เมื่อต้องกล่าวคำลา ฉันต้องร้องไห้ในอก น้ำตาตกใน กลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา
       
         เช้าวันนี้ ๓๑ มีนาคม  ๒๕๕๓  ฉันต้องปลุกน้องแก้มและน้องเกมส์แต่เช้า เพื่อไปโรงเรียน  เพราะวันนี้ต้องพาพี่ก้องไปอยู่วัดและให้ทันลงทะเบียนก่อน ๑๐.๐๐ น.  เมื่อถึงโรงเรียน  มีนักเรียนจำนวนมากเริ่มทยอยมาโรงเรียน   เป็นนักเรียนชั้น ป.๖ ที่วันนี้โรงเรียนจัดงาน  “ส่งพี่สู่ฟ้าใหม่” และพิธีแจกใบประกาศให้กับนักเรียนที่จบในปีนี้  พี่ก้องขอไม่ลงรถไปส่งน้อง  คิดว่าเมื่อไม่ได้ไปร่วมงานคงไม่อยากเจอเพื่อนๆ  อาจมีเสียใจเล็กๆ  ฉันเดาใจลูก  เพราะถ้าเป็นฉัน  ฉันคงเสียใจเหมือนกับพี่ก้อง  เวลานั้นฉันไม่ได้พูดหรือถามอะไรกับลูกพวกเรานั่งเงียบกันมาในรถ  สักพักเมื่อถึงร้านสะดวกซื้อ ๗๑๑  จึงชวนพี่ก้องไปซื้อของกินและเริ่มพูดคุยกันเหมือนเดิม  ฉันถามพี่ก้องว่าเพื่อนๆรู้มั้ยว่าพี่ก้องไม่ได้ไปร่วมงานในวันนี้  พี่ก้องว่าได้บอกเพื่อนสนิท ๒-๓ คน  และฝากบอก “ฟิว”  เพื่อนที่ไปมาหาสู่กันประจำให้บอกคุณครู  แต่ฉันได้ไปบอกคุณครูไว้แล้ว  คุณครูนึกเสียดายที่พี่ก้องไม่ได้ไปร่วมงาน ทีแรกคุณครูตกใจว่าทำไมพี่ก้องไม่มาร่วมงาน  เมื่อบอกเหตุผลไปคุณครูได้ร่วมอนุโมทนากับพี่ก้องด้วย 

 

        อากาศช่วงนี้ร้อนมาก  แอร์ในรถต้องเปิดแรงกว่าที่เคย  รถของเราสามคนพ่อ  แม่  ลูก  มุ่งตรงสู่วัดอ้อน้อย  ตามเส้นทางสระบุรี  บางบัวทอง  บางเลน  กำแพงแสน  และถึงวัดอ้อน้อยเวลา  ๑๐.๐๕ น.   พบผู้คนมากมายฉันคิดว่าอย่างน้อย  เด็ก ๑ คน ต้องมีผู้ปกครองมาด้วย ๑-๒ คน หรือบางคนมากกว่านั้น  บรรยากาศคึกคักแม้จะร้อนอบอ้าวแต่ผู้คนดูไม่ได้ร้อนรนเหมือนกับอากาศภายนอก  ชุดขาวที่ทุกคนสวมใส่ดูสว่าง  สงบ...เสียงประชาสัมพันธ์ดังแว่วมา  ช่วงนี้เป็นช่วงปฐมนิเทศผู้ปกครอง  ให้ส่งเด็กๆกับพระพี่เลี้ยงหลังลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว  ให้ผู้ปกครองทุกคนไปพร้อมกันที่ศาลาปฏิบัติธรรม  ฉันและสามีเดินตรงไปยังศาลาใหญ่ที่มองเห็นชัดเจน  สองข้างทางเป็นสระน้ำและมีศาลาเล็กกลางน้ำทั้งสองฝั่ง  มีสะพานทอดยาวไปถึงศาลา  แต่ชวนให้สงสัยว่าทำไมทั้งสองศาลามีเต็นท์กลางเต็มทั้งสองฝั่ง  ใครที่นึกอยากไปนั่งเล่นในศาลานั้นไม่ได้แล้ว  แถมมีกระเป๋าเสื้อผ้าเต็มไปหมด  ฉันได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ

 

        เมื่อถึงศาลาปฏิบัติธรรม  เป็นศาลาใหญ่และไม่ร้อนอย่างที่คิด  เพราะมีพัดลมติดที่เสาศาลาทุกต้น  ศาลากว้างใหญ่มากสามารถรองรับสามารถรองรับญาติธรรมหรือพระสงฆ์ที่จะทำศาสนพิธีได้กว่าพันคน  ด้านข้างของศาลาทั้งสองข้างจะมีศาลาเล็กอีก  บริเวณนี้ก็สามารถรองรับญาติธรรมได้อีกหลายร้อยคน   พระคุณเจ้ากำลังปฐมนิเทศผู้ปกครอง  พร้อมกับเจ้าอาวาสวัด  ท่านได้แจ้งกำหนดการต่างๆ  ดังนี้
        วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๓
            ๑๑.๐๐ น.   รับประทานอาหารกลางวัน
            ๑๓.๐๐ น.   พิธีขลิบผมนาคที่ศาลาลานโพธิ์  โดย  หลวงปู่พุทธอิสระ
            ๑๕.๐๐ น.   พิธีอาบน้ำนาคหน้าโบสถ์  โดย  หลวงปู่พุทธอิสระ
            ๑๘.๐๐ น.   เทศน์สอนนาคโดย หลวงปู่พุทธอิสระ ณ ศาลาปฏิบัติธรรม
            ๑๙.๐๐ น.   พิธีมอบผ้าไตร  โดย  ประธานฝ่ายฆราวาส
        วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๓๓
             ๐๙.๐๐ น.  พิธีบรรพชาหมู่  ณ ศาลาปฏิบัติธรรม
             ๑๐.๐๐ น.   พิธีอุปสมบทหมู่ ณ โดย  หลวงปู่พุทธอิสระ
             ๑๑.๐๐ น.  เลี้ยงเพลฉลองพระใหม่ 
             ๑๘.๓๐ น.  ทำวัตรเย็น ณ ศาลาปฏิบัติธรรม
        วันที่ ๑๗ - ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓
                ๑๓.๐๐ น.  เดินทางสู่ธุดงคสถาน  ศูนย์ธรรมชาติบำบัด  ทองผาภูมิ
        วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓
                ๑๘.๐๐ น.  พิธีมอบวุฒิบัตรแด่ผู้ผ่านการอบรมในโครงการ
        วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓
               ๐๙.๐๐ น.   ปัจฉิมโอวาท และพิธีลาสิกขา
               ๑๑.๐๐ น.   รับประทานอา หารกลางวัน
               ๑๓.๐๐ น.   แสดงธรรมต้นเดือนโดยหลงปู่พุทธะอิสระ
               ๑๖.๐๐ น.   เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

 

         พระคุณเจ้าและเจ้าอาวาส  ได้ปฐมนิเทศผู้ปกครอง  และได้ตอบคำถามต่างๆที่ผู้ปกครองถาม  จนถึงเวลาใกล้เที่ยง...เด็กทุกคนหลังได้พบพระพี่เลี้ยง  ซักซ้อมทำความเข้าใจการใช้ชีวิตอยู่ที่วัด  จึงให้เด็กๆตั้งแถวเดินไปรับประทานอาหารที่โรงทาน  อย่างพร้อมเพรียงกัน  ระหว่างนั้นฉันได้ยินเสียงเด็กร้องไห้และไม่ยอมอยู่วัด  พระพี่เลี้ยงจึงเข้ามากอด  และบอกให้ผู้ปกครองและญาติที่มาด้วยกลับบ้านไปเลย  ไม่ต้องรอ  ฉันเห็นแล้วรู้สึกใจหาย  สงสารเด็กคนนั้นคงคิดถึงบ้าน  จากนั้นพระพี่เลี้ยงจึงพาเข้าโรงอาหารเพื่อรับประทานอาหาร  เสียงขู่ยังดังขึ้น  ว่าถ้าร้องไม่หยุดจะไม่ยอมให้ศึก(สิกขา)เลย  ฉันคิดว่าท่านคงขู่ให้เด็กคนอื่นๆได้ยินด้วย  ซึ่งท่านอาจจะเจอแบบนี้มาทุกปี  และก็เป็นวิธีของท่านที่จะปราบเซียนให้อยู่หมัด  ถ้าเป็นวิธีของฉันคงปลอบโยนและให้กำลังใจ  และคิดว่าท่านคงใช้มาหลายวิธี  เด็กน้อยยังสะอื้นไห้อีกระยะหนึ่ง

        เมื่อถึงโรงอาหาร  อย่างแรกที่ทุกคนต้องรู้จักคือรอ  นั่งให้เป็นระเบียบและพร้อมเพรียงกัน  แถวไหนพร้อมก่อนก็จะให้ลุกเป็นแถวตักอาหารมารับประทาน  อาหารที่ตักมารับประทานต้องตักให้พอดี  อย่าให้เหลือ  เน้นว่าอยู่วัดต้องกินได้ทุกอย่าง  ใครไม่ชอบกินอะไรก็จะให้กินอย่างนั้นเยอะๆ  เป็นเสียงขู่จากพระพี่เลี้ยง  พอลองถามว่าใครไม่ชอบกินผักบ้างให้ยกมือขึ้น  ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือสักคน  เมื่อทุกคนพร้อม  และเงียบสงบจึงให้ทยอยลุกไปตักอาหาร  สำหรับคนที่ใส่ร้องเท้าให้ถอดรองเท้าขณะเดินไปตักอาหารด้วย

        หลังรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว  ถึงเวลาที่ฉันและสามีจะกลับบ้าน  สังเกตดูลูกท่าทางเหงาๆ  ฉันเข้าไปกอดลูก  กล่าวขอบคุณลูกที่บวชในครั้งนี้  และบอกให้เขารู้ว่าเขาได้ทำบุญให้กับคุณแม่  คุณยาย  คุณป้าและน้องที่เป็นผู้หญิงที่ไม่มีโอกาสได้บวช  คุณแม่และทุกคนจะได้อาศัยใบบุญของลูกในครั้งนี้  ในใจของฉันนั้นเรียกว่าร้องไห้ในอก  น้ำตาตกใน กลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา ไม่ใช่อื่นใดเนื่องจากฉันคงคิดถึงลูกมากไป  เพราะว่าเราต้องจากกันนานนั้นเอง  ความจริงลูกก็เคยไปเข้าค่ายลูกเสือ  ฉันไม่เคยมีอาการแบบนี้เลย  เหมือนรู้ว่าเราจะจากกันนาน...นี่ฉันจะเป็นมารให้กับลูกอีกหรือเปล่านะ...เมื่อกล่าวลากันและบอกว่าพบกันอีกครั้งในวันโกนผมเณรและวันบวชเณร  ฉันให้คุณพ่อไปส่งลูกหาเพื่อนๆ  ส่วนฉันขอนั่งรอที่รถ  ขณะนั่งรถกลับก็คุยกับสามีว่าทำไมฉันมีอาการเช่นนี้  เฮ้อ!...ฉันคงคิดถึงลูกมากเกินไป