การใช้ชีวิตบนแผ่นดินต่างมาตุภูมิเต็มไปด้วยเรื่องราวหลากรส หลากสีสัน
อินเดียในโลกแห่งการรับรู้ของนิสิต ดูจะเป็นเรื่องชวนวิตกกังวลไม่ใช่ย่อย เห็นได้จากหลายต่อหลายคนหอบหิ้วเสบียงไปจากเมืองไทยอย่างมากมายก่ายกอง ราวกับว่าจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้กระเพาะของตัวเองได้ลิ้มรสอาหารแห่งเมืองภารตะเลยก็ไม่ปาน จนผมต้องออกโรงตัดบทบอกกับพวกเขาตรงๆ ไปว่า “จงกินเพื่อการเรียนรู้ หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็จงกินเพื่อให้มีชีวิตรอด”
นั่นคือสิ่งที่ผมฝากย้ำไว้กับนิสิต อันมีนัยสำคัญของการ “เปิดใจ” เพื่อเรียนรู้ความเป็นชีวิตและวัฒนธรรมของคนอินเดีย ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า พวกเขาต่างก็เปิดใจสู่การเรียนรู้อย่างไม่งอแง

เช้าแรกในอินเดีย- หลังการรับประทานอาหารเช้าในเวลา ๐๘.๐๐ น. เสร็จสิ้นลง (เวลาเมืองไทยก็ประมาณ ๐๙.๓๐ น.) ผมเชิญนิสิตมานั่งล้อมวงเสวนาเรื่องการงานอย่างง่ายๆ โดยยึดโยงเอาสนามหญ้าเล็กๆ หน้าหอพักเป็นจุดนัดพบ
เบื้องต้น- เมื่อรู้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบยังไม่ประเมินความคาดหวังก่อนการเข้าร่วมโครงการ
ผมเลยจำต้องสร้างเวทีนี้ขึ้นเอง โดยให้นิสิตได้สะท้อนความคาดหวังของตัวเองออกมา เสร็จจากนั้นก็ชวนเชิญให้นิสิตได้ร่วมสะท้อนเรื่องการบริหารจัดการในวันที่ผ่านมาตามแนวทางการ ”ทบทวนหลังกิจกรรม” หรือ AAR นั่นเอง
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนตรงกันเลยก็คือ ความไม่ชัดเจนของการมอบหมายภารกิจจากเจ้าหน้าที่ไปสู่นิสิต งานนี้เรียกได้ว่าเจ้าหน้าที่ของผมก็เป็น “มือใหม่หัดขับ” อยู่มาก เลยทำให้ผมต้องลงไปร่วมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าร่วมกับทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ (ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้ตั้งประเด็นต่างๆ ไว้ชัดเจนแล้ว) จนนำไปสู่การมอบหมายให้นิสิตมีแกนนำในด้านต่างๆ มาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ เป็นต้นว่า แกนนำนักดนตรี แกนนำนาฏศิลป์พื้นบ้าน แกนนำนาฏศิลป์ไทย

ผมยืนยันแนวคิดว่างานครั้งนี้ นิสิตต้องมีส่วนกับการ “บริหารจัดการ” ให้มากที่สุด ไม่ใช่มา
ในฐานะนักแสดงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้การบริหารงานอย่างเป็นทีมไปพร้อมๆ กัน
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงฝากให้นิสิตได้จัดเวทีเล็กๆ ในทำนองนี้อย่างเหมาะสม เป็นต้นว่า หลังแสดงเสร็จ หากไม่เหนื่อยจนเกินไป ก็ให้มานั่งสรุปประเมินผลการจัดกิจกรรม ทั้งในมิติการแสดงและการบริหารงานทั่วไป เพื่อจะได้นำไปแก้ไขได้ทันท่วงที หรือไม่ก็จะได้ต่อยอดให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งนั่นก็รวมถึงการวางแผนการทำงานในวันถัดไปด้วยเช่นกัน โดยอาจปรับเปลี่ยนเวลาการพูดคุยกันตามความเหมาะสม บางวันอาจเป็นค่ำคืนหลังการแสดงเสร็จสิ้นลง หรือยกยอดไปเป็นรุ่งเช้าของวันถัดไปก็ได้

กระบวนการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผมมุ่งเน้นให้นิสิตได้เรียนรู้ที่จะยกระดับคุณภาพของตัวเองในสองประการหลักๆ นั่นคือด้านการแสดงและการบริหารงาน ซึ่งทั้งปวงนั้นเป็นการทำงานร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ล้วนๆ (หาใช่ปล่อยให้นิสิตต้องแบกรับอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว)
สำหรับวันแรกนั้น (๑๘ มี.ค.๕๓) เรามีเวลาที่จะต้องแสดงดนตรีและนาฏศิลป์เพียง ๑ ชั่วโมง ทั้งที่ตอนแรกนั้นกำหนดการระบุไว้ ๑.๓๐ ชั่วโมง แต่ก็ดีหน่อยที่เราเตรียมการล่วงหน้าแล้วว่าการแสดงในแต่ละชุดสามารถเพิ่ม หรือลดได้ตลอดเวลา

ด้วยความที่ว่าเป็นวันแรก อะไรๆ ยังไม่ลงตัวนัก เราแทบไม่มีเวลาได้ดูสถานที่สักเท่าไหร่
ไม่มีกระทั่งเวลาในการซ้อมบนเวทีจริง-ตั้งเครื่องเสร็จ ก็เล่นกันตรงนั้นเลยก็ว่าได้ มิหนำซ้ำ, ขนาดของห้องที่ใช้สำหรับการแสดง ก็เล็กและแคบมาก เพราะไม่ใช่ห้องแสดงดนตรี แต่เป็นห้องสัมมนา หรือห้องเรียนทั่วๆ ไป ยิ่งพลอยให้เราต้องปรับเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรอย่างยกใหญ่
ในบางจังหวะก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมงานเครียดและลุ้นก็หนักมาก เวลาจวนเจียนจะเริ่ม แต่เรื่องบางเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของเราก็ผุดขึ้นมาหยอกล้อเราเป็นระยะๆ ...
ครับ, ปัญหา มันทำให้เรารู้สึกตื่นตัว ท้าทาย และพิสูจน์ขวัญกำลังใจตัวเอง หรือแม้แต่ศักยภาพของเราได้เป็นอย่างดี
แต่ทั้งปวงนั้น เราต่างก็พยายามมีสติกับงานของเราให้มากที่สุด โดยที่ผมก็ไม่ลืมที่จะบอกกล่าวกับนิสิตแต่เพียงสั้นๆ ในทำนองว่า “ขอให้ทุกคนเต็มที่...ขอให้มีความสุขกับการแสดง...และภูมิใจกับการได้ทำหน้าที่ของตัวเอง”
และท้ายที่สุด ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ผู้ชมแน่นจนดูเป็นล้นห้อง ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศที่คึกคัก ครึกครื้น สนุกสนานและเต็มล้นไปด้วยความสุข...


นั่นจึงเป็นการเปิดตัวง่ายๆ ภายใต้การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของสถานการณ์ตรงนั้น
แต่สำหรับพรุ่งนี้จะเป็นการแสดงบนเวทีใหญ่ ซึ่งเราทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่า เราจะขอเข้าไปดูสถานที่ ดูระบบแสงสีเสียง และซ้อมใหญ่กันสักยก เพื่อให้งานของเราออกมาดีที่สุด รวมถึงการช่วยกันสะท้อนถึงจุดเด่นและจุดด้อยของการแสดงวันนี้ไปในตัว...(AAR อีกรอบ) พร้อมๆ กับการร่วมคิดร่วมวางแผนว่า พรุ่งนี้เราจะ “โชว์” หรือ “แสดง” อะไรบ้าง

ถัดจากนั้น เราต่างก็มีโอกาสได้เข้าไปชมการแสดงของศิลปินอิสระชาวอินเดีย ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า ทักษะการเต้น การฟ้อน หรือแม้แต่การบรรเลงดนตรีสดๆ นั้นอยู่ในขั้นเทพเลยทีเดียว...ยิ่งเห็นได้ชัดว่าศิลปะการแสดงเช่นนี้ล้วนเกี่ยวโยงกับความศรัทธาของชาวอินเดียที่มีต่อองค์เทพเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงย่อมยืนยันได้ว่าสิ่งใดที่เกิดจากศรัทธาย่อมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าอย่างที่สุด
ครับ, ศรัทธา คือสิ่งที่ทำให้อะไรๆ เข้มแข็ง และยั่งยืน...
สำหรับผมนั้น ผมเชื่อว่านิสิตเองก็ศรัทธาต่อศาสตร์และศิลป์แห่งความเป็นไทยไม่แพ้กัน พรุ่งนี้ผมจึงหวังแต่เพียงว่า..นิสิตจะกระหายและท้าทายที่จะได้ทำในสิ่งที่พวกเขา “ศรัทธา” ...นั่นก็คือ การศรัทธาต่อความเป็นไทย ...“เป็นไทย ใน อินเดีย”


ส่วนข้อมูลถัดจากนี้ไป เป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนความคาดหวังของนิสิตที่มีต่อการมาเยือน
แผ่นดินภารตะ ซึ่งผ่านพ้นไปได้เพียงวันแรก บางประเด็นได้ถูกค้นพบบ้างแล้ว ขณะที่บางประเด็น ก็ยังต้องลุ้นอีกว่า ในวันเวลาที่เหลืออยู่นั้น นิสิตจะบรรลุซึ่งความคาดหวังของตัวเองได้สักกี่ข้อกันแน่...

- ได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย
- ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวดินเดียว เช่น อาหาร,ที่พักอาศัย,อุปนิสัย,ภาษา,ศาสนา,การเดินทาง,เทคโนโลยี,ภูมิอากาศ,การแต่งกาย
- ได้ศึกษาประวัติคามเป็นมาของท้องถิ่น
- ได้ร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรมในเวทีเดียวกับชาวอินเดีย
- ได้รับมิตรภาพและการบริการที่ดีจากเจ้าภาพ
- ได้รู้จักเพื่อนักศึกษาชาวอินเดีย
- ได้ทัศนศึกษาและเที่ยวชมสถานที่สำคัญของอินเดีย
- ได้ประสบการณ์เรียนรู้ชีวิต หรือโลกทัศน์ที่แปลกใหม่ที่แตกต่างไปจากประเทศไทย
- ได้ศึกษาแนวคิดและมารยาทในการเข้าสังคม
- ได้ฝึกประสบการณ์และทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- ได้เรียนรู้การเต้นจากคนอินเดียโดยตรง
- ฝึกฝนการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อน เจ้าหน้าที่ ฯลฯ

๑๘ มีนาคม ๕๓
อินเดีย
คิดถึงค่ะอาจารย์
ยังอยู่อินเดียหรือคะ อาหารอร่อยไหมคะ
แม้อยู่แสนไกล หากใจยังอยู่ที่บ้าน ... มาชมชื่น รื่นรมย์ กับความงดงามของกลุ่มนิสิตไทย ไปต่างแดนค่ะ ส่งแรงใจไปเชียร์ เพราะเชื่อมั่น ศรัทธา จึงมาถึงวันนี้ได้ ... มีความสุข เดินทางปลอดภัยนะคะ
ดีใจด้วยกับนักศึกษาที่ได้รับ coaching ที่ดีจากอาจารย์ค่ะ..
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/346883
มีความสุขนะคะ ได้เผยแพร่วัฒนธรรมไทย
มาส่งกำลังใจให้กับ "ไทยในอินเดีย" ค่ะ
ขอตามมาชมอีกนะคะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านเรื่องราว
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
หลับฝันดีนะคะ^__^
สวัสดีครับ คุณ♥paula .`๏'- ที่ปรึกษาตัวน้อย.`๏'-
... เป็นกำลังใจให้เช่นเคย นะครับ...
สวัสดีครับ พี่แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
ตอนนี้กลับมาถึงเมืองไทยแล้วครับ
อินเดียมีอะไรๆ น่าสนใจมาก...
อาหารการกินอร่อย ได้รสชาติ ออกหวาน ออกเปรี้ยว...ผมไม่ต้องพึ่งมาม่า..หรืออาหารจากเมืองเราเลย
เป็นการเรียนรู้ที่มีค่ามากๆ เลยทีเดียว...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณปูpoo
ยิ่งเดินทางออกต่างประเทศ ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของชีวิต และความแตกต่างที่ว่านั้นก็เป็นความงดงามในตัวของมันเอง สำคัญที่สุดก็คือมันทำให้เราได้เห็นตัวตนของเรา...ได้เห็นคุณค่าของเรามากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของสิ่งที่ต้องแต่งเติม และสิ่งที่มีอยู่อย่างพอเพียง
รักประเทศไทย, ครับ
สวัสดีครับ พี่นงนาท สนธิสุวรรณ
ผมพยายามอย่างมากกับการสร้างกระบวนการ หรือรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ...ผ่านการสอนในสไตล์ของผมเอง หนักเหมือนกันครับกับการที่จะพยายามทำให้แต่ละคนได้เห็นโลกทางความคิดใหม่ๆ...กว่าเขาจะเห็นพ้องในสิ่งที่เราชวนคิด ชวนทำนั้น บางทีมันผ่านพ้นไปสักระยะแล้วด้วยซ้ำไป
แต่ทั้งปวงมันก็คุ้มและแสนคุ้ม...
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ เสียงของดนตรีอีสานใครได้ยิน ฟัง เป็นต้องอยากเต้น อยากรำ ไปซะทุกครั้ง
ดนตรีเป็นภาษาสากลค่ะ
ขอให้การเดินทางไปครั้งนี้บรรลุ วัตถุประสงค์นะคะ
สวัสดีครับ พี่ประกาย~natachoei ที่~natadee
สวัสดีครับ คุณnamsha
ผมดีใจอยู่อย่างก็คือ....
นิสิต ที่เดินทางไปนั้น
ไม่เคอะเขินในความที่จะแสดงความเป็นไทยในอินเดีย...
ผมมีความสุข และภูมิใจในตัวตนของพวกเขามาก...
เขาทำหน้าที่ในการสืบสานสิ่งที่บรรพชนได้สร้างไว้ให้ได้อย่างน่ารัก...
ถึงไม่สมบูรณ์ แต่ก็ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว...
ผมเชื่อเช่นนั้น....
ขอบคุณครับ
น่าชื่นชมจริงๆครับ
เป็นกำลังใจให้เสมอครับอาจารย์
สวัสดีครับ ต้นเฟิร์น
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ...
คุณค่าของชีวิต ส่วนหนึ่ง ก็เห็นได้จากการเดินทางนี่แหละ..
...
ให้กำลังใจเช่นกัน นะครับ
สวัสดีครับ พี่แดง
เช่นกันครับ สิ่งที่เราพูดกันบ่อยมากที่อินเดียก็คือ
"ดนตรี หรือศิลปะทุกแขนง...เป็นภาษาสากล...ซึมซับได้ด้วยใจอย่างไร้พรมแดน"
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
แผ่นดิน
ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ...
*** เป็นการเดินทางที่แสนพิเศษ จริงค่ะ...มีความสุขที่ได้อ่านบันทึกของอาจารย์ทุกครั้ง และครั้งนี้ อาจารย์ได้นำความภาคภูมิใจมาให้พวกเราคนไทย ประกาศให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ศิลปวัฒนาธรรมอันดีงามของชาติไทย ที่หาได้ด้อยกว่าชนได้ใดเลย กลับจะย้ำค่ามากกว่าเสียด้วย....
*** ขอร่วมเป็นกำลังใจ ในกิจกรรม และภาระงานอันทรงคุณค่าของอาจารย์ค่ะ
*** ระลึกถึงค่ะ
ชื่นชมความงดงามของการไปเยือนค่ะ
เผยแพร่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้สมกับเป็นตัวแทนของชาวไทย
ขอบคุณค่ะ
อาจารย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ....อ่านบันทึกแล้วรู้สึกดีเหลือเกินค่ะ