ความรู้ทางโลกไม่มีวัยสิ้นสุดและเรียนรู้ได้จากทุกที่

ตอนนี้กำลังเคร่งเครียดเร่งการเรียนครับ เพราะเทอมนี้ เรียนหนัก และอยากปรับให้ดี เพื่อให้เรียนจบ  เลยขอพักหัวกลับมาทำสิ่งที่รักคือการเขียนบล็อกครับ อ่านข่าวเรื่องวิกฤตศรัทธา สินค้าญี่ปุ่น แล้ว อยากให้พวกเราลองมองอีกแบบ ครับ เป็นการมองเพื่อย้อนกลับมาพัฒนาตัวเอง

ข่าวเค้าว่า ...

 

*****************************************************

เมื่อเกิดวิกฤติศรัทธา ต่อแบรนด์ 'Japan'

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 

แต่ก่อนๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง หนังสือชื่อ "Japan as No 1…Lessons for America" เขียนโดยอาจารย์ฮาร์วาร์ด ชื่อ Ezra Vogel เป็นที่ฮือฮายิ่งนัก

  เพราะเขาบอกว่า "แบรนด์ญี่ปุ่น" กำลังครองโลก

 วันนี้ ความเป็นเลิศของญี่ปุ่นกำลังโดนท้าทายยิ่ง เพราะสินค้าดังๆที่เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วเช่น Toyota Honda Sony และแม้ JAL กำลังเผชิญกับ "วิกฤติศรัทธา" ที่หนักหน่วง และหากแก้ไขไม่ได้ทันท่วงที อาจจะโดนเกาหลีใต้ ไต้หวันและประเทศเกิดใหม่ด้านเทคโนโลยี แซงหน้าไปหน้าตาเฉยก็ได้

 อีกทั้งจีน ก็กำลังหายใจรดต้นคอญี่ปุ่นในด้านนี้อยู่อีกทางหนึ่ง

 สายการบิน Japan Airlines (JAL) เคยเป็นหนึ่งในระดับโลก เทียบเคียงได้กับ PanAm และ TWA ของสหรัฐในสมัยหนึ่ง แต่เพราะการบริหารจัดการที่ตกต่ำและการปฏิเสธที่จะปรับตัวตามสภาพความเป็นจริง JAL ก็จึงต้องล่มสลาย ประกาศล้มละลายเหมือนที่ PanAm และ TWA ของอเมริกาต้องล้มเลิกกิจการไป

 โตโยต้า เป็นบริษัทล่าสุดของญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของชาติ ที่ต้องตอบคำถามว่า "คุณภาพคุณมีปัญหาแล้วหรือ?"  เพราะต้องเรียกรถยนต์หลายล้านคันในสหรัฐ ยุโรป และจีน เพราะปัญหาคันเร่งค้าง และพรมปูพื้นขัดคันเร่ง...ล่าสุดผู้ใช้รถโตโยต้า รุ่นพริอุส ในญี่ปุ่นเกือบ 100 รายร้องเรียนปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรกขึ้นมาอีก

 ฮอนด้า ก็เจอกับการร้องเรียนลักษณะละม้ายกัน แม้จะไม่รุนแรงเท่า แต่ก็ต้องเรียกรถจากทั่วโลกคืนเกือบ 650,000 คัน เพราะปัญหาน้ำรั่วเข้าบริเวณสวิตช์กระจกประตูด้านคนขับ

 เป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์ของ Japan as No 1 เข้าไปอีก

 ระยะหลังนี้ โซนี่ ซึ่งเป็นยี่ห้ออันดับต้นๆ ของโลก ก็ต้องเสียแชมป์ในฐานะผู้นำด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดพกพาให้กับ Apple ของมะกัน

 เหตุเมื่อแข่งกันหมัดต่อหมัด ยกต่อยก ทั้งคุณภาพ ความสะดวกในการใช้ และความเนี้ยบของการออกแบบแล้ว โซนี่ ก็ต้องเจอกับสภาพ "หืดขึ้นคอ" เช่นกัน

 เหตุเกิดจากอะไรหรือ? คำตอบจากนักวิเคราะห์ที่เกาะติดประเด็นนี้ (ส่วนหนึ่งจากการอ่านหนังสือวิเคราะห์การแข่งขันระหว่าง Sony กับ Samsung ของเกาหลีใต้) บอกว่าข้อแรกคือญี่ปุ่น อาจจะ "ตายใจ" หรือ "ประมาท" เกินไป ไม่เห็นอันตรายจากการแข่งขัน ที่มาจากเพื่อนบ้านเอเชียเองนี่แหละ

 บางครั้งอาจจะเรียกว่าเป็น "ความทระนง" ที่คิดว่าไม่มีใครทาบทันได้กระมัง

 เกาหลีใต้ลุยหนัก และทุ่มงบวิจัยและพัฒนาอย่างแข็งขัน จนขึ้นมาแข่งกับญี่ปุ่นในหลายเวที ได้อย่างองอาจ
 ไต้หวันเล่นเกม "ของดีราคาถูก" ที่สามารถดึงเอาตลาดล่างและกลางของญี่ปุ่นไปได้ไม่น้อย

 จีน แผ่นดินใหญ่ก็ไม่ยอมอยู่เฉย เพราะปักกิ่งรู้ดีว่าอนาคตของตนไม่อาจจะพึ่งพิง "ค่าแรงถูก ของย่อมเยา"อย่างเดียวได้อีกต่อไป

 และยิ่งเมื่อยี่ห้อดังๆ ของญี่ปุ่นต้องปรับลดราคาลงมาแข่งในตลาดกลางๆ ก็มีผลกระทบต่อคุณภาพและความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 เรียกว่าถูกกดดันทั้งด้วยเรื่องราคาและคุณภาพ

 ปัญหาสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ทำให้เกิด "วิกฤติศรัทธา" คือสไตล์การ "เก็บตัวเงียบ" ของคนระดับบริหารของบริษัทยักษ์ๆ ของญี่ปุ่น เมื่อเกิดกรณีที่ผู้บริโภคร้องเรียน และปัญหาคุณภาพ

 วิถีปฏิบัติของผู้บริหารเหล่านี้คือ พอมี "ข่าวร้าย" ก็จะหลบหายไป ปล่อยให้โฆษกหรือผู้บริหารระดับกลางออกมาตอบคำถามของสื่อ อ้ำๆ อึ้งๆ และดูเหมือนจะปัดความรับผิดชอบในช่วงต้น...

 พอเรื่องแดง กลายเป็นเรื่องเป็นราวไปแล้วจึงออกมาเสียความเสียใจ

 ช้าไป น้อยไป และสร้างความเสียหายให้กับองค์กรของตน ในระดับที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นในหลายๆ กรณี
 ญี่ปุ่นกำลังเจอมะกันกดจากข้างบน จีนดันจากด้านล่าง และเกาหลีใต้อัดจากด้านข้าง

 ติดเชือกอย่างนี้ ถ้าญี่ปุ่นไม่กระโดดออกจากมุมเพื่ออัดกลับบ้างเหนื่อยแน่

*************************************************

มองญี่ปุ่นแล้วลองย้อนกลับมามองดูประเทศไทย ทิศทางการพัฒนาของเราจะเป็นอย่างไรกันแน่ เข้าใจว่าการเมืองไทยปัจจุบันไม่นิ่ง แต่ปากท้องประชาชนและ การพัฒนาก็ต้องเดินต่อไป ผมอยากเห็นนโยบายดีๆ ในอดีตที่ดึงเอาจุดแข็งของประเทศเรามาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเต็มที่ครับ เช่น การเป็นครัวโลก

อย่างเดนมาร์คเอง แม้อยู่ในสหภาพยุโรป ก็ไม่ได้เน้นอุตสาหกรรมหนักมากนัก สินค้าเกษตรก็ยังคงเป็นสินค้าสร้างชื่อให้เดนมาร์ค ที่สำคัญ เดนมาร์คก็เน้นการศึกษาเพื่อสร้างคุณภาพประชาชน

ซึ่งในส่วนตัวผมเอง ชื่นชมรัฐบาลไทยชุดนี้ที่เน้นการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นผลงานที่ไม่แสดงออกในระยะสั้น แต่สำคัญกับประเทศมากที่สุดครับแต่กังขากับเรื่องคอรับชั่น

  อย่างไรก็ตามเรื่องคอรับชั่นก็ต้องปราบกันไป จนกว่าจะเกิดค่านิยมในสังคมที่ร่วมกันว่า คนที่รวยจากการคอรับชั่นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และมีการบังคับใช้กฎหมายกับนักการเมืองอย่างจริงจัง อยากให้รัฐบาลเน้นเรื่องนี้มากๆ และต้องปราบแบบจริงจัง เพื่อให้ผลประโยชน์ ตกสู่ประชาชนของประเทศอย่างแท้จริง

ผมว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่จริงจังกับการพัฒนาการศึกษาเพราะกลัวประชาชนรู้ทันหรือเปล่า?

กลับมาว่าเรื่องของเราต่อดีกว่าครับ

ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่าเพ่งโทษผู้อื่น เป็นสิ่งไม่ควร เพราะไม่ได้ประโยชน์ แต่เป็นการสร้างทุกข์ให้ตัวเอง เพราะเป็นการสร้างความคิดที่ไม่ดีให้กับตัวของเรา ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า โอปนยิโก ซึ่งแปลว่าน้อมมาสอนใจเรา คือเราเลือกเอาเฉพาะส่วนดีๆ ของผู้อื่นมาเป็นแบบอย่างของเราครับ ซึ่งเรา เรียนรู้ได้จากสิ่งดีๆ ต่างๆ รอบตัวเรา เช่น

ไทยกับกัมพูชามีปัญหากัน แต่ ข้อดีของกัมพูชา คือ

กัมพูชาพัฒนาไปเร็วมากๆ ถึงแม้จะพึ่งจบสงครามกลางเมืองไปได้ไม่นานก็ตาม  เราน่าจะดูวิธีการพัฒนาเค้าบ้าง

ส่วนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของผู้บริหารประเทศ การผูกขาดผลประโยชน์ให้กับกลุ่มคนในครอบครัวนักการเมืองก็ไม่ต้องไปดูเค้าครับ บ้าน้รามีให้เห็นเยอะแล้ว

 

แต่ในความเห็นผมประเทศที่น่าสนใจจริงๆ คือ เวียดนามครับ มีการปราบปรามการคอรับชั่นอย่างจริงจัง อน่างไรก็ตามเสรีภาพของสื่อก็ถูกจำกัดมาก เช่นกัน เราก็เอาเฉพาะข้อดีมาครับ อย่างไปเอาข้อเสียมา อย่างไรก็ตามสื่อไทยก็ต้องปรับปรุงอีกมากเพื่อให้เป็นสื่อที่สร้างสรรค์สำหรับการให้ความรู้กับประชาชนอย่างแท้จริง

 

ว่าที่จริงนิสิตนักศึกษาไทยปัจจุบันมีของดีในมือเยอะมากครับ ราคาถูกมากด้วย คือ คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต ถ้าไม่มัวแต่ใช่เล่นเกมส์ แต่ใช้สร้างอาชีพ และพัฒนาประเทศ หรือสร้างองค์ความรู้ให้กับตัวเองเพื่อพัฒนาประเทศก็จะดีมากๆ ครับ  เพราะความรู้ในอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ไม่มีจบ และเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาครับ การเรียนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน

เมื่อย้อนกลับมาดู ตัวเอง ที่นี่ผมมาเรียนที่สก็อตแลนด์ แต่ผมก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการฟังทำให้ ผมต้องอ่านเอาเองเยอะมากครับ ถ้าวิชาไหนอ่านตรงกับข้อสอบก็รอดตัว แต่ถ้าไม่ตรงก็ ใจหายใจคว่ำ เพราะยังฟังได้เข้าใจไม่หมด ต้องพยายามพัฒนาไปเรื่อยๆ ครับ

ท้ายสุด ช่วงนี้การเมืองไทยคงร้อนแรงเต็มที ผมได้แต่ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและพระสยามเทวาธิราช ได้ โปรดดลบันดาลพรให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดถัย และประชาชนไทยได้เรียนรู้ร่วมกัยถึงความเลวร้ายของการคอรับชั่นและโทษของการใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระของนักการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงบทบาทของสื่อที่ควรจะเป็น เพื่อให้บ้านเมืองของเราวัฒนาถาวรสืบไปครับ