วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเรามีความสุขมาก ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ได้มีวันดีๆอย่างนี้แก่ฉันและครอบครัว
  

ขอให้ลูกรักทั้งสองเป็นคนดีของครอบครัว  สังคม และประเทศชาตินะคะ       

        เสร็จกิจกรรมในวันครอบครัวเมื่อวันที่  ๑๔ เมษายน ที่ได้ก่อเจดีย์ทรายร่วมกันแล้ว ฉันและครอบครัวยังไม่กลับบ้าน  จึงใช้โรงแรมเป็นที่พัก  เพื่อไม่ต้องเดินทางกลับไกลๆ  กับการที่ต้องตื่นแต่เช้าอีก  เพื่อให้ทันใส่บาตรอาหารแห้งที่วัดอ้อน้อย  ที่เณรพี่ก้องบวชอยู่  ฉันคิดเอาเองว่า  อาหารที่ใส่บาตรในวันนี้   เพื่อใช้เป็นอาหารระหว่างที่พระเณรทั้งหมดที่ออกไปปฏิบัติธรรมและธุดงค์ที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัด  ทองผาภูมิ  จังหวัดกาญจนบุรี
           เช้านี้ของวันที่ ๑๕ เมษายน  เมื่อฉันเลี้ยวรถเข้าประตูวัดที่ติดถนนใหญ่  มองเห็นเก้าอี้พลาสติกวางเรียงเป็นแถว  บนเก้าอี้มีอาหารแห้งวางไว้ทุกตัว    โดยเริ่มจากเลยทางเข้าประตูวัดเพียงเล็กน้อย  เมื่อขับรถเข้าไปเรื่อยๆ  ก็ยังพบเก้าอี้ที่มีอาหารแห้งวางจับจองไว้ครบทุกตัวยาวเป็นทิวแถวไปจนถึงหน้าโบสถ์และเรื่อยไปจนสุดถนนยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ที่จอดรถเรียกว่าแทบจะแน่น  แต่วันนี้เรามาทำบุญกันจึงแบ่งกันจอดได้  ลงจากรถฉันเดินมาทางหน้าโบสถ์  มองเห็นพอมีที่วางเก้าอี้ได้อยู่จึงหาเก้าอี้มาวางของอย่างคนอื่นๆทำบ้าง  เมื่อมีคนมาขอวางด้วยฉันยิ้มด้วยมิตรไมตรี  เพราะพวกเรามาทำบุญกันแบ่งๆกันจะได้มีที่ใส่บาตรได้ด้วยกัน  แต่ฉันเห็นบางคนก็ออกอาการหวงที่  บางทีคนเดียวใช้เก้าอี้หลายตัว  ว้า!  ไม่ดีเลย  น่าจะมีน้ำใจต่อกัน

           เณรเริ่มมาแล้ว...เริ่มต้นด้วยเณรน้อยเรียงลำดับจากความสูง  ฉันหยิบอาหารส่งให้น้องแก้มและน้องเกมส์  ใส่บาตร  และสอนให้เขาไหว้พระด้วยหลังใส่บาตรทุกครั้ง  บางรูปก็ใส่ไม่ทันไม่เป็นไร  ค่อยๆใส่ไปเพราะมีพระเณรสองร้อยกว่ารูป  แถวยังยาว  ฉันมองดูพระเณรหน้าตาคล้ายๆกันหมด  เมื่อเณรพี่ก้องเดินมาถึงฉันยังจำไม่ได้  เสียงน้องเกมส์เรียกอย่างดังแถมคว้าแขนเณรพี่ก้องมากอด  พร้อมเสียงเรียกอย่างดังว่า  “พี่ก้องๆ”  จนเณรพี่ก้องอดยิ้มไม่ได้  ฉันต้องบอกให้รีบปล่อย  เพราะจะทำให้แถวติดและหยุดชะงัก  คุณพ่อที่สังเกตเห็นมาเล่าให้ฟังว่าตอนหลังว่า  เณรพี่ก้องเดินมาด้วยอาการสงบและนิ่งมาก  พอน้องเกมส์เรียกทำให้เณรอดยิ้มและขำน้องไม่ได้  พวกเราใส่บาตรกันจนถึงพระรูปสุดท้าย  จึงกลับที่พักกันก่อนและออกจากที่พักโรงแรมก่อนเที่ยงเพื่อเตรียมสรงน้ำพระในตอนบ่าย

ใส่บาตรข้าวสาร  อาหารแห้ง

           เมื่อมาถึงวัดตอนบ่าย  พบว่าคนมาร่วมงานสรงน้ำพระเยอะจริงๆ  เก้าอี้ถูกจัดเตรียมไว้ให้ผู้สูงอายุแถวหนึ่ง  อีกแถวหนึ่งวางไว้ให้พระเณรนั่งเพื่อสรงน้ำพระ  โอ่งน้ำที่เตรียมไว้พวกเราได้นำน้ำอบ  น้ำหอมต่างไ  พร้อมด้วยดอกได้คนละเล็กละน้อยมาลอยใส่โอ่งจนครบทุกโอ่ง  เพื่อจะได้สะดวกเวลาตักน้ำเพื่อรดน้ำดำหัวและสรงน้ำพระ 

ใส่ดอกไม้   แป้งร่ำ  และน้ำอบไทย

         หลังทำพิธีขอรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุและสรงน้ำพระกันแล้ว  พิธีวันสงกรานต์ได้เริ่มขึ้น...เริ่มด้วยหลวงปู่นำรดน้ำผู้สูงอายุก่อน  เสร็จแล้วหลวงปู่ก็ไปนั่งเป็นพระรูปแรก  พวกเราก็เดินตามรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ  สรงน้ำหลวงปู่และตามด้วยพระเณรทั้งหมด  คิดว่าเณรบางรูปคงจะหนาว    โดยเฉพาะเณรเด็กๆ   พระพี่เลี้ยงเดินมาบอกว่าถ้าหนาวก็ให้กลับได้เดี๋ยวไม่สบาย  ฉันคิดว่าเกือบสามชั่วโมงที่เสร็จพิธี

สรงน้ำพระ

รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ

           เณรพี่ก้องเดินมาส่งพวกเราที่รถ  เดินจูงน้องเกมส์  คิดว่าคงคิดถึงน้องเพราะน้องเกมส์จะติดพี่ก้องมาก  เมื่อเณรพี่ก้องถามน้องเกมส์ว่าคิดถึงพี่มั้ย  น้องเกมส์ตอบว่าคิดถึงและกอดกันกับน้อง  ฉันต้องแอบกลืนลูกแข็งๆลงคอ  และกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา  ส่วนน้องแก้มไม่กล้าเข้าใกล้เณรพี่ก้องเพราะฉันสอนไว้ว่าผู้หญิงจะถูกเนื้อต้องตัวพระไม่ได้  น้องแก้มถามว่าทำไม  ฉันหาคำตอบที่จะให้น้องแก้มเข้าใจได้ง่ายๆไม่ได้จึงตอบไปว่า  “เดี๋ยวบาป”   น้องแก้มเลยจำว่าผู้หญิงถูกพระไม่ได้  เดี๋ยวบาป  แต่ฉันคิดว่าคำว่า  “บาป”  ของน้องแก้ม  น้องแก้มคงยังไม่เข้าใจความหมาย  ไม่เป็นไรเพียงแค่น้องแก้มรู้และทำตาม  ฉันถือว่าน้องแก้มได้เรียนรู้แล้ว  เมื่อโตขึ้นน้องแก้มคงค่อยๆเข้าใจความหมายไปเรื่อยๆ

 

โอ่งมังกรสวยๆ  สวยมากค่ะ

           เราทั้งหมดกราบลาเณรพี่ก้อง  ครั้งนี้เณรพี่ก้องเป็นคนมาส่งพวกเราเองที่รถ  ทุกครั้งคุณพ่อจะเป็นคนลงไปส่งพี่ก้อง  แล้วฉันก็ไม่กล้าหันกลับไปมองอีกเช่นเคยว่าพี่ก้องเดินกลับไปแล้วหรือยัง...เพราะฉันกลัวน้ำตาไหลอีก
           และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเรามีความสุขมาก  ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ได้มีวันดีๆอย่างนี้แก่ฉันและครอบครัว

เล่นน้ำสงกรานต์

           สวัสดีวันสงกรานต์  วันปีใหม่ไทยค่ะ