เมื่อวันพุธที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา ช่วง ๑๐ โมงเช้าได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวว่าพ่อได้หายตัวไป ไม่ได้กลับมานอนที่บ้านกับแม่ ตอนนี้กำลังโทรเช็คตามโรงพยาบาล ตามสถานีตำรวจ ผมรีบโทรหาแม่ แม่บอกว่าพ่อจะไปทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยที่ศาลแขวงราชบุรี โดยนัดประมาณบ่าย ๒ โมงวันอังคาร จากนั้นก็ติดต่อไม่ได้ และ พ่อไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน แม่เป็นห่วงมากแต่ไม่รู้ทำอย่างไรดี

 

 

ผมรีบกลับมาบ้านเก็บเสื้อผ้า เพื่อกลับบ้านเพื่อไปตามหาพ่อ ขับรถไปโทรหาแม่อีกที แม่บอกว่า เจอพ่อแล้ว และมีอาจารย์ที่เป็นเพื่อนพ่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฎจอมบึง ราชบุรี ที่ที่พ่อเป็นอาจารย์สอนพิเศษสอนโปรแกรมนิติศาสตร์อยู่ กำลังรับแม่ไปหาพ่อที่โรงพยาบาลราชบุรี

 

 

ผมดีใจมากเตรียมขับรถจากระยองเพื่อไปหาพ่อที่โรงพยาบาล

 

 

แต่อีก ๕ นาที พี่สาวโทรมาบอกว่า "พ่อเสียแล้ว"

 

 

ผมไม่เชื่อ เพราะแม่เพิ่งบอกว่าเจอพ่อแล้ว พี่เลยบอกว่าพ่อเสียตั้งแต่วันอังคาร ตอนบ่ายๆแล้ว พ่อประสบอุบัติเหตุรถู้โดยสารชนกับรถสิบล้อพ่อเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ พร้อมคนขับ และ ผู้โดยสารอีกสองคน หนึ่งคนเสียชีวิตทีหลัง แต่เพิ่งรู้ว่า พ่ออยูที่โรงพยาบาล เพื่อนพ่อยังไม่อยากบอกแม่ กลัวจะทำใจไม่ได้ รอให้ลูกๆมาบอกเอง

 

 

หลังจากทาบข่าว ผมก็ตัวชาไปหมด แต่ก็ต้องพยายามเข้มแข็งเพราะต้องรีบกลับไปหาแม่ และ รีบช่วยแม่จัดการเรื่องงานศพ

 

 

งานศพพ่อจัดเป็นเวลา ๔ คืน  ๕ วัน และ มีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๘

 

 

พ่อจากไปแล้ว ผมต้องดูแลแม่ให้ดีที่สุด ต้องกลับบ้านบ่อยๆ โทรหาแม่บ่อยๆ ส่วนพี่สาว และ พี่ชายก็ช่วยกันดูแลแม่

 

 

ตอนนี้แม่อยู่กับป้าสองคน ก็ได้ญาติๆมาช่วยดูแลด้วย แม่ต้องดูแลทั้งป้าที่เพิ่งผ่าตัดตา ดูแลหลวงลุงที่ป่วยเป็นอัมพาตรักษาตัวอยูที่วัด และ ต้องดูแลตัวเองด้วยเพราะแม่ก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ต้องกินยาเยอะมาก จากอาการโรคความดัน และ โรคอื่นๆ

 

 

ลูกๆ แม่ โดยเฉพาะผมเคยรบเร้าให้ท่านหยุดไปสอนหนังสือได้แล้ว เพราะหลังจาก early retire จากการรับราชการที่ดิน ก็ไปสมัครเป็นอาจารย์พิเศษอีก สอนโปรแกรมนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จนถึงปีนี้อายุ ๖๗ ปีแล้ว แถมยังไปรับหน้าที่ใหม่โดยเป็นเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยของศาลแขวงราชบุรีอีก พ่อสอนหนังสือทุกวันแทบไม่มีวันหยุด ถามพ่อทีไรพ่อก็บอกขออีกปี ขออีกปี สุขภาพก็ไม่แข็งแรงมากนัก แต่ท่านภูมิใจมากที่ได้ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และ มีลูกศิษย์มากมาย ทั้งนักศึกษา ข้าราชการ ตำรวจ

 

 

จริงๆผมก็ยังไม่ค่อยมีแรงจะเขียน เพราะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ และ ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมบล็อกใคร หรือ ตอบคอมเม้นท์คนที่เข้ามาเยี่ยม กะว่าเลยช่วงไว้ทุกข์ คงเข้มแข็งขึ้นตามลำัดับ

 

 

อุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิด อาจเกิดจากความประมาท หรือ ไม่ประมาทก็ได้

 

 

การจากไปอย่างกะทันหัน ทำให้การทำใจยอมรับ ต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับครอบครัว และ ญาติๆ

 

 

กัลยาณมิตรทุกท่านก็ใช้รถ ใช้ถนนด้วยความระมัดระวังนะครับ

 

 

ช่วงนี้ผมคงห่างหายไปสักพัก พร้อมเมื่อไรจะกลับมาครับ

 

 

ขอให้พ่อ สมนึก ศรีโมอ่อน ไปสู่สุคตินะครับ

 

 

ผม แม่ พี่ๆ และ ญาติๆรักพ่อมากนะครับ

 

 

พรพล ศรีโมอ่อน

ลูกของพ่อ