การที่ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับครูสตรีรุ่นน้องท่านหนึ่งเป็นประจำ  เราจะคุยกันเป็นเวลานาน ๆ    ส่วนมากเราจะแลกเปลี่ยนกันเรื่องการอบรมและการแก้ปัญหาพฤติกรรมของเด็ก  กระบวนการและทฤษฏีต่าง ๆ ที่เรามีความสนใจตรงกันเช่นจิตสาธารณะ วินัยเชิงบวก และจิตตปัญญา  ซึ่งคุณครูท่านนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง       

          นอกจากเราได้แบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวกับ “ความเป็นครู”แล้ว  ฉันมีโอกาสได้รับความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือด้านสื่อต่าง ๆ ประกอบกิจกรรมการเรียนรู้  และสื่อสำหรับการฝึกเด็กให้เป็นคนดี จากคุณครูท่านนี้อีกมากมาย

         เรื่องล่าสุดที่เราได้คุยกันคือเรื่องของการสอบ ONETหรือ NTคุณครูท่านนี้ได้เล่าให้ฉันฟังว่า “ที่โรงเรียนของน้องเขาไม่มีการติวข้อสอบให้นักเรียนแต่อย่างใด   หากเปลี่ยนมาเป็นการสอนให้เด็กฝึกคิดอย่างมีกระบวนการ  และที่ผ่านมากลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ที่ของคุณครูเขารับผิดชอบนักเรียนสามารถทำคะแนนได้สูงกว่ากลุ่มสาระอื่น  แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่เคยกล่าวถึงหรือพูดชื่นชมกำลังใจแม้แต่น้อย  คุณครูรู้สึกเสียกำลังใจเหมือนกัน”  การสนทนาของเราทุกครั้งจบลงด้วย “การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

          ความรู้สึกของคุณครูท่านนี้ไม่ได้น้อยใจหรือเสียใจ  เพียงแต่รู้สึกว่า "ทำเหมือนไม่มีความหมายอะไรเลยหรือไม่มีตัวตน" อย่างน้อยก็น่าจะให้กำลังใจกันบ้าง  ไม่จำเป็นต้องชื่นชมมากมายเพียงแต่กล่าวถึงเล็กน้อยแบบผู้มีจิตวิญญาณและเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์บ้างก็ยังดี

           ทำให้ฉันคิดและเข้าใจว่าในสังคมครูของเราไม่ต่างกันเลย  นานมาแล้วฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมีชื่อว่า “ครูใหญ่คือแรงจูงใจของครู”(Bringing Out the Best in Teachers What Effective Principles Do )โดย Joseph Blase & Peggy C. Kirby  แปลโดย ศาตราจารย์อารี สัณหฉวี 

          หนังสือเล่มนี้ที่เรียบเรียงมาจากงานวิจัยคุณภาพด้วยแบบสอบถามปลายเปิดสำรวจทัศนะของครูผู้สอนจำนวน ๑๒๐๐  คนและแปลผลความหมายของข้อมูลด้วยทฤษฏีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์  ทำให้ทราบคุณลักษณะของครูใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ  และมียุทธวิธีในการบริหารงานที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการทำงานของครูเช่นการสร้างแรงจูงใจให้ครูมีกำลังใจทำงาน  มีความคิดริเริมสร้างสรรค์ ความรักความผูกพัน ความรับผิดชอบและการให้โอกาสแก่ครูได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ   

              บันทึกนี้จะขอยกตัวอย่างเนื้อหาเฉพาะ “อานุภาพแห่งคำชม”ว่า  ครูใหญ่ที่มีประสิทธิภาพจะใช้คำชมเชยแบบสั้น ๆ อาจเป็นทางวาจา  หรือท่าทางที่ไม่เป็นทางการในการสร้างอิทธิพลในแง่ดีให้แก่คณะครูและครุแต่ละคน   เทคนิคที่ครูใหญ่ใช้มีหลายแบบเช่นการเขียนจดหมายสั้น ๆ  การกล่าวชมเชยกับผู้อื่น   การประกาศชมเชยในที่สาธารณะ  หรือการตบบ่าเบา ๆ   จุดสำคัญที่ครูใหญ่ต้องเน้นคือไม่มีเจตนาในการสร้างอิทธิพลหากแต่เป็นลักษณะธรรมชาติของครูใหญ่เอง  จะส่งผลให้ความรู้สึกในพลังอำนาจของครูจะสัมพันธ์กับอิทธิพลในด้านดีทางสังคมของครูใหญ่

               ขอจบบันทึกนี้เพื่อรำลึกถึง “ครูใหญ่” คนแรกโรงเรียนแห่งแรกที่ฉันได้บรรจุเป็นครู  และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติของครูใหญ่ทุกท่านไว้ณที่นี้  และเพื่อคุณครูน้องสาวท่านนี้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้มีโอกาสทบทวนความรู้เดิมจากการอ่าน  และเพื่อเป็นกำลังใจให้น้องได้พบกับความสำเร็จที่ใฝ่ฝันในการเป็น “ครูสอนครู”หรือเป็น “ผู้บริหารที่ดีมีคุณภาพ”ในอนาคต