่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้อง "ทันสมัย" โดยไม่จำเป็น
2. การใช้เพื่อการเรียนการสอนควรสนับสนุน แต่ควรสื่อสารขอความร่วมมือจากครู-อาจารย์ ให้นิเทศ แนะนำผู้เรียนอย่างพอเพียง ที่จะไม่เข้ามาก่อปัญหา นำขยะเข้ามาใส่ gotoknow ถ้าจะลองผิดลองถูก ลองเล่นอะไรทางเทคนิคก็ควรเริ่มที่ Free servers ทั้งหลายก่อน เข้ามาใช้ gotoknow เมื่อพร้อม และเหมาะที่จะเข้ามา
3. แม้จะยากแต่ควรทำเท่าที่ทำได้ คือการ Monitor และช่วยชี้แนะเมื่อเห็นใคร หรือกลุ่มใด ทำท่าจะออกนอกลู่ อาจอาศัย Bloggers ด้วยกันช่วยเฝ้าระวัง โดยมีการมอบหมาย อย่างไม่เป็นทางการ และกำหนดแนวปฏิบัติที่จะช่วยเหลือให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก็ได้
1.ผู้อ่านจำนวนมาก เป็นประโยชน์ค่ะ การได้อ่านสิ่งที่ดี ดี มากๆ ซ้ำๆ จะเป็นผลดีกับคนรุ่นใหม่ ที่ อาจไม่ถนัดในการเขียนถ่ายทอด ซึ่งหาอ่านได้ยากใน web อื่น อย่างน้อยยังมี gotoknow.org ให้อ่าน และฝึกเล่าเรื่องความสำเร็จจาก สิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน จนในที่สุดกลายเป็นยอมรับนับถือ ความสำเร็จเล็ก ๆ ที่รวมตัวกันเป็นความสำเร็จใหญ่ได้
2. การได้เข้ามาเรียนรู้เรื่อง การจัดการความรู้ แบบซึมซับทุกวัน เป็นวิธีการที่ดี ค่ะ
3. gotoknow สอนให้ดิฉัน ยอมรับความคิดเห็นคนอื่นและความหลากหลายของความคิด แทนที่จะได้อ่านตามแนววิเคราะห์ของ คนใดคนหนึ่งแต่ที่นี่ผสมผสาน ต่างมุมมอง
4.หากต้องเลือกวิธีจำกัดสิทธิ์ขึ้นมา คงมี สิทธิ์การเข้าถึง 2 ระดับ ผู้อ่าน และผู้ประสงค์แลกเปลี่ยน เมื่ออ่านจนพอใจแล้วอยาก แลกเปลี่ยน ก็ให้สมัครอีกระดับ เป็นต้น
ด้วยความเคารพ
มีเครื่องมือหลายอย่างของ gotoknow ที่มีประโยชน์มาก ที่ดึงดูดให้หลายคนเข้ามาใช้ ซึ่งคงจะดึงดูดให้ผู้สนใจมาใ้ช้มากขึ้นเรื่อยๆ
ในเมื่อระบบ gotoknow เป็นระบบที่พัฒนาขึ้น ควรที่จะมีการนำไปใช้ในที่อื่นต่อ เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆที่มีเวบไซต์ของหน่วยงานของตนเองอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่เอาระบบของ gotoknow ไปลงในเวบไซต์ของหน่วยงานล่ะครับ
ไปสร้างเวบบล็อกของสถาบันนั้นๆ ซึ่งจะทำให้การใช้ประโยชน์เร็วมากขึ้น
ยิ่งกลุ่มที่จะใช้เพื่อการส่งการบ้า่นเพื่อการเรียนการสอน หากไปติดตั้งระบบในเวบไซต์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ มีโฮสต์ของตัวเอง จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบนี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่สำคัญ ข้อมูลต่างๆ จะเป็นที่อยู่เวบไซต์ของสถาบันนั้นๆ เช่น msu.ac.th ไม่ใช่ของ gotoknow อย่างเดียว
และอยากใ้ห้พัฒนาและส่งเสริมเวบไซต์
ThaiMatter.org ซึ่งสามารถที่จะดึง feed จากทุกเวบไซต์มาแสดงเป็นส่วนกลางได้ ไม่จำเป็นต้่องมีบันทึกที่ gotoknow แห่งเดียว ที่ไหนที่มีประโยชน์ก็สามารถดึงข้อมูลมานำเสนอได้เช่นกันครับ
เรื่องนี้ต้องเรียนถามคุณหมอวิจารณ์ครับ ว่าวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งเว็ปไซต์นี้มีวัตถุประสงค์หลัก หรือภาระกิจหลักเป็นอย่างไรครับ แล้วนำวัตถุประสงค์นั้นมาคิดถึงความคุ้มค่าสำหรับทุก ๆ ฝ่ายครับ แต่ถ้าถามทางด้านความคิดส่วนตัวของผมเอง ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นว่า วัตถุประสงค์หลัก ๆ น่าจะเป็นชุมชนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ความรู้ความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรหม ได้เปิดเผยออกมาสู่สาธารณะชน ไม่มีขีดจำกัดทางด้านการเข้าถึง แลกเปลี่ยนกันอย่างไร้พรหมแดน แล้วก็จะเกิดองค์ความรู้ที่ดี ๆ สำหรับสังคมไทยเกิดขึ้นอย่างเอนกอนันต์ ดังนั้นถ้าเอาผลงานทั้งหมดที่ผ่านมาหนึ่งปี นำเสนอต่อผู้บริหารที่คุมนโยบายและงบประมาณ พูดถึงข้อดีที่ได้รับอย่างมากมายที่เกิดขึ้นจากเวปไซต์นี้ ซึ่งไม่เคยที่ใดมาก่อนในประเทศไทย ผมคิดว่ามันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มที่จะลงทุนในการทำ Server เพื่อระดมสมองนักวิชาการไทย ข้าราชการไทย รัฐบาลไทย พ่อแม่พี่น้องทุก ๆ ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาประเทศไทย ทุก ๆ คนก็รู้ว่าคุ้มค่ามาก ๆ ครับ
http://gotoknow.org/blog/memecoder/35415
เริ่มวาง open-source ของ KnowledgeVolution ให้แล้วคะที่ http://KnowledgeVolution.org คะ
สำหรับองค์กรที่อยากได้ระบบอย่าง GotoKnow ไป run ในวง Intranet
มองอีกมุมนะคะ...
นี่เป็น การแสดงออกครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย ที่ทำให้ว่า ครูบาอาจารย์ นักเรียน และ นักศึกษา มีความต้องการอย่างมากในใช้ระบบสารสนเทศที่เอื้ออำนวยการเรียนการสอน
ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การที่อาจารย์เอาบทเรียนมาวาง แต่เป็นที่ที่นักศึกษาสามารถเก็บผลงานการเรียนของเขาได้ตลอดทั้งชีวิตการเรียนของเขา ตั้งแต่มัธยม จนเข้ามหาวิทยาลัย จนจบมหาวิทยาลัย ก็สามารถใช้เป็นที่ที่แสดงผลงานต่อผู้ว่าจ้างงาน ให้สามารถเห็นความสามารถที่แท้จริงของผู้สมัครงานได้เป็นอย่างดี เหมือนเป็น online resume ของแท้
ดิฉันเสนอว่า NECTEC เอาระบบ KnowledgeVolution ไปลงระดับประเทศเพื่อการศึกษาของไทยโดยเฉพาะน่าจะดีนะคะ เพราะ NECTEC พร้อมในเรื่อง hardware และ telecommunication คะ
ด้วยความเคารพ
จันทวรรณ
อยากฟังความเห็นของคนในหลากหลายวงการครับ
ไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้แค่ไหนนะครับ ผมขอเสนอเชิงเทคนิคว่า น่าจะแยกคนอ่านบันทึก+การให้ คห. และการตีพิมพ์บันทึก ไว้คนละ Server กัน ครับ ผมเคยทราบว่าในทางทฤษฎีทำได้ แต่จะยากในการปฏิบัติจริงอย่างไร อันนี้ไม่ชัดเจนครับ
โดยส่วนตัวก็ได้แก้ไขปัญหาไปบ้างแล้ว เช่น การเอาลูกเล่นที่นำมาตกแต่ง Blog ออกเสียบ้าง ก็พบว่าเร็วขึ้นตามความรู้สึกของตนเอง แต่ประเด็นนี้ก็ยังมีตัวแปรกวนอื่น ๆ อีกมาก ทำให้สรุปไม่ได้ว่าจริงหรือไม่ แต่หากพิจารณาเชิงทฤษฎี ก็น่าจะทำให้เร็วขึ้นไม่มากก็น้อยครับ
ในประเด็นเรื่องบริการส่ง E-mail ผ่านหน้า Blog นั้น ผมมองเห็นว่าไม่ค่อยจำเป็นนัก เนื่องจากหากเราใช้วิธีการเดิมคือ แจ้ง E-mail ไว้ ในลักษณะภาพที่นำไปตกแต่งให้เห็นที่หน้า Blog ก็สามารถสื่อสารกันได้อยู่เช่นใน version 1 ครับ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ผมยังอยากให้อิสระแก่ผู้ใช้ใหม่ ๆ ที่เข้ามาแล้วอาจจะงง ๆ เช่นผมในตอนแรก ๆ ด้วยคิดว่า Tacit K. อาจจะยังแกะออกมาไม่ได้ ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้ในสังคมนี้ก่อน จะได้อยู่ต่อ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ต่อไป ไม่หนีหายไปเสียตั้งแต่แรกเข้าครับ
หากมีประเด็นอื่นที่จะเติมเต็มได้อีก ก็จะมานำเสนอไว้อีกครับ
ผมกำลังขมักเขม้นเขียน wiki ที่ KnowledgeVolution.org ครับ หน่วยงานต่างๆ จะได้สามารถนำไปติดตั้งได้โดยง่าย
ส่วนเรื่อง GotoKnow.org นั้น ในเชิงเทคนิคแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าเรา upgrade เครื่องแม่ข่ายให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและย้ายกลับประเทศระบบก็น่าจะรองรับผู้ใช้ได้มากขึ้นในความเร็วที่สูงขึ้นครับ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้โทรศัพท์คุยกับ ISP อยู่เจ้าหนึ่ง (ISSP) ได้ราคาที่น่าสนใจมาก แต่ก็ยังติดในเงื่อนไขบางประการ นอกจากนี้ยังรอราคาจาก ISP อีกเจ้า (Internet Thailand) ไว้วันจันทร์ก็น่าจะได้ข้อสรุปว่า GotoKnow.org จะกลับเมืองไทยมาที่ไหนครับ
อีกประการที่เกี่ยวข้องกับความเร็วก็เป็นเรื่องโปรแกรมของเรานี่ละครับ ยังมีจุดที่ optimize ได้อีกมากทีเดียว ผมก็จะพยายามทำในส่วนที่ช้าให้เร็วขึ้นเป็นส่วนๆ ไปครับ เรียกได้ว่าแม้จะไม่เปลี่ยนเครื่องแม่ข่าย แต่การพยายาม optimize โปรแกรมเป็นส่วนๆ ไปนั้น GotoKnow.org ก็จะเร็วขึ้นทีละนิดทีละหน่อยได้เหมือนกันครับ
ดังนั้นโดยสรุปในเชิงเทคนิคแล้ว เรายังมีช่องทางในการปรับปรุงเรื่องความเร็วได้ในอีกหลายประเด็นด้วยกันครับ
ความเห็นของผม
พันธ์ทิพย์มีผู้ใช้เยอะกว่าแน่นอนคะ แต่เขาทำได้เพราะหลายประการด้วยกันคะ เช่น
- มีเครื่องแม่ข่ายหลายเครื่อง แยกออกมาเฉพาะงานแต่ละงาน เช่น file server, database server, mail server เป็นต้น คะ แต่เรามีแค่เครื่องเดียว คุณภาพของเครื่องที่เราใช้อยู่ ก็ไม่ได้ดีที่สุดคะ
- เขามีระบบ caching ที่ดีกว่า
- มีระบบบริหารจัดการ network และความเร็วของ network ที่เร็วกว่า
เป็นต้นคะ
ดิฉันไม่กล้าแนะนำอะไรในเชิงความรู้ทางเทคนิค แต่มีความนิยมชมชอบ gotoKnow โดยเข้ามาบันทึกเพื่อเก็บความรู้ เทคนิควิธีการสอนภาษาอังกฤษ ตลอดจนอื่นๆที่กำลังศึกษาระบบ
เรื่องการส่งการบ้านอาจารย์ใน blog นี้ ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ความหนาแน่นจนการทำงานช้าลงของ gotoKnow แต่อาจจะแนะนำให้ไปลองส่งการบ้านที่อื่นอีก ที่เป็น blog สากล ให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมี blog สากลที่เปิดฟรีให้ใช้ มากมาย มีลูกเล่นสวยงามสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่กำลังทดลองการใช้ blog เช่น http://www.bravenet.com หรือ http://www.geocities.com หรือ http://www.google.go.th หรือ http://www.kapook.com
ดิฉันเคยเปิดบล็อก gotoKnow ในเส้นทางหลักตั้งแต่หน้า 1 จนถึงหน้า 603 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พบว่า มีบล็อกเปล่าๆที่ยังไม่ได้บันทึกมากมาย แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่ทำให้ gotoKnow ช้าลง
ดิฉันจะคอยให้กำลังใจ และจะเข้ามาบันทึกสิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นความรู้เพื่อจัดเก็บไว้จามเจตนารมย์ของ gotoKnow ต่อไป พบกับดิฉันที่นี่
พบกับดิฉันที่นี่ก็ได้
ต้องแยกปัญหาให้ออกนะคะ มี 2 เรื่องคะ
1) ปัญหาเรื่องความช้า
2) ปัญหาเรื่องนโยบายการใช้
ในเรื่องแรก ความช้ามาจากหลายสาเหตุ เช่น จำนวนผู้ใช้ เครื่องแม่ข่าย ระบบที่ซับซ้อนขึ้น และ อีกหลายอย่างคะ ดังที่ได้พูดคุยไว้ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/35433
และจำนวนคนที่เข้าใช้ต่อวินาที (สุ่ม) เฉลี่ยประมาณ 500-600 คนคะ แต่ส่วนใหญ่จะอ่านมากกว่าเขียน
ในเรื่องที่สอง เรื่องนโยบายการใช้ http://gotoknow.org/blog/thaikm/35433
อ่านได้ที่ เช่นกันคะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะคะ
จันทวรรรณ
มีหลายประเด็นค่ะ ที่อยาก share ความคิด
มหัศจรรย์จริงๆ ค่ะ อาจารย์ เพราะว่าไม่น่าเชื่อว่า GotoKnow มีผลกระทบต่อสังคมมากมายขนาดนี้ เพราะว่า ที่เห็นเพิ่มเติมมาในขณะนี้ชัดๆ ก็คือ มีผู้คนเข้ามาอ่านเรื่องราวมากขึ้น เพราะมีผลสะท้อนจากการ comment เยอะขึ้นมาก (ถ้าดูจริงๆ อาจเป็นกลุ่มผู้เรียนรู้ คือ นักศึกษา แต่ไม่ได้วิเคราะห์จริงค่ะ ... คนทำงานกลับละเลยนะคะ) ข้อมูลนี้สำรวจจากเวปของตัวเอง ทั้งๆ นี้ gotoknow ตอนนี้เข้ายากมาก หลุดบ่อย บางที post ข้อความขึ้นไปแล้ว ก็หลุดประจำค่ะ
เชียร์ สคส. คิดต่อนะคะ
เนื่องจากไม่มีความรู้ด้านเทคนิค แต่คิดว่า การให้ gotoknow เป็นแหล่งเรียนรู้น่ะดีแล้ว มีแหล่งให้คนได้อ่าน ถึงจะไม่บันทึก
และขอสนับสนุนความคิดของอาจารย์ ดร จันทวรรณ ที่ให้ gotoknow เป็นแหล่งเรียนรู้ของทุกคน อีกทางหนึ่งก็จะเพิ่มแหล่งเรียนรู้สำหรับการศึกษาไทย ดีกว่าให้นักเรียนักศึกษาไปติดเกม หรือติดอย่างอื่น ติดบล็อก gotoknow น่าจะดีกว่าเป็นไหนๆจริงไหมคะ จึงน่าจะมีการสนับสนุนอย่างยิ่ง จากหลายแหล่งก็น่าจะได้นะคะ
ผ
เมื่อ "เปิดกว้าง ไยต้องปิดกั้น"
ทาง สคส. ดำเนินการในลักษณะดังนี้จะดีไหมคะ
ซึ่งถ้าความรู้สึกดีๆที่สมาชิกหรือผู้เยี่ยมชมมีต่อ gotoknow.org จืดจางและหมดไป คงไม่ต้องเดาว่าประเทศไทยเราต้องกลับไปนับเลขแถวๆ เลข 1 ใหม่(อย่างน่าเสียดาย) กับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ค่ะ
ขอขอบพระคุณและขอเป็นกำลังใจให้สคส. โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมผู้พัฒนาระบบค่ะ