ผมทำงานในหน่วยงานราชการ เมื่อได้ไปตลาด ไปที่อื่น แล้วได้ยินได้ฟังคำพูดเชิงลบ ที่มอบให้กับคนทำงานอย่างพวกผม คำพูดที่เจ็บปวดมากที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินกันมาก็คือ

 “ทำงานเช้าชาม เย็นชาม”

จริงๆ แล้วความหมายของมันนั้นคือการทำงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแบบเคร่งครัดโดยยึดตัวระเบียบเป็นหลักใช่หรือเปล่า

หากว่าใช่ บ้านเราก็ทั้งหมดประเทศเลยเนื่องจากเราเคารพผู้ใหญ่ และถูกบ่มเพาะให้อยู่ในกรอบ ทำตามสั่ง จนคุ้นชิน

มีหลายคนไปเรียนเมืองนอกกลับมาพร้อมกับลักษณะการปฏิบัติตัวแบบฝรั่งมาแล้ว

เค้ามาทำงานอยู่ร่วมกับพนักงานชาวไทย ทำงานที่บ้านเรา เมื่อทำงานไปหลายอย่างเค้าปฏิบัติไม่เหมือนเด็กๆ ในบ้านเรา ผู้บังคับบัญชาก็ยังว่าเค้ากระโดกกระเด็ก ไม่เรียบร้อย ไม่ค่อยถูกใจ

พอเจ้านายเรียกเข้ามาให้นำงานไปแก้ไข ก็จะต้องมีเหตุผล ต้องขอชี้แจงว่าทำไมจึงปฏิบัติเช่นนี้

ตรงนี้แหละที่ไม่ค่อยจะเข้ากับสังคมบ้านเราเอามากๆ

เมื่อต้องมีการจัดคน คัดเลือกคน หน่วยงานก็จะหาคนที่ทำงานด้วยและมีความสุข

เค้าก็จะเลือกคนที่รู้จักและปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรได้ดี

 ด้วยการคัดเลือกแบบบริสุทธิ์ใจแบบนี้นานเข้าก็กลายเป็นหลักในการปฏิบัติการเลือกคนเข้าทำงาน เมื่อเราเลือกกันแบบนี้ องค์กรเราบริหารงานไหลลื่นในฟอร์มแบบที่เราคุ้นเคย..

พอมาวันหนึ่งมีผู้คนที่ไม่ใช่คนในองค์กรพูดเรื่องการทำงานตามสั่งว่า มันไม่ตอบรับกับความพึงพอใจของเขา ซึ่งเขาอ้างอิงกับองค์กรที่ให้บริการเชิงธุรกิจ การกล่าวอ้างแบบนี้มันฟังขึ้นซะด้วย..

ก็เป็นเหตุให้ผู้บริหารจำเป็นต้องปรับตัว ต้องพัฒนา

พวกเราก็เริ่มพัฒนากัน..เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หลายท่านก็จะได้เห็นว่าองค์กรแบบราชการถูกปรับเปลี่ยนไปค่อนข้างมากทีเดียว..

แท้ที่จริงที่หลายคนปฏิบัตินั้นก็มาจากรากเหง้าของสังคมของเราเอง..

คงไม่ใช่ความผิดของใคร...ถ้าจะผิดการน่าจะที่พัฒนาการหรือประวัติศาสตร์ของไทยเราหรือเปล่า

 

การทำงานในแต่ละวันนั้น การรับผิดชอบงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด หัวหน้างานก็หวังประมาณนี้

แต่ถามว่าถูกใจไหม?

คำตอบจากการสังเกตนะครับคือ “ ยังไม่พอ”

จะต้องมีอะไรฝากให้ท่านได้มากกว่าปกติ จึงจะได้ถึงซึ่งความพอใจ

และที่ต้องเพิ่มจากปกตินี่ ก็ไม่มีขอบเขตซะด้วย

ผลงานที่สร้างความพอใจจะวิ่งไปตามบริบทที่รายล้อมตัวของเจ้านายอยู่นั่นเอง

ลูกน้องตั้งแต่ดึกดำบรรณ์ก็ต้องทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น  ต้องค้นหาให้พบและปฏิบัติให้ได้

เมื่อทำได้แล้ว คุณก็จะเห็นรอยยิ้มของเจ้านาย

แต่การทำแบบนี้ก็อาจจะถูกต่อว่าได้ ว่าเอาใจประจบเจ้านาย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะหามาว่า

จริงๆ ผมคิดว่ามันเป็นสากลนะ ทุกคนน่าจะรู้และน่าที่แข่งขันกันทำผลงาน

อันจะส่งผลต่อความสุขของตนเองเป็นอันดับแรก เมื่อเราได้ความสุขตรงนี้แล้ว ต้องพอใจแค่นี้!!เพราะว่าขั้นตอนต่อไปนั้น เป็นดุลพินิจของเจ้านายแล้วล่ะครับ! เราไม่ควรคาดหวังอะไร ต้องเคารพดุลพินิจของเจ้านาย แม้ว่าเราทำผลงานยอดเยี่ยมเป็นสิบเป็นร้อย เราก็ไม่ควรคาดหวังสิ่งตอบแทนใดๆ เด็ดขาด! เพราะอะไรหรือครับ

ก็เพราะว่าเราจะได้ไม่เสียใจ ไม่เสียศูนย์ในการทำงานดีๆ ของเราน่ะครับ

ผมอยากจะขีดเส้นใต้ตรงนี้จังเลย ว่าคนทำงานกว่าครึ่งที่เสียใจและหมดกระจิตกระใจในการทำผลงานดีๆ เพราะไม่ได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังจากเจ้านาย

เราจะไม่เสียคนทำงานดีๆ ไปเลย ถ้าพวกเรามีหลักคิดที่ยืนอยู่บนขาของตนเอง ดังที่กล่าวมาแล้ว

แต่หากสถานการณ์กลับกัน คุณก็คือคนที่ประสบความสำเร็จคนต่อไป..ล่ะครับ น่าสนมั้ยล่ะ ?