ฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เมื่อหายใจเข้าไปในปอดจะเข้าไปอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง
วิกฤตตอนนี้ของชาวเชียงใหม่คงไม่มีอะไรที่เด่นเกินเรื่อง หมอกควัน และไฟป่า ทุกวันผู้เขียนจะรู้สึกหายใจไม่เต็มปอด แสบตา แสบคอ บรรยากาศรอบบ้านที่สวยงามยามเย็นหายไป พระธาตุดอยสุเทพก็หายไป แถม ภูเขาที่บ้านน้องดาวลูกไก่ก็หายไป
ภาพยามเย็นหน้าบ้านที่หม่อนหมอง มองไปไม่เห็นดอยสุเทพ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เชิญ คุณเอนก ศิริโหราชัย นักวิชาการสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญและรับผิดชอบงานด้านสิ่งแวดล้อม มาเล่าในเวที เรื่องเล่าเร้าพลัง ว่า ในบรรยากาศที่เลวร้ายแบบนี้ พวกเราควรดูแลตัวเอง และคนที่เรารักรอบๆตัวเราอย่างไร
คุณอเนก กำลังเล่าเรื่อง
คุณเอนกบอกว่า ตัวชี้วัดที่จะบอกว่าเมืองเชียงใหม่เรามีหมอกควันเกินค่าปกติหรือไม่ ให้มองไปที่พระธาตุดอยสุเทพ ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามองไม่เห็นแสดงว่า เราอยู่ในภาวะอันตรายแล้ว
และสาเหตุหลักที่เกิดมลพิษ ฝุ่นควันมี สาเหตุใหญ่ไม่กี่อย่าง ซึ่งล้วนแล้วเป็นฝีมือจากมนุษย์เรา 100 % คือ
-
ไฟป่า แต่ก่อนเราถูกสอนให้เชื่อว่าเกิดจากการเสียดสีของไม้แห้ง ปัจจุบันมีการพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง แต่เป็นน้ำมือจากมนุษย์เท่านั้น
ไฟป่าที่พบได้เสมอในช่วงที่อากาศแห้ง
(ขอบคุณภาพจาก internet)
-
การจราจร ซึ่งก็อีกนั่นแหละแต่ก่อนว่าเกิดจากท่อไอเสีย แต่จริงๆแล้วเกิดจากการเบรก การเหยียบครัช มากกว่า จะสังเกตว่าบนท้องถนนที่มีฝุ่นมาก เวลาฝนตกแบบโปรยๆไม่มากจะสังเกตว่าทำให้ถนนลื่น เพราะฝนไม่สามารถชะล้างฝุ่นออกไปหมด เพียงแต่ทำให้ฝุ่นด้านบนเปียกและเกาะตัว เป็นเหตุให้ถนนลื่น
ฝุ่นที่เกิดจากบนท้องถนน
(ขอบคุณภาพจาก internet)
-
การเผาขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนเมืองที่เชียงใหม่ ที่นิยมเผาขยะแทนการเอาไปทิ้
คุณเอกนบอกว่าทั่วโลกมีการแบ่งชนิดของฝุ่น ออกเป็น 2 ชนิด คือ PM10 และ PM 2.5 แต่ก่อนที่จะรู้ว่า มัน คืออะไรและเป็นอันตรายกับเราอย่างไร ให้มารู้จักคำว่า PM ที่เรามักได้ยินทางโทรทัศน์บ่อย ว่าคืออะไร
PM ( Particulate Matter) หมายถึงฝุ่นละอองและรวมถึง อนุภาคของแข็งและหยดละอองของเหลวที่แขวนลอยกระจายในอากาศ อนุภาคที่กระจายในอากาศนี้บางชนิดมีขนาดใหญ่ และมีสีดำจนมองเห็นเป็นเขม่าและควัน แต่บางชนิดมีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ฝุ่นละอองที่แขวนลอยในบรรยากาศ โดยทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 100 ไมครอนลงมา
PM10 ตามคำจำกัดความของ US. EPA (United state Environmental Protection Agency) หมายถึง ฝุ่นหยาบ (Course Particle) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศุนย์กลาง 2.5 - 10 ไมครอน มีแหล่งกำเนิดจากการจราจรบนถนนที่ไม้ได้ลาดยางตามการขนส่งวัสดุฝุ่นจากกิจกรรมบด ย่อย หิน
PM2.5 ตามคำจำกัดความของ US. EPA หมายถึง ฝุ่นละเอียด (Final Particles) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศุนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ฝุ่นละเอียดที่มีแหล่งกำเนิดจากควันเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ควันที่เกิดจากการหุงต้มอาหารโดยใช้ฟืน นอกจากนี้ก๊าซ SO2 NOx และสาร VOC จะทำปฏิกิริยากับสารอื่นในอากาศทำให้เกิดฝุ่นละเอียดได้
ฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เมื่อหายใจเข้าไปในปอดจะเข้าไปอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ที่ได้รับฝุ่น PM10 ในระดับหนึ่งจะทำให้เกิดโรค Asthma และ ฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศจะมีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด และเกี่ยวโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดนเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหืดหอบ และเด็กจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนปกติด้วย
กำลังตั้งใจฟัง
คุณอเนก บอกว่าในขณะที่มีการเผาไหม้ จะเกิดก๊าซพิษ คือ
-
NOX หรือ ไนตริกออกไซด์เป็นก๊าซไม่มีสีและกลิ่น ซึ่งส่วนมากเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีกับออกซิเจนในอากาศจะเปลี่ยนเป็นไนโตรเจนไดออกไซด์ และมีผลต่อมนุษย์ ดังแสดงในตาราง ซึ่งพบว่าค่าต่ำสุดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปวดโรคหืด คือ 190 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (0.1 ส่วนในล้านส่วน) ในระยะเวลา 1 ชั่วโมงต่อวันที่หายใจเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เข้าไป
-
SOX หรือก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่ไวไฟ เมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศจะเกิดเป็นซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ และจะรวมตัวเป็นกรดซัลฟุริก อาจก่อให้เกิดอันตราย ต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น ส่วนฝุ่นละองอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ยกเว้นฝุ่นละอองบางประเภท ที่มีพิษอยู่ในตัวของมันเอง เช่น ซิลิกา ฝุ่นละอองของโลหะหนักต่างๆ
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเป็นอันตรายต่อ สุขภาพอนามัยมากขึ้นอยู่กับฝุ่นละออง เนื่องจากทำให้เพิ่มความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในระบบหัวใจ นอกจากนั้น ฝุ่นละอองบางชนิดเป็นสารมีพิษ และบางชนิดทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์กลายเป็นกรดซัลฟุริกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น ละอองไอของเฟอรัส แมงกานีส วานาเดียม เป็นต้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อปอดอย่างรุนแรง ตลอดจนเพิ่มความต้านทานการเคลื่อนที่ของอากาศภายในทางเดินหายใจ
ในสถานการณ์อย่างนี้ คุณเอนกได้แนะนำวิธีการดูแลตัวเอง ดังนี้ค่ะ
1.ปิดประตูหน้าต่างเพื่อมิให้มลพิษอากาศเข้ามาสะสมในอาคาร หากมีเครื่องฟอกอากาศ หรือเครื่องปรับอากาศที่สามารถกรองอากาศได้ ให้เปิดใช้งาน และเพิ่มความชื้นในห้อง โดยการเอาน้ำใส่ภาชนะปากกว้างมาวางไว้ เช่น กะละมัง
2.ผู้สูงอายุซึ่งมักมีปัญหาโรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด รวมทั้งเด็กเล็กที่ภูมิต้านทานยังไม่ดี เป็นกลุ่มเสี่ยง จึงควรงดออกไปทำกิจกรรมนอกอาคาร
3.หากมีความจำเป็นต้องไปทำกิจกรรมนอกอาคารควรสวมหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ หรือสวมหน้ากากผ้าชุบน้ำให้ชุ่ม หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าทบหลายชั้นชุบน้ำให้ชุ่มแล้วปิดจมูกเพื่อกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านั้น
4. สวมแว่นตาเพื่อปกป้องดวงตาจากลมและหมอกควัน
5.ใช้น้ำเกลือกลั้วคอเพื่อป้องกันอาการเจ็บคอ
6.หลีกเลี่ยงการออกกำลังนอกอาคารในช่วงที่มีหมอกควันมาก เพราะจะเป็นอันตรายต่อปอดในระยะยาวมากกว่าเป็นผลดีต่อร่างกาย
7.ห้ามการเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด งดจุดธูปบูชาพระ เพื่อมิให้ซ้ำเติมสภาพอากาศที่เลวร้ายอยู่แล้ว
8.ให้ความรู้แก่ผู้อื่นว่าการก่อมลพิษทางอากาศทุกชนิดโดยเฉพาะการเผา บั่นทอนสุขภาพตัวเองและผู้อื่น อาจทำให้ผู้อื่นเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และให้ความรู้ว่า การเผาทุกชนิดผิดกฎหมายอาญา มาตรา 220 ผู้เผาอาจถูกปรับถึง 14,000 บาท จำคุกถึง 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
9.ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการเก็บใบไม้กิ่งไม้เพื่อทำปุ๋ยหมักแทนการเผา โดยกองไว้ริมรั้วแล้วรดน้ำ ถ้าไม่มีพื้นที่ให้โทร.แจ้งเทศบาลนครเชียงใหม่ให้มานำไปจัดการ
10.ลดการใช้ขยะที่เป็นพลาสติก แยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อลดปริมาณขยะที่มักเป็นสาเหตุของการเผา
12.หมั่นตรวจสภาพเครื่องยนต์ของรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ให้อยู่ในสภาพดี ไม่ปล่อยควันขาวหรือควันดำ หากควันดำมากควรปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์
13.ร่วมกันปลูกต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่ม รวมทั้งไม้ในร่มเพิ่มมากขึ้น เพราะใบไม้สามารถดักจับฝุ่นละอองได้ดี
ขอขอบคุณคุณเอนกด้วยสิ่งตอบแทนเล็กๆน้อยๆค่ะ
ก่อนจบคุณเอนกยังเล่าว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอก.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ได้ให้ข้อสังเกตไว้ 5 เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบจากมลพิษ คือ
1. คนเราแข็งแรงไม่เท่ากัน
2. ค่า PM ไม่เกินมาตรฐาน ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย
3. ได้รับพิษน้อยๆ แต่ระยะเวลานาน ก็มีปัญหากับสุขภาพได้เช่นกัน
4. รับสารพิษแม้จะน้อย แต่พร้อมกันหลายตัว ก็จะก่อให้เกิดพิษได้เช่นกัน
5. ยังมีสารพิษอีกมากในโลกนี้ที่เรายังไม่รู้
อ่านแล้วอย่าลืมแนะนำคนอื่นๆด้วยนะคะ เพราะผู้เขียนเป็นห่วง ทั้งๆที่ตัวเองตอนนี้ก็กำลังจะเอาตัวเองไม่รอดอยู่แล้ว... ใครก็ได้ช่วยให้ผู้เขียนได้เห็นพระธาตุดอยสุเทพอีกครั้งโดยเร็วด้วยเถอะ...!!!
อิอิ
ขอบคุณค่ะ







โอมมมมมมมมมม เพี้ยง
พระธาตุดอยสุเทพที่งดงาม จลกลับคืนมาโดยไวด้วยค่ะ
แถวชลบุรีก็มีหมอกควันครับ
แวะมาเยี่ยมครับ...
ช่วยกันปลูกต้นไม้คนละต้น ลดเผาขยะ ช่วยได้ครับ
แถวชลบุรีก็มีหมอกควันครับ
แวะมาเยี่ยมครับ...
พี่เขี้ยวขา
วันนี้มองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากหมอกควัน
มองออกไปนอกห้องประชุมชั้น 4 เห็นแต่สีขาวเต็มไปหมดเลยจ้า
... พระธาตุบนดอยสุเทพงามสง่า สูงเด่นเช่นฟ้า ดังฟ้ากว้างไกล เพราะช่วยรักษาคู่ฟ้าเวียงพิงค์วิไล มาเป็นที่รวมน้ำใจ เจียงใหม่บ้านเฮา ;) ... คิดถึงเชิงดอย
... ยามเช้าก็เฝ้ามอง ยามสายก็หมายจ้อง ยามบ่ายตาละห้อย มองหา ;) ฝันดีค่ะพี่เขี้ยว
สวัสดีคะพี่เขี้ยว
ดูแลตัวเองและสุขภาพนะคะ
คงต้องผูกmask นะคะ กันฝุ่น ควันจะช่วยได้ระดับหนึ่ง
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายค่ะ
ตกใจหมดเลย..นึกว่าหายไปไหน
น่ากลัวนะคะ
แก้ไขไงดีล่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
นอกจากดอยสุเทพจะหายไปแล้ว
คนเชียงใหม่ยังหายใจไม่ค่อยจะคล่องด้วยค่ะ
แต่ก่อนนึกว่า มีแต่ กทม.
เดี๋ยวนี้ลุกลามไปทั่ว
ตอนนี้อยากให้ฝนตกอย่างเดียว แงๆๆๆๆ