ในโอกาสวันแห่งความรัก ผมขอให้ อ.แกะ(ผศ.ดร. ชนสรณ์ ภูเด่นแดน) เขียนเรื่อง "แม่ผู้ไม่เคยหยุดพัก" ซึ่งท่านคุยทางเมล์กับผมถึงแม่ผู้ไม่เคยหยุดพักเสมอๆ ท่านเขียนเรื่องนี้ถึงตี 3 นั้นแสดงว่า เป็นของขวัญในวันแห่งความรักที่ลูกตั้งใจให้แม่ และนี่คือรักแท้ระหว่างหญิงชายคู่หนึ่งที่อมตะเป็นนิรันดร์ ไม่มีความรักของหญิงชายใดในโลกนี้จะเท่าเทียมได้ หญิงชายคู่นั้นคือแม่และลูก ต่อจากนี้ไปคือบันทึกจากใจของลูกที่มีถึงแม่ ผู้ไม่เคยพัก
(หมายเหตุ อ.แกะกับผมเป็นมิตรที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน แต่เราเสมือนพี่น้องกัน)
“แม่ผู้ไม่เคยพัก” ตอนที่ 1
………….คำหม่าย ถิตย์พงษ์……. ชื่อนามสกุลเดิมของยายคำหม่าย ภูเด่นแดน ผู้ที่ข้าพเจ้ากำลังจะเล่าประวัติอันทรหดอดทนของเธอผู้นี้ ซึ่งท่านคือแม่บังเกิดเกล้าของข้าพเจ้านั่นเอง แม่คำหม่ายเคยเล่าประวัติของท่านให้ข้าพเจ้าฟังตอนสมัยที่ข้าพเจ้าเด็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ข้าพเจ้าจะใกล้ชิดแม่คำหม่ายมากที่สุดในบรรดาลูก ๆ ทั้ง 6 คน แม่คำหม่าย เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2484 นี้อายุ 69 ปี เกิดที่บ้านโคกกลาง ตำบลหลุบ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพี่น้องร่วมมารดาบิดาเดียวกัน 11 คน แม่คำหม่ายเป็นคนที่ 3 ของพี่น้องทั้งหมด ฐานะครอบครัวยากจนมาก มีอาชีพหลักคือทำนา แต่ทว่ามีที่ดินน้อย อีกทั้งมักประสบปัญหาน้ำเขื่อนทะลักท่วมทุ่งนาเกือบทุกปี แม่คำหม่าย เรียนจบชั้น ป 4 ที่บ้านโรงเรียนบ้านโคกกลาง แม่คำหม่ายเป็นคนเรียนดี โดยสอบได้ที่ 1 มาตลอด จนครูใหญ่ที่โรงเรียนมาขอเธอจากพ่อของเธอเพื่อไปเป็นบุตรบุญธรรมและจะส่งเสียเล่าเรียน แต่พ่อของเธอนั้นไม่มีทางยอมเลย โดยให้เหตุผลว่า “ถึงกูจะจนขนาดไหนกูก็จะไม่ขายลูกกิน” หลังจากนั้นแม่คำหม่ายก็ได้ไปอยู่เป็นคนรับใช้ให้บ้านครูคนนึงชื่อคุณครูสำราญ (ขออนุญาตเอ่ยนาม) แม่คำหม่ายทำหน้าที่ทุกอย่าง หุงข้าว ทำกับข้าว รีดผ้า ดูแลทำความสะอาดบ้านของครูสำราญ รวมทั้งดูแลลูก ๆ ของครูสำราญ เพื่อแลกกับอาหารในแต่ละมื้อ และเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งแม่คำหม่ายจะเก็บใว้เป็นอย่างดีจนสามารถออมเงินได้จำนวนนึง ครูสำราญบอกกับเธอว่าเอาไปซื้อทองใว้ดีไหม เธอจึงจัดสินใจซื้อทอง 1 สลึง หลังจากนั้นเธอนำทองที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของเธอ และเธอก็ได้สวมใส่มันเพียงไม่กี่วัน วันนึงเมื่อพ่อมาเยี่ยมเธอ เธอไม่ลังเลที่จะมอบทอง 1 สลึงให้กับพ่อของเธอทันที เธอบอกให้พ่อนำทองไปขายเพื่อเอาไปซื้อหญ้าคาสำหรับเปลี่ยนหลังคาบ้านที่ผุ และรั่วน้ำฝนมานาน เธอไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย เธอยินดีมากที่ได้ให้ทอง 1 สลึงแก่พ่อของเธอ พอพ่อหันหลังกลับไป เธอแอบร้องไห้ เพราะคิดถึงบ้าน เธออยากกลับบ้านพร้อมพ่อ อยากอยู่กับพ่อแม่ พี่ ๆ น้อง ๆ ของเธอ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดมีเพียงเธอคนเดียวที่ออกจากบ้านตั้งแต่เรียนจบชั้น ป 4 เพื่อมาเป็นคนรับใช้ที่บ้านครู ในขณะที่ลูก ๆ ทั้งหมดยังอยู่รวมกับพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เธอเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ครั้งหนึ่งสมัยที่เป็นนักเรียนประถม เธอและพี่สาวคนโตและน้องอีกสองคน กลับมาจากโรงเรียนตอนเที่ยง เพื่อที่จะมากินข้าวที่บ้าน เธอบอกว่าข้าวมีไม่พอที่จะอิ่มกันได้ทั้งสี่คน พวกเธอตัดสินใจต้มข้าวกับเกลือ โดยสมัยก่อนใช้เตาฟืนที่มีฟืนลักษณะเป็นท่อนยาว น้องสาวคนที่ติดกับเธอไม่ได้ทันระวัง น้องสาวเดินพลาดไปสะดุดกับท่อนฟืนเข้าทำให้หม้อข้าวที่กำลังจะสุกคว่ำลงกับกองขี้เถ้าจนหมดเกลี้ยง พี่น้องทั้งสี่ก็ไม่ได้กล่าวโทษกันแต่อย่างใด ต่างก็มองหน้ากันแล้วก็รีบไปโรงเรียนโดยที่ไม่มีใครได้กินข้าวกลางวันเลย
เมื่อฤดูหนาวย่างเข้ามาครอบครัวของเธอต้องทนเหน็บหนาว อดทนให้ฤดูอันโหดร้ายผ่านพ้นไป เพราะผ้าห่มไม่เพียงพอกับลูก ๆ ทั้ง 11 คน พ่อจะนำเสื่อเก่าๆมาห่มให้ลูก ๆ พอบรรเทาความหนาวไปแต่ละคืน ครอบครัวแม่ของเธอจะมีพี่คนโตเป็นผู้ชาย จะเป็นคนคอยหาปลา พอหาปลามาได้ คนที่จะนำปลาไปขายที่ตลาดต้องเป็นเธอเท่านั้น โดยพี่คนโตจะเป็นคนมอบหมาย เพราะเขามั่นใจว่าเธอคือคนที่รับผิดชอบเรื่องเงินดีที่สุดเธอจะซื้อข้าวกลับมา ซื้อของจำเป็นในครอบครับ ไม่เคยสุรุ่ยสุร่ายเธอจะใช้ให้จ่ายอย่างมีเหตุผล นี่คือสาเหตุที่ทำไมต้องเป็นเธอที่พี่ใหญ่วางใจ
ด้วยความจนทำให้พ่อแม่เธอต้องตัดใจให้เธอไปเป็นคนรับใช้บ้านครูสำราญ หลังจากเป็นคนรับใช้ที่บ้านครูมา 4-5 ปี เธอก็ถูกพ่อแม่พาไปอยู่บ้านน้าแดงซึ่งเป็นญาติที่ไปแต่งงานที่อีกหมู่บ้านนึง เพื่อไปทำนาแลกกับข้าวเพื่อมาเลี้ยงพี่ ๆน้อง ๆ เธอเป็นคนขยันมาก ทำงานแทบจะไม่เคยนั่งพัก ไม่เคยนอนกลางวัน และไม่เคยได้ยินคำบ่นว่าเหนื่อยจากปากเธอ เมื่อถึงเวลาพ่อกับแม่เธอก็จะมารับข้าวเปลือกเพื่อแลกกับแรงงานของเธอ ทุกครั้งที่พ่อกับแม่เธอมารับข้าวเปลือกจากน้าแดง เธอเองจะเป็นคนตักข้าวในฉางใส่ตระกร้า เธอจะพยายามยัดข้าวให้เต็มตระกร้าให้มากที่สุด เพื่อว่าน้อง ๆ ของเธอจะได้กินอิ่ม เธอคิดเสมอว่าเธออยากกลับบ้าน เธออยากกลับพร้อมพ่อกับแม่ แต่เธอก็ไม่เคยปริปากบอกพ่อกับแม่เลย เธอถือว่าเธอได้ทำหน้าที่ ที่ลูกพึงกระทำ และได้ทำหน้าที่ดูแลพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เธอรัก ซึ่งทุกคนก็ขาด และยังรอความหวังจากเธอ หลังจากเสร็จจากทำไร่ทำนา เธอยังต้องเลี้ยงเจ้าทุยอีกห้าตัว เป็นงานรองหลังจากเสร็จสิ้นฤดูทำนา เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ออกงานบุญประเพณีของหมู่บ้านก็ไม่ได้แตกต่างจากชุดที่เธอใส่เลี้ยงควายเท่าไหร่นัก ผ้าถุงที่เธอใส่ก็ไม่เคยได้ซื้อใหม่จากตลาด หากแต่เป็นผ้าที่ถูกต่อขึ้นจากผ้าทอที่เธอทำเอง เธออยากมีผ้าถุงผืนใหม่ใส่เหมือนกับเพื่อน ๆ บ้าง แต่ก็ไม่เคยได้รับ แต่เธอก็ไม่ได้เสียใจแต่อย่างใด เธอยินดีอย่างยิ่งที่ได้อยู่ในบ้านน้าแดง น้าแดงมีความเมตตาให้ที่พัก ที่อาศัย ให้ข้าวปลาอาหาร ให้ข้าวเพื่อนำไปเลี้ยงพ่อแม่เธอ น้อง ๆ ของเธอ………………..
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ….. แม่คำหม่าย ภูเด่นแดน………….
คิดถึงแม่ขึ้นมา น้ำตามันก็ไหล
อยากกลับไป ซบลงที่ตรงตักแม่
อารมณ์กำลังคิดถึง...มะ (แม่) อยู่พอดีครับ
ขอบคุณนะครับบังที่นำเรื่องราวดีๆมาเล่าสู่กันฟัง
ขอออัลลอฮฺคุ้มครองและตอบแทนคุณความดีครับ
รักของเธอผู้นี้ รักไร้เงื่อนไข เสมอ มิคลาย ... รักนิรันดร์ นะคะ
มีความสุขกับรักแท้ แน่วแน่ มิแปรผันค่ะ ท่านเบดูอิน
มาอ่านเรื่องราวซึ้งๆของผู้เป็นแม่ในเทศกาลวันแห่งความรัก...ซึ้งจริงๆค่ะ
จะเล่าเรื่องเป็นมาของแม่ให้ลูกฟังบ้างดีมั๊ย
เผื่อลูกจะได้รักแม่มากขึ้น
*รักของแม่เปี่ยมใจ..ถึงวันนี้แม่จะจากไปแล้วก็ตาม*
สวัสดีค่ะ
๔๗๗.เชิญค่ะ..ชมบุญ
๔๗๘.คนใจดีมีอยู่มากมาย
๔๗๙.คนดีศรีบ้านคำแดง : บวร
สวัสดีครับพี่
อ่านบันทึกนี้แล้วคิดถึงแม่เลยครับ
มีโอกาสจะแวะไปแถวแม่สอดบ้างไหมครับ
หากผ่านไปแถวนั้นแวะทักทายกันบ้างนะครับ
เพียงตอนแรกยังอ่าน 2 รอบ
ตอนต่อไป ชักอยากอ่านแล้วล่ะ