Let your life be a life of love and laughter and you will start feeling a subtle presence of prayerfulness in you.
            ครั้งที่แล้วผมพูดถึงเรื่อง “บัญญัติสิบประการ” ของ Osho ในบันทึกนี้จะนำ ข้อ 4 ที่ว่า “ความรักคือการสวดภาวนา” มาขยายความ . . .  เท่าที่ผมเคยอ่านเจอ osho มักพูดเสมอว่า . . . ทำไมต้องสวดภาวนาเป็นภาษา เป็นถ้อยคำ เราอยากจะให้ “พระเจ้า” ได้ยินคำสวดอ้อนวอนของเราใช่ไหม? แล้วเรารู้ได้อย่างไรล่ะว่า “พระเจ้า” นั้น "ใช้หู" ฟังเรา แล้วทำไมเราต้องสวดวันละหลายๆ ครั้ง หรือว่า “พระเจ้า” ของเราหูไม่ค่อยดี สิ่งที่เราขอไปหลายครั้ง จึงยังไม่ได้ซะที  “พระเจ้า” ที่ว่านี้ช่างไม่มีประสิทธิภาพซะเลย . . .
 
            สำนวนข้างต้นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมแปลออกมา “คำต่อคำ”(เพราะจำไม่ได้แล้วว่าอ่านมาจากหนังสือเล่มไหน) แต่เป็นการถ่ายทอดมาจากความจำ ส่วนข้อความข้างล่างนี้ เป็นสิ่งที่ผมแปลมา คิดว่าน่าจะทำให้ทุกท่านเข้าใจคำว่า “ความรักคือการสวดภาวนา” ได้ดียิ่งขึ้น
 
           “สำหรับข้าพเจ้าแล้วการสวดภาวนาไม่เกี่ยวอะไรกับถ้อยคำ มันเป็นความรู้สึกสำนึกคุณอย่างเงียบๆ เงียบอย่างที่สุด เป็นความซาบซึ้งใจที่อยู่ลึกสุด มันเป็นไปได้เฉพาะในกรณีที่ท่านมีความสุขใจอย่างที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วท่านก็ไม่รู้ว่าจะสำนึกคุณให้กับอะไร
            ปล่อยชีวิตของท่านให้เป็นชีวิตของความรัก ของเสียงหัวเราะ แล้วท่านก็จะเริ่มรู้สึกได้ถึงสภาวะของการสวดภาวนาที่ค่อยๆ ปรากฏมาในตัวท่าน และสภาวะของการสวดภาวนาที่ว่านั้น ไม่ได้เป็นคริสเตียน ฮินดู หรือมุสลิม มันก็แค่สภาวะของการสวดภาวนา”
                                                                                                          - โอโช่
            “To me prayer has nothing to do with words. It is silent gratefulness; it is utterly silent, but a deeper gratefulness. It is possible only if you learn how to be blissful; otherwise there will be nothing to be grateful for.
            Let your life be a life of love and laughter and you will start feeling a subtle presence of prayerfulness in you. And that prayerfulness will not be Christain, Hindu or Mohammedan, it will be simply prayerfulness."
                                                                                                          -Osho